“เสน่ห์” เชื่อวิกฤตการเมืองเกิดแน่ ชี้ “แม้ว” สร้างความขัดแย้ง

“เสน่ห์ จามริก” วอนรัฐบาลใจกว้างฟังทุกฝ่าย อย่ามองเป็นขาประจำ ย้ำประชาชนอึดอัดเหมือนอยู่ในความมืด จึงต้องระเบิดออกมา เหตุรัฐไม่ยอมชี้แจง ชี้ “ทักษิณ” ตกเป็นเหยื่อแวดล้อมบริวาร ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ยกยกปอปั้น ทำให้นายเสียคน เชื่อ วิกฤตการเมืองเกิดแน่ เพราะรัฐสร้างความขัดแย้งกับระบบทุนในประเทศ โดยชักนำอำนาจของกลุ่มทุนข้างนอกเข้ามา และรัฐบาลมีอำนาจมากไปขณะที่นักการเมืองไม่ยอมทำหน้าที่

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2549 23:41 น.

“เสน่ห์ จามริก” วอนรัฐบาลใจกว้างฟังทุกฝ่าย อย่ามองเป็นขาประจำ ย้ำประชาชนอึดอัดเหมือนอยู่ในความมืด จึงต้องระเบิดออกมา เหตุรัฐไม่ยอมชี้แจง ชี้ “ทักษิณ” ตกเป็นเหยื่อแวดล้อมบริวาร ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ยกยกปอปั้น ทำให้นายเสียคน เชื่อ วิกฤตการเมืองเกิดแน่ เพราะรัฐสร้างความขัดแย้งกับระบบทุนในประเทศ โดยชักนำอำนาจของกลุ่มทุนข้างนอกเข้ามา และรัฐบาลมีอำนาจมากไป ขณะที่นักการเมืองไม่ยอมทำหน้าที่

วันนี้ (29 ม.ค.) นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์กรณีปรากฏการณ์ชุมนุมของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ว่า มองประเด็นต่าง ๆ ที่เรียกร้อง เป็นสิ่งชอบธรรม แต่ไม่มีการขานรับจากรัฐบาล มักไปเรียกว่าเป็น “ขาประจำ” มองเป็นเรื่องส่วนตัวไป ประเด็นต่าง ๆ ที่เรียกร้องเกี่ยวกับผลประโยชน์ประเทศชาติ รัฐบาลจะบอกว่า เรื่องนี้ไว้ใจเถอะ ไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องในครอบครัว ในบริษัท ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เห็นด้วยที่มองประเทศเป็นเหมือนบริษัท ใช้ระบบ CEO บริหารประเทศ เพราะเป็นอำนาจเกือบจะสิทธิขาด

“อยากให้ปรากฏการณ์สนธิก็ดี หรือปรากฏการณ์ขาประจำก็ดี รัฐบาลได้รับฟัง สิ่งใดที่ดูเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ตัดทิ้งไป แต่สิ่งใดที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ รัฐบาลมีความผูกพันที่ต้องรับทราบ มาตีความว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ เพราะประเทศชาติไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร แม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ท่านมีบารมีแยะ แต่ท่านก็ไม่ได้ทรงคิดว่าท่านเป็นเจ้าของประเทศอยู่คนเดียว” นายเสน่ห์ กล่าว

นายเสน่ห์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไม่มีการชี้แจงอะไรเลยจากรัฐบาล ทำให้ข้อมูลอัดอั้นเหมือนทุกประเทศที่ประชาชนจะเรียกร้อง เพราะประชาชนอยู่ในความมืด มันก็ระเบิดออกมาทุกสังคม

นายเสน่ห์ กล่าวต่อว่า โดยแท้จริง ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญประการแรก เกิดจากการที่รัฐบาลมีเสียงข้างมาก มากเกินไป ประการที่สอง สภาไม่ทำงาน ทั้งนี้ การเป็นรูปพรรคการเมือง ไม่ได้หมายความว่า เป็นลูกเป็นหลานในครอบครัว เวลานี้นักการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง เหมือนกับในแวดวงของผู้มีอำนาจในสมัยก่อน ๆ ถ้ามันเต็มไปด้วยขันที ก็แน่นอนคนก็ลืมตัว

“ทำอย่างนี้ไม่ได้เป็นผลดีต่อหัวหน้ารัฐบาล คนแวดล้อมบอกว่า ดีหมด คนที่มาขัดคอ คือ คนที่ไม่ชอบเป็นส่วนตัวอะไรอย่างนี้ ต้องการมาโค่นรัฐบาล การที่ลูกพรรคไม่ทำงานเลย คนในแวดวงห้อมล้อมนายกฯ และไม่ได้มีการให้เหตุผล ผมว่าเป็นผลร้ายต่อนายกฯ ไม่ใช่ทำดีต่อนาย แต่ทำให้นายเสีย คนมีอำนาจในทางการเมืองทุกประเทศทุกยุคทุกสมัยเสียคน เพราะคนใกล้ชิด การที่มีลูกน้องอย่างนี้เป็นการทำลายหัวหน้า”

นายเสน่ห์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญขณะนี้ คือ ระบบราชการ เป็นระบบที่ปิดตัวเองมาหลายชั่วคนแล้ว และมีช่องว่างกับประชาชน และมองประชาชนเหมือนคนที่อยู่ใต้อำนาจตลอด แม้จะมีรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีความตื่นตัวก็ตาม แต่พฤติการณ์โดยรวมจะเห็นว่าราชการไม่สนองตอบความเดือดร้อนของประชาชนเลย มีบ้างตัวบุคคลไม่กี่คน

“เป็นหน้าที่ของนายกฯ ของรัฐบาลที่ต้องกระตุ้นให้ข้าราชการสนองตอบประชาชน แต่เท่าที่ปฏิบัติไม่ได้มีเรื่องนี้เลย ผมขอวิจารณ์รัฐบาล กลับปกป้องให้ระบบข้าราชการเป็น CEO ตลอด ทั้งที่ข้าราชการเป็นอย่างนี้ ซึ่งระบบ CEO คือ ระบบรวบอำนาจ และคอร์รัปชัน อำนาจใดก็ตามที่ไม่มีคนควบคุม คอร์รัปชันทั้งนั้น นี้เป็นกฎธรรมดา” นายเสน่ห์ กล่าว

นอกจากนี้ ในหมู่นักการเมืองก็คอร์รัปชันเป็นมานานแล้ว ทั้งการโกงกิน การใช้อิทธิพล หาผลประโยชน์ของตนเอง บางครั้งเป็นธรรมเนียมไปแล้ว วัฒนธรรมทางการเมือง และวัฒนธรรมราชการก็ดี ถ้านายกฯไม่คิดที่จะปรับปรุงปฏิรูปเหล่านี้ รวมทั้งลูกพรรคตัวเองด้วย นายกฯก็จะเป็นเหยื่อของคอร์รัปชันล้อมรอบตัวเอง เดี๋ยวนี้สภาพการณ์เป็นอย่างนั้น เวลานี้รัฐมนตรีพูดเสียงเดียวกับนายกฯ หมด นายกฯ บอกไม่ต้องห่วงฉัน พวกที่ประท้วงไม่มีข้อมูลอะไร มันทำให้เกิดความคับแค้นรัฐบาล

“สนธิเป็นเพียงปรากฎการณ์ออกมาแรงกว่าเพื่อน ชัดเจนกว่าเพื่อน แต่ผมเชื่อสังคมทุกสังคมมีทางออกเสมอ แต่จะไปแนวทางสันติ หรือรุนแรงเท่านั้น สังคมไม่มีถึงทางตัน แต่เมื่อมันถึงทางตันที่สุดแล้ว มันก็ออกด้วยความรุนแรง” นายเสน่ห์ กล่าว

นายเสน่ห์ กล่าวถึงโครงการเมกะโปรเจกต์คิดขึ้นโดยไม่ให้สังคมรับรู้ มีส่วนร่วม ก็เป็นคอร์รัปชันอีกแบบหนึ่ง เมกะโปรเจกต์เปิดช่องให้คนคอร์รัปชัน ไม่มีระบบที่จะตรวจสอบ ให้มีการตรวจสอบกันเอง ไม่มีประโยชน์ โดยสรุป รัฐบาลถึงจุดด้วยการป้อยอปอปั้นของบริวาร ทำให้รัฐบาลเกิดช่องว่างกับสังคมมาก คิดจะทำธุรกิจ โครงการเศรษฐกิจอะไร ก็ไม่นึกด้านสังคมเลย อย่างนี้ถือว่าเป็นอันตราย

นายเสน่ห์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาความยากจน ด้วยโมเดลอาจสามารถ ว่า ทั้งหมดเหล่านี้ คุณทักษิณ เสียหาย เป็นการแก้ปัญหาโดยใช้ราชการเป็นศูนย์กลาง ทั้งการใช้ระบบ CEO เป็นต้น
“ผมคิดว่าจะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ รัฐบาลกำลังสำคัญผิดในการบริหารประเทศ คือ เห็นว่าประเทศคือบริษัท นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรก สมัย คุณบุญชู โรจนเสถียร ตอนนั้นที่เป็นคนประกาศประเทศไทยเป็นไทยแลนด์อิ้งค์ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณทักษิณ มันเป็นมาตั้งนานแล้ว คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจการเมือง เขามองประเทศชาติเป็นแบบนั้น ซึ่งมันผิด ประเทศไม่ใช่บริษัทแน่นอน” นายเสน่ห์ กล่าว

“จะเห็นว่า โดยรวมคอร์รัปชันรายรอบนายกฯ หมดเลย งานทำเป็นงานที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชัน ประชาชนก็อ่อนแอ การกระจายอำนาจไปท้องถิ่น ให้ไป 100 บาท ถึงประชาชนจริง 50 บาท มันหายระหว่างทางเยอะ” นายเสน่ห์ กล่าว

นายเสน่ห์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ประชาชนยังติดวัฒนธรรมอุปภัมป์ ไม่มีใครคิดจะทำให้ประชาชนได้มีความสามารถในการพึ่งตนเอง อย่างที่ในหลวงทรงพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตราบเท่าที่ยังไม่มีกระบวนการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร ไม่มีการปฏิรูปสังคมให้เปลี่ยนจากการคอยรับความช่วยเหลืออุปถัมป์ ให้ไปเป็นความสามารถในการพึ่งตนเองได้

ประธาน กก.สิทธิมนุษยชน กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เรามีระบอบประชาธิปไตยมา ไม่เคยมีพรรคไหน นักการเมืองคนไหนที่รับใช้ประชาชนจริง ไม่มีแม้แต่ชุดเดียว อย่ามาพูดเฉพาะรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลควรต้องมีการปฏิรูปที่ดิน ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ออกกฎหมายที่จะโอน หรือขึ้นภาษี เดี๋ยวนี้พวกที่มีเงิน เรียกว่า มีอภิสิทธิ์ ภาษีก็ไม่แตะ อะไรก็ไม่แตะ ไปขูดรีดเอาภาษีทางอ้อมกับประชาชน ภาษีทางตรงเวลานี้เกือบไม่มี รัฐบาลนี้ละเลยการปฏิรูปที่ดิน กลับเอาที่ดินสาธารณะไปแจกชาวบ้าน แจกโฉนด อันนี้ผิดมหาศาล คือ ตนเองผลาญ เอาประชาชนมาผลาญ แล้วประชาชนก็ตีปีก

“ที่สาธารณะ เป็นที่ที่สังคมใช้ร่วมกัน เช่น ชายฝั่งทะเล ที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่มาถึงก็เอามาแบ่ง ๆ ให้ไป แต่ประชาชนชอบ เวลานี้ประชาชนถูกติดสินบนเหมือนกัน ตนถือมากคือ เอาที่สาธารณะมาออกโฉนด ถือว่าอันนี้คือรูปแบบของการคอร์รัปชัน จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม”

นายเสน่ห์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อกทางการเมือง 90 วัน เป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะถ้าเรามีนักการเมืองที่ดี การตัดสินใจเข้าพรรคไหน ต้องคิดให้มาก ไม่ใช่เข้าไปแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็จะหนี เวลานี้ ส.ส.ที่ดีหาตัวยากมาก ดีในที่นี้ คือ ยืนหยัดกล้าพูดในสิ่งที่อะไรถูกอะไรผิด มีแต่เสียงค้านทักษิณ แต่ไม่มีที่จะพูดในนามของประชาชน เราเงียบทุกเรื่อง ไม่เคยเห็นยุคไหนที่ ส.ส.เงียบสงบเท่ายุคนี้

นายเสน่ห์ กล่าวว่า ระบอบรัฐสภาขณะนี้ เป็นระบอบของคนใช้เงิน การเลือกตั้งก็คือธุรกิจ เป็นระบอบการยึดอำนาจของนายทุนไปแล้ว ต่างกับระบบประชาธิปไตยของอังกฤษ อเมริกา ที่มีการกระจายอำนาจท้องถิ่นเข้มแข็ง เวลานี้เรามาเป็นถ่วงดุลอำนาจในสภา มีฝ่ายค้าน รัฐบาล มีอำนาจตุลาการ ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย นั่นเป็นถ่วงดุลตามตำรา แต่ในความเป็นจริง คือการถ่วงดุลระหว่างท้องถิ่นกับอำนาจส่วนกลาง เราชอบทำอะไรครึ่งเดียว อ่านตำราก็ครึ่งเดียว ท้องถิ่นของเรายังไม่มีน้ำยา

ประธาน กก.สิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การเมืองในระบบต้องวิกฤตแน่นอน วิกฤตไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มอำนาจของกลุ่มทุน แต่เป็นกลุ่มทุนที่ชักนำอำนาจของกลุ่มทุนข้างนอกเข้ามา เข้ามาควบคุมชีวิตผู้คนหมด ตอนนี้เป็นกระบวนการที่คนกำลังเคลิ้มกับความฟุ่มเฟือยความหรูหรา ทั้งการทำให้ประเทศไทยทันสมัย (Modernization) นายเสน่ห์ กล่าวว่า สิ่งนี้กำลังจะสร้างวิกฤตอย่างใหญ่หลวง เพราะจะสร้างความขัดแย้งกับระบบทุนในประเทศ คือ ทุนในประเทศก็จะถูกฝรั่งเข้าเบียดบังหมด ทุนในประเทศอาจจะชอบเป็นบริวารเขาก็ได้ ทันสมัยไม่ได้เสียหาย แต่ทันสมัยต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของเราเองด้วย แต่เวลานี้ทันสมัยเราทำลายต้นทุนของเราหมด

นายเสน่ห์ กล่าวด้วยว่า เราต้องรู้ว่าขีดความสามารถในการล้มรัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่มาสู้กับรัฐบาล แต่อยู่ที่จะต้องทำอะไรที่ปลุกให้ประชาชนมีความเข้าใจ แล้วมันขึ้นมาเอง เราประเมินคนไทยต่ำ คนไทยมีปัญหา คือ ไม่มีข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ หากเป็นเช่นนี้นานไป คนไทยหย่อนความสามารถลงไปทุกที แต่จะสนุกดึงคนขึ้นมาเผชิญหน้ากัน

 

 

Be the first to comment on "“เสน่ห์” เชื่อวิกฤตการเมืองเกิดแน่ ชี้ “แม้ว” สร้างความขัดแย้ง"

Leave a comment

Your email address will not be published.