สังคมไทยในปัจจุบันเป็นลักษณะของการเมืองแบบตัวแทน คือ ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ แต่เห็นคนเป็นคะแนนเสียง แนวทางที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งได้คือพลเมืองต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทางการเมืองของภาคประชาชนให้ได้ และต้องเคารพความเป็นมนุษย์ระหว่างกันด้วย
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗
|
|
ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เวทีเรียนรู้สร้างสรรค์:การเมืองภาคประชาชนกับการปฏิรูปสุขภาพ วันที่ 9 กันยายน 2547 ห้อง Meeting Room 8 ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ณ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมี อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ : ผู้ดำเนินรายการ กระบวนการประชุมได้ใช้ขั้นตอนคือ คือ วิทยากรนำเสนอท่านละ10 นาที ต่อจากนั้นก็เปิดการเสวนากลุ่มย่อยและใช้กระบวนการบันทึกในกระดาษ flip chart โดยมีอาสาสมัครบันทึก 1 คนในทีม / อาสาสมัครนั้นจะไม่มีการย้ายที่แต่ผู้ร่วมทีมต้องย้ายที่ และเมื่อเริ่มกลุ่มใหม่ก็จะมีการสรุปประเด็นที่พูดคุยกันจากกลุ่มเดิมให้ผู้ที่เวียนมาใหม่ได้รับทราบ สรุปกระบวนการ บันทึก / สรุปประเด็น / นำเสนอ วิทยากร ประกอบด้วย
1 อ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร
2. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
3. อ. ขวัญสรวง อติโพธิ
4. อ. อมรา พงศาพิชญ์
5. อ.สุริชัย หวันแก้ว
|
![]() |
การเมืองภาคประชาชนจะมีคุณภาพที่แตกต่างจากการเมืองทั่วไปอย่างไร ( คำถามที่ฉุกคิดขึ้นมาของอ.ชัยวัฒน์ ) คำตอบที่อาจารย์คิดขึ้นมาเอง คือ ทำอย่างไรให้การเมืองภาคประชาชนนั่นอยู่ขึ้นมาได้อย่างยั่งยืน / สังคมในสภาพสังคมเครือข่ายเกิดการผันผวนอยู่ตลอดเวลา การเมืองภาคประชาชนที่เราพูดถึงกันนี้อยากให้มองไปในมิติของสภาพสังคมในปัจจุบันด้วย | |
ประเด็นที่ ผู้ดำเนินรายการฝากยังวิทยากรเพื่อช่วยกันขบคิดเวทีนี้ คือ อ . ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร |
|
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ปัญหาในปัจจุบันโครงสร้างและอำนาจทำให้เราแสดงออกทางการเมืองได้น้อยลง เพราะการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองให้นั่นไม่สำเร็จ เพราะขาดการปฏิบัติการจริง พื้นที่ทางการเมืองในความคิดของคุณหมอ คือ รวมทุกอย่างทั้งในอากาศด้วย เช่น เรื่องของวิทยุชุมชนเกี่ยวกับการทวงสิทธิของพื้นที่ จึงถือเสมือนว่าพื้นที่ทางอากาศก็มีความสำคัญอย่างมาก ความเคลื่อนไหวในภาคพลเมืองจะเกิดขึ้นก็คือ ต้องมีที่ทางอยู่ก่อน .เช่น หมอพืนบ้านถ้าไม่มีการสืบทอดและถ่ายทอดในกลุ่มหมพื้นบ้านด้วย คือ สร้างจากพื้นที่และความสัมพันธ์ นโยบายของรัฐเองก็สนับสนุนในรูปของหมอพื้นบ้านด้วย แต่รูปแบบนั่นไม่ตรงตามความต้องการ คือ พื้นที่ที่ที่สร้างให้ไม่ตรงความต้องการ สังคมไทยในปัจจุบันเป็นลักษณะของการเมืองแบบตัวแทน คือ ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ แต่เห็นคนเป็นคะแนนเสียง แนวทางที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งได้คือพลเมืองต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทางการเมืองของภาคประชาชนให้ได้ และต้องเคารพความเป็นมนุษย์ระหว่างกันด้วย
|
|
อ.ขวัญสรวง อติโพธิ การเมืองภาคพลเมืองกับปริมณฑลสาธาณะ เราต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อส่วนรวม มีพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมกัน พลเมืองต้องรณรงค์ผลักดันให้ลดขนาดอำนาจและบทบาทของรัฐ สร้างสรรค์พื้นที่ สาธารณะและให้โอกาสคนได้ผูกพันกัน สร้างความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมืองและขยายปริมณฑลสาธารณะ
|
|
อ.อมรา พงศาพิชญ์ 1. สิทธิในการดื้อแพ่ง เราไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังทุกอย่าง หรือดื้อบ้างได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะดื้อเงียบหรือดื้อดัง ซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา ถ้าเราทำงานภาคประชาชนสาธารณะต้องมีการดื้อบ้าง แต่บางครั้งเราก็ต้องอดทน และบางครั้งก็ระเบิดออกมา เมื่อถึงจุดวิกฤติที่ทนไม่ได้ 2. คนทำงานด้านสังคม ไม่ควรคิดเรื่องอยากดัง เราต้องทำงานร่วมกันและไปกันข้างหน้าไม่พยายามเป็นผู้นำตลอดเพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ เพราะเราทำงานให้ประชาชนทั่วประเทศไม่มีที่ให้ใครเพียงคนเดียว 3. อย่าหลงว่าเราเป็นเจ้าของเพราะส่งที่เราทำเราทำเพื่อสาธารณะ อย่าหลงว่าเป็นของเรา หากเราตันเราต้องให้เพื่อนขึ้นหรือไม่ได้อย่างที่เราต้องการ อย่ายึดมั่นถือมั่น เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเราเป็นเจ้าของเราจะตัน |
![]() |
อ.สุริชัย หวันแก้ว ผมขอเล่าประสบการณ์ในการเป็นอาจารย์ให้ฟัง เมื่อวานเพิ่งมีการสัมมนาเรื่องการทุจริต ซึ่งพบว่า 60% มีประสบการณ์ในการทุจริต และหากนักศึกษาจะเข้าห้องน้ำต้องตามเข้าไปด้วย ในการสัมมนามีคนบอกว่าหากจะแก้ปัญหาต้องใช้วิธีการแก้ด้วยอำนาจ เป็นการแก้ปัญหาด้วยความกลัว อำนาจภาคประชาชนจะเหมือนกับการแก้อำนาจในเรื่องนี้หรือไม่ เหมือนกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง เกี่ยวกับคนที่เป็นเจ้าของเรื่องต้องเป็นชาวบ้านหรือนักศึกษา หากเขาคิดว่าเรื่องนี้ไม่ไหว เขาต้องเข้ามาแก้ด้วย จริง ๆ ต้องให้เด็กเอาหนังสือเข้าไปได้ด้วย เรายังใช้การเรียนการสอนแบบสมัยก่อนอยู่ อำนาจที่จะช่วยเราได้คือ อำนาจของการตื่นรู้ ไม่ใช่อำนาจเชิงระเบียบ |
อ. ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ การเมืองต้องรับใช้ชีวิตและรับใช้มนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งทุกเรื่องที่วิทยากรนำเสนอมาในประเด็นต่าง ๆ นั่นมันไม่ง่าย แต่อยากให้ทุกท่านได้มาร่วมกันคิดว่าจะมีประเด็นใดที่ต้องนำมาปรับแก้หรือต่อเติมได้อีก รวมทั้งมาร่วมกันคิดและค้นหาหัวใจสำคัญของการประชุมกลุ่มย่อย |
สรุปการประชุมกลุ่มย่อย
กลุ่มที่ 1 : ความเห็นกับคำว่า การเมืองภาคประชาชน คือ เห็นว่าประชาชนน่าจะต้องเป็นผู้สร้าง โดยมีรัฐเข้ามากระตุ้นและส่งเสริม กลุ่มที่ 2 : ประเด็นพื้นที่สาธารณะหายไปจริง ๆ คือ กลายไปเป็นของรัฐ รวมทั้งพื้นที่ทางอากาศเองก็ยังอยู่ในช่วงของการต่อสู้ช่วงชิงคืนมา คือ คลื่นวิทยชุมชน ในมาตรา 40 แต่สิ่งที่ยังคงมอยู่บ้าง คือ สภากาแฟ ในกลุ่มภาคใต้ / ต้องการทำพื้นที่สาธารณะขึ้นมาเองในรูปแบบที่ไม่ตายตัวเป็นสิงที่คิดขึ้นมาจากประชาชนในชุมชน กลุ่มที่ 3 : ประเด็นแรกที่กลุ่มคือ ประชาชนมีพลังไหม และประชาชนจะมีพลังจากอะไร ตัวตนของเราอยู่ที่ไหน พบว่าตัวตนของเรานั่นถูกกดทับด้วยรัฐและระบบการศึกษา ( ความรู้ ) สังคมยอมรับคนที่มีความรู้ ดังนั้นการที่จะทำค้นพบตัวตนที่แท้จริง คือ การเข้ามาเรียนรู้ ( วิทยุชุมชน ทำให้รู้เรื่องของสิทธิ / เครือข่าย ) กลุ่มที่ 4 : จะทำอย่างไรให้มีพื้นที่สาธารณะได้เกิดขึ้น ต้องการปรับเปลี่ยนกับคำว่าชาวบ้าน มาเป็นคนบ้านนั่นบ้านนี้ เป็นต้น ควรมีการทบทวนและพื้นที่สาธารณะและทำให้เกิดขึ้นมาได้อย่างเป็นของเขาเองควรมีการถอดชุดองค์ความรู้ขึ้นมาด้วย |
|
อ.ชัยวัฒน์ : สรุปของกลุ่มนี้ว่าน่าจะเป็นในเรื่องของจิตวิทยา นพ.โกมาตร : กล่าวถึง สุขภาพในความเห็นของพ่อหลวงจอนิ ( กระเหรี่ยงปกาเกญญอ ) สุขภาพคือ ความมั่นใจในความเป็นกระเหรี่ยงปกาเกญญอ |
|
![]() |
กลุ่มที่ 5 : คิดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกจของคนในชุมชนได่อนก็จะนำมาสู่กระบวนการมีส่วนร่วมตามมา / ปัญหาด้านการเมืองที่จะสะท้อนไปสู่ชุมชนแตกแยก จากเรื่อง กลุ่มที่ 6 : การกระจายอำนาจมาสู่ประชาชนจริงหรือ ซึ่งมีการพูดคุยกันในหลาย ๆ เรื่องแต่ที่หยิบยกขึ้นมา คือ ปัญหาเรื่องการเกษตร ที่พบว่ามีการแก้ไขจากภาครัฐไดไม่ทั่วถึง / ประเด็นการเมือง พบว่ามีการกระจายอำนาจลงไปสู่ประชาชนและท้องถิ่นได้จริงหรือไม่
|
กลุ่มที่ 7 : ควรมีการทำเวทีพูดคุยกันมากขึ้น เพราะจะสามารถเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้มากมาย ชุมชนต้องมีการสร้างกติกาของตนเองขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตของชุมชน / การสร้างพลังจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการดึงศรัทธาของตนเองขึ้นมาให้ได้ / วิทยุชุมชนจะเป็นตัวที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างดี และสามารถแพร่ขยายสิ่งที่ดีของชุมชนออกไปยังชุมชนอื่น ๆ ได้ด้วย / เวลาการพูดคุยไม่ควรมากและไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่ตายตัว |
|
กลุ่มที่ 8 : อำนาจที่คิดว่าจะเป็นของเรากลับไปตกอยู่ที่ตัวแทน โดยกลไกอำนาจรัฐเป็นตัวกำหนด / พื้นที่เกิดขึ้นได้อย่างไร space ไปสู่ จะเกิดขึ้นได้โดยการอาศัยสื่อ ( วิทยุชุมชน ) / ยุทธศาสตร์ภาคประชาชน กลุ่มที่ 9 : พื้นที่สาธารณะจะเกิดขึ้นมาก็เมื่อสร้างคนขึ้นมาก่อน / การเมืองภาคประชาชนจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อให้ประชาชนมีอำนาจขึ้นมาก่อน กลุ่มที่ 10 : การรู้จักตนเอง / สิทธิและหน้าที่ของตนเอง ก็จะนำมาสู่การเมืองภาคประชาชนได้ และต่อไปด้วยการเชื่อมโยงจากครอบครัว สู่ชุมชน ที่สำคัญคือ ชุมชนน่าจะมีการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของตนเองขึ้นมาให้ได้ก่อนด้วย |
|
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ( ผู้ดำเนินการสรุปประเด็นการเสนอของกลุ่มย่อย )
อ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อ.สุริชัย หวันแก้ว พลังที่เราทำกันในห้องนี้จะมีความยั่งยืนเพียงใด และเราจะคงพลังนี้ไว้ได้อย่างไร / พลังนี้จะสร้างขึ้นมาได้เมื่อได้เมื่อมีวิกฤติหรือมีปัญหาร่วมกัน ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีปัญหาแล้วจึงจะมาเกิดการรวมตัวกัน สะท้อนความคิดเรื่องจิตสำนึก ซึ่งในความเห็นของอาจารย์เห็นว่า “ แววตา “ คือ สิ่งที่สะท้อนมาให้เห็นในการทำอะไรร่วมกัน / การกระจายอำนาจ คือ การเพิ่มพื้นที่ทางฝั่งของภาคประชาชน ให้เข้มแข็ง / ควรผ่าด่านวัฒนธรรมให้ได้ ( การโยนเงินไปสู่ชุมชน ) สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ พบว่าการเมืองภาคพลเมืองมีพลังมากขึ้น เห็นการรวมตัวของภาคประชาชนมากขึ้น
|
|
สันสกฤต มุนีโมไนย : กองบรรณาธิการ
|
Be the first to comment on "การเมืองภาคประชาชนกับการปฏิรูประบบสุขภาพ"