“พลังน้ำใจอันยิ่งใหญ่ กับการสร้างสรรค์สังคมไทย

ความตายของเพื่อนมนุษย์เรือนแสนในชั่วพริบตาเดียวได้ไปสู่การรับรู้ของคนทั้งโลกพร้อมกัน ความตายได้กระชากลูกไปจากแม่ กระชากพ่อแม่ไปจากลูก กระชากผัวไปจากเมีย…ภาพของคนตายจากคลื่นสึนามินำไปสู่การรับรู้ของคนทั้งโลก จึงทำให้พลังน้ำใจหลั่งไหลจากทั่วทุกมุมโลก คำถามก็คือว่า จะมีการสื่อสารอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์รับรู้ความทุกข์อันท่วมท้นของเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก…

 

ศาสตร์จารย์ นพ.ประเวศ วะสี

 

 

พลังน้ำใจอันมหาศาล ความงามที่ประดับแผ่นดิน

ภัยพิบัติ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 กระทบจิตใจของมนุษย์ทั้งโลก

ความตายของเพื่อนมนุษย์เรือนแสนในชั่วพริบตาเดียวได้ไปสู่การรับรู้ของคนทั้งโลกพร้อมกัน ความตายได้กระชากลูกไปจากแม่ กระชากพ่อแม่ไปจากลูก กระชากผัวไปจากเมีย กระชากเมียไปจากผัว ความพลัดพรากจากของรักเป็นทุกข์อย่างยิ่งใหญ่ ที่โลกเศร้าสลดที่สุดในชะตากรรมของเพื่อนร่วมโลก


ความทุกข์ทำให้เกิดความโทมนัสอุปายาสา แต่ความทุกข์ก็ไปกระตุ้นความกรุณาปรานีให้หลั่งออกมาคลื่นพลังน้ำใจได้ไหลบ่าท่วมโลก ใหญ่กว่าคลื่นสึนามิ ความรู้สึกเมตตา ความกรุณาปราณี อยากช่วยผ่อนคลายความทุกข์ยากด้วยประการต่างๆไม่ว่าจะเป็นแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์


คลื่นพลังน้ำใจที่หลั่งไหลออกมาสามารถสัมผัสกันได้ทั่วโลก ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆขึ้นอย่างประหลาด เป็นความอบอุ่นเป็นความปิติ เป็นทิพยสัมผัสที่กลบลบความแตกต่างขัดแย้งทุกชนิดไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง ยากดีมีจน ความแตกต่างขัดแย้งกลายเป็นเรื่องเล็ก พลังน้ำใจนั้นสูงใหญ่เลยพ้นสภาพจิตเล็ก พลังน้ำใจเป็นสภาพจิตใหญ่

มนุษย์ตกอยู่ในสภาพครอบงำของความมีจิตเล็กเสียจนเคยชิน จนหลงลืมไปว่าในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แต่ละคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่ในสภาวะที่เหมาะสามารถงอกและผลิดอกออกช่อเป็นจิตใหญ่ ที่ไปพ้นความเป็นจิตเล็ก สภาพจิตใหญ่นั้นมีความกรุณาปรานีก่อให้เกิดความปิติอิ่มเอิบซาบซ่าน และเป็น กำลังเลิศพลังอันทั้งสิ้น ดังที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 มรพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

อันว่าความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล

เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น

พลังน้ำใจหรือพลังแห่งความกรุณาปรานีที่หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ ก่อให้เกิดความความอิ่มใจปลื้มใจอย่างที่มนุษย์ไม่รู้สึกมาก่อน ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตอันก่อให้เกิดความตึงเครียดด้วยการแก่งแย่งทอดทิ้งกันและการทำลาย มนุษย์ได้สัมผัสแห่งความกรุณาปรานีว่าเป็น กำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น

ในเมื่อพลังน้ำใจเป็นกำลังที่เลิศพลังพลังอื่นๆ คำถามก็คือว่าทำอย่างไรจะทำอย่างไรจะทำให้พลังน้ำใจไม่วูบไป แต่ดำรงคงอยู่เป็นเวลานานหรือเพิ่มพูนขึ้น ก่อให้เกิดความปลื้มใจและเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา แทนที่การขับเคลื่อนด้วยโลภจริต

โลกที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตนั้นตึงเครียด แตกแยก และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

มนุษย์ต้องการพลังขับเคลื่อนใหม่ที่เป็นพลังสมาน เพื่อลดความตึงเครียด ลดความแตกแยก และความรุนแรง

เหตุการณ์มหาวิปโยคแห่งอันดามันได้แสดงให้มนุษย์ตระหนักรู้ว่าพลังน้ำใจมีได้จริง มีอยู่ในตัวมนุษย์ที่ว่าหนาแน่นด้วยกิเลสนี่แหละ มนุษย์มีกิเลสจริง แต่กิเลสมิได้เป็นธรรมชาติด้านเดียวของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจของตน ซึ่งสามารถหลั่งไหลออกมาเป็นพลังน้ำใจอันมหาศาล เป็นพลังสมานที่สามารถเยียวยาโลกที่ป่วยเจ็บได้

มนุษย์ได้สัมผัสและตระหนักรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ในตนนี่แล้ว ขอให้เรามาร่วมกันค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้พลังน้ำใจนี้ท่วมฟ้าท่วมแผ่นดิน ปลดปล่อยมนุษย์ออกจากกรงเล็บของความทุกข์ยากเถิด

คลื่นความทุกข์ของ มวลมนุษย์ใหญ่กว่าคลื่นสึนามิ

พลังน้ำใจที่ไหลหลั่งออกมาในกรณีมหาวิปโยคอันดามันเกิดจากการได้รับรู้ความทุกข์อันมาหาศาลของเพื่อนมนุษย์ในภาพรวมอย่างทันทีทันใด ผัสสะหรือการรับรู้ทำให้เกิดเวทนา อันที่จริงความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในมนุษย์ทั้งหมดเป็นประจำตลอดเวลา รวมกันนั้นเป็นคลื่นความทุกข์ที่ใหญ่กว่าความวิปโยคจากคลื่นสึนามิมาก แต่มันไม่กระตุ้นให้เกิดพลังแห่งความกรุณาปรานีที่มนุษย์พึงมีต่อกัน ทั้งนี้ขึ้นกับการไม่รับรู้

ถ้ามนุษย์รับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ อย่างที่รับรู้มหาวิปโยคจากสึนามิ ก็จะกระตุ้นการหลั่งไหลของพลังน้ำใจได้เช่นเดียวกัน แต่ตามปรกติมนุษย์คงจะขาดการรับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าทำไมมนุษย์ไม่รับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ที่มีอยู่เป็นปรกติวิสัย

อย่างหนึ่ง เป็นเพราะสื่อ

ในสมัยโบราณ มนุษย์ก็ประสบภัยพิบัติขนาดใหญ่ แต่ก็รู้กันเฉพาะที่ ไม่รู้ทั่วโลก แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารปัจจุบันที่สามารถสื่อให้มนุษย์ทั้งโลกรับรู้เรื่องเดียวกันเกือบจะพร้อมกันทั้งโลก ภาพของคนตายจากคลื่นสึนามินำไปสู่การรับรู้ของคนทั้งโลก จึงทำให้พลังน้ำใจหลั่งไหลจากทั่วทุกมุมโลก

คำถามก็คือว่า จะมีการสื่อสารอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์รับรู้ความทุกข์อันท่วมท้นของเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก

แต่มิใช่เพียงเท่านั้น มนุษย์จะรับรู้หรือไม่รับรู้อะไรยังขึ้นกับว่า ขณะนั้นหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอะไร คนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์บางอย่างอาจไม่รับรู้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นคนที่กำลังหมกมุ่นอยู่ในความคิดขณะเดินข้ามถนน แล้วไม่รับรู้ความจริงในปัจจุบันคือรถที่กำลังวิ่งมาชน มนุษย์ต้องออกจากจากความหมกมุ่นและรับรู้ความจริงได้


ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ทำให้เกิดความประมาทและประสาทชาต่อการรับรู้ความจริง

ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม นั่นเป็นปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา เมื่อตรัสดังนั้นแล้วก็ไม่มีพระวจนะอย่างใดอีก แสดงว่าความประมาทเป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ เพราะเมื่อประมาทเสียแล้วก็ไม่ตื่นตัว ไม่รับรู้ความจริงเมื่อไม่รู้ความจริงก็อันตราย

สังคมไทยตั้งอยู่ในความประมาท

ถ้าไม่ตั้งอยู่ในความประมาท คนจะไม่ล้มตายจากคลื่นสึนามิถึงปานนี้ เพราะประมาทเราจึงไม่สนใจว่ามีอันตรายอย่างใดเกิดขึ้นได้บ้าง ทั้งๆที่มีความรู้เกี่ยวกับสึนามิ เพราะตั้งอยู่ในความประมาทเราจึงไม่สนใจความรู้นั้นๆ ทั้งๆที่แผ่นดินไหว 2 ชั่วโมง ก่อนคลื่นยักษ์จะมาถึงฝั่งไทย ถ้าเรารู้กันก็สามารถหนีให้พ้นความตายได้ แต่เพราะตั้งอยู่ในความประมาทเราจึงไม่ได้รับ สาร ที่มีการสื่อเกี่ยวกับคลื่นสึนามิ ดังที่สถานีโทรทัศน์ก็ยังมั่วกับการเล่นเกมและความรื่นเริงบันเทิงใจต่างๆ

ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ทำให้เกิดความประมาทและอันตรายยิ่งนัก

ทิศทางการพัฒนาของประเทศทำให้คนหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ จึงทำให้สังคมทั้งหมดตั้งอยู่ในความประมาท และอันตรายยิ่งนัก

อันตรายไม่ได้มีแต่คลื่นสึนามิ แต่มีอื่นๆ อีกมากมายรอบตัว เช่น ตึกพัง รถไฟใต้ดินชนกัน ฯลฯ

เมื่อตั้งอยู่ในความประมาทจึงอันตรายยิ่งนัก

สังคมที่หมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุขย่อมไม่สนใจต่อความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ จึงขาดพลังน้ำใจที่ควรจะเป็นพลังที่เยียวยาความเจ็บป่วยของสังคม

เราจะเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทได้อย่างไร


ความเข้าใจว่าความสุข คืออะไรเป็นเครื่องกำหนดทิศทางการพัฒนา

ความสุข คือการสิ้นไปของความทุกข์ เช่น เมื่อหิวข้าวเรามีความทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อได้กินข้าวธรรมดาๆแล้วความหิวหายไปเรามีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อเจ็บป่วยไม่สบายเรามีความทุกข์อย่างยิ่งเมื่อความเจ็บป่วยทุเลาลงความทุกข์หายไป เรามีความสุขอย่างยิ่ง

ความสุขจากการ สร้างสุข กับจากการ ขจัดทุกข์มีทิฐิ การปฏิบัติและผลจากการปฏิบัติไม่เหมือนกัน

การ สร้างสุข นำไปสู่ความโลภ การเสพสุข ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ความตึงเครียด ความแตกแยก และความรุนแรง

การขจัดทุกข์ต้องอาศัยสติ ปัญญา ความไม่ประมาทความร่วมทุกข์ และความกรุณาปรานี เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

ถ้าเราพัฒนาตามกระแสวัตถุนิยมบริโภคอันขับเคลื่อนด้วยโลภจริต เราจะเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความประมาท และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง หมดโอกาสที่จะเป็นสังคมศานติสุข

แต่ถ้าเรารู้เท่าทัน เป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทใช้พลังน้ำใจเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนา การเป็นสังคมศานติสุขก็อยู่แค่เอื้อม

สังคมศานติสุข

ถ้าเราเข้าใจประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นดินแดนแห่งศานติสุขเพราะเหตุใด ประเทศไทยมีทุนอันประเสริฐที่สามารถเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นสังคมศานติสุข เพราะเหตุปัจจัย 4 ประการคือ

1.มีธรรมชาติสวยงาม

2.มรการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างคนต่างเชื้อชาติ

3.มีเศรษฐกิจพอเพียง สามารถผลิตอาหารได้พอเพียงต่อการบริโภค

4.มีสันติภาพ ไม่มีสงคราม

เมื่อเป็นดังนั้นก็ทำให้คนอยากมาเที่ยว เป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินที่คนทั่วโลกอยากเอาเงินมาฝาก เป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศ และเป็นที่ใช้เจรจาระหว่างประเทศซึ่งเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้สวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นไปอีก

ประเทศไทยสามารถทำเหตุปัจจัย 4 ของ สวิตเซอร์แลนด์และบวกอีก 2 จึงเป็นสังคมศานติสุขยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวคือ

1.เราต้องรักษาธรรมชาติแวดล้อมให้สวยงาม ไม่ทำลายเยี่ยงปัจจุบัน

2.เราเคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนต่างเชื้อชาติซึ่งเราต้องทำให้ได้

3.เราผลิตอาหารเหลือกิน เรามีเศรษฐกิจพอเพียงได้

4.เราเคยมีสันติภาพ เราต้องรักษาสันติภาพให้ได้

ส่วนบวกอีก 2 ประการ คือ

1.น้ำใจของคนไทย อันมีอยู่เป็นพื้นฐานซึ่งสูงมาก

2.มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และมีศาสนาอื่นๆ เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ ศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ชาติเพื่อความกรุณาปรานีและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติถ้าเราส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนธรรม จิตใจก็จะสูงยิ่งๆขึ้นไปอีก

เราต้องมีจินตนาการใหม่และวิถีคิดใหม่เกี่ยวกับสังคมไทยที่ร่มเย็นเป็นสุข ว่าเราเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียได้และช่วยกันสร้างเหตุปัจจัยเหล่านั้น อันขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำใจอันมหาศาลของคนไทย


สร้างสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครให้เต็มแผ่นดิน

ในอันดามันวิปโยค เราได้เห็นสปิริตแห่งการเป็นอามาสมัครเพื่อเพื่อนมนุษย์อันเกิดขึ้นเอง มีผู้คนทุกสาขาอาชีพอาสาที่จะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น เคลื่อนย้ายศพ ช่วยคนเจ็บ ช่วยหาอาหาร ช่วยหาที่พัก ช่วยตามหาญาติ ให้เงินให้ทอง ฯลฯ เป็นภาพที่งามจับใจ นี้แหละความงามของความเป็นมนุษย์ การเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนมนุษย์คือรูปธรรมของความเมตตาและความกรุณา การเป็นอาสาสมัครเป็นการต่อเชื่อมความเป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้นมากมาย เช่น ทำให้ความทุกข์น้อยลงทำให้มีกี่เรียนรู้เรื่องทุกข์ซึ่งจะนำไปสู่การหาทางออกจากทุกข์ร่วมกัน เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

ฉะนั้น ทางหนึ่งที่จะเพิ่มพูนพลังน้ำใจในสังคมคือการส่งเสริมให้มีอาสาสมัครเพื่อสังคมมากๆ จนเต็มแผ่นดิน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ควรมีเวลาไปเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน พนักงานและเจ้าของธุรกิจ ควรใช้เวลาส่วนหนึ่งไปเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมเช่นนี้เป็นต้น

เมื่อมีสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมเต็มแผ่นดินสังคมจะเย็นลงและเรียนรู้ถึงกันมากขึ้นและในที่สุดพ้นทุกข์ร่วมกันได้

เราพ้นทุกข์ร่วมกันได้ ด้วยการเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

ถ้าเราเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความประมาทจะมีภยันตรายต่างๆมากขึ้นเรื่อยอย่างที่เห็น ทิศทางการพัฒนาของเราต้องไม่ทำให้ประชาชนหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุขหรือกามสุขัลลิการนุโยคเยี่ยงในปัจจุบัน แต่การพัฒนาทั้งหลายทั้งปวงต้องเป็นไปเพื่อการไม่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท การศึกษาอบรมผู้คนควรจะปรับเปลี่ยนการสื่อสารควรจะปรับเปลี่ยน วัตถุประสงค์และทิศทางการพัฒนาควรจะปรับเปลี่ยน แทนที่จะวัดและคลั่งกันแต่จีดีพีๆ ควรจะใช้ดรรชนีวัดการเป็นสังคมศานติสุข วัดพลังน้ำใจ วัดสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครกันจะไม่ดีกว่าหรือ

เราต้องการจินตนาการใหม่ และวิถีคิดใหม่ เพื่อการพ้นทุกข์ร่วมกัน ด้วยการเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท และขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำใจอันมหาศาลของคนไทย

เรามาประชุมใหญ่เพื่อระดมพลังน้ำใจไทยกันดีไหม

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อย คนไทยมากมายหลายพันทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนในคลื่นพลังน้ำใจไทยครั้งนี้ คงจะมีความรู้สึกนึกคิดและข้อเสนอดีๆอีกมาก จะเป็นการดีไหมถ้าฝ่ายต่างๆจะรวมตัวกันจัดการประชุมใหญ่เรื่องพลังน้ำใจอันยิ่งใหญ่กับการสร้างสรรค์สังคมศานติสุข เพื่อเป็นการเห็นคุณค่าและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นการแสดงให้เห็นและปลุกจิตสำนึกของสังคมว่าพลังน้ำใจนั้นมีจริง และเป็น กำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น

สามารถนำมาขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความดีงามได้

การประชุมนี้ไม่ใช่การเมือง เพราะคลื่นพลังน้ำใจนั้นสูงใหญ่พ้นความขัดแย้งต่างๆ สังคมไทยต้องการพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและทอนกำลัง

พลังน้ำใจนั้นยิ่งใหญ่ ประดับแผ่นดินให้งดงามและทำให้แผ่นดินมีพลังสร้างสรรค์เพื่อการเป็นสังคมศานติสุข เราเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียได้

 

กองทุนอาสาสมัครเพื่อเพื่อนมนุษย์

 

Download

Be the first to comment on "“พลังน้ำใจอันยิ่งใหญ่ กับการสร้างสรรค์สังคมไทย"

Leave a comment

Your email address will not be published.