เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ระหว่างไปร่วมงานแสดงคอนเสิร์ต “80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์” ของวงซิมโฟนีออเครสต้าแห่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมได้พบเพื่อนผองน้องพี่สีเหลืองเข้มที่ติดตามทีวีไทยอย่างใกล้ชิดและมีเสียงสะท้อนที่น่าสนใจอย่างน้อย 3 ท่าน
ท่านแรกเป็นนักธุรกิจใหญ่ เคย
ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายครั้ง ประกาศตัวหนุนการต่อสู้ชัดเจน ท่านบอกว่าทีวีไทยกำลังดีวันดีคืน ขอเป็นกำลังใจให้ดูแลให้ดียิ่งๆ ขึ้น ท่านที่สองเป็นแพทย์อาวุโสหัวขบวนกลุ่มแพทย์ชนบท ท่านตำหนิว่า ทีวีไทยล้มเหลว บ้านเมืองจะฆ่ากันตายยังมัวฉายหนังกลางแปลงอยู่ได้ พิธีกรรายการข่าวก็คุณภาพแย่ ขาดการศึกษาเจาะลึก ส่วนท่านที่สามเป็นผู้บริหารและเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนระดับนำในจังหวัดพิษณุโลก มาคู่กับภรรยาซึ่งเป็นพยาบาล ทั้งคู่มีวิญญาณนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยอยู่ในสายเลือด บอกว่าในช่วงเหตุการณ์วิกฤตทีวีไทยรายงานข่าวได้ดีมาก มีความแตกต่างจากช่องอื่นและน่าเชื่อถือ แต่หลัง ๆ มานี้ย่อหย่อนลงไปจนน่าเป็นห่วง และอยากให้ขยายเวลาออกอากาศให้เต็ม 24 ชั่วโมง
ในวันนั้นผมยังได้พบกับพรรคพวกที่เป็นฝ่ายสีแดงเข้มมากหน้าหลายตาเช่นกัน มีทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน และนักเคลื่อนไหว แต่กลุ่มนี้ไม่มีใครมาสะท้อนความคิดเห็นฝากทีวีไทยเหมือนข้างต้นบ้างเลย มีแต่พูดกันว่าวันนี้มาดูคอนเสิร์ต ขอไม่คุยการเมือง!
ผมเองเมื่อแรกเข้ามาร่วมรับผิดชอบเป็นกรรมการนโยบายคนหนึ่ง มีความคิดฝันมากมายเช่นเดียวกับเพื่อนกรรมการนโยบายท่านอื่น ๆ และเดี๋ยวนี้ก็ยังคงฝันเหมือนเดิม แต่ระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้และเข้าใจสภาพความเป็นจริงอันเป็นอุปสรรคและช่องว่างมากมายที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อพาขบวนก้าวข้ามไปให้ได้
ประการแรก :ในด้านการบริหารจัดการองค์การ กฎหมายได้ออกแบบให้ส.ส.ท.มีระบบบริหารแบบสองชั้น (Two – Tier Boards) กล่าวคือให้มีคณะกรรมการนโยบาย (Board of Governors) ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง แนวนโยบายและคอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว พร้อมกับให้มีคณะกรรมการบริหาร (Executive Board) ทำหน้าที่นำนโยบายไปบริหารจัดการและลงมือนำพาพนักงานทุกระดับในองค์การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย
พูดง่าย ๆ ก็คือฝ่ายกำหนดนโยบาย ไม่มีหน้าที่ขับเคลื่อน และฝ่ายขับเคลื่อนก็ไม่มีอำนาจกำหนดนโยบายนั่นเอง ในทางทฤษฎีแล้ว บอร์ด 2 ระดับต่างมีหน้าที่ที่ชัดเจนของตนและมีการถ่วงดุลกันไปในตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และผมคิดว่าการออกแบบเช่นนี้ ยังมีความเหมาะสมอยู่ เป็นแต่เพียงว่าเราต้องการมีกรรมการและคณะกรรมการทั้ง 2 ระดับที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านศักยภาพ ประสิทธิภาพ และวุฒิภาวะ โดยที่ในความเป็นจริงของเมืองไทยนั้นโอกาสที่จะถึงพร้อมแบบนั้นมีน้อยมาก ซึ่งเราคงต้องยอมรับสภาพแต่ไม่ยอมจำนนต่อมัน
ตัวเชื่อมระหว่างคณะกรรมการทั้ง 2 ระดับคือผู้อำนวยการองค์การฯ ครับ ตำแหน่งนี้สำคัญยิ่ง เพราะเขาคือประธานคณะกรรมการบริหาร ในขณะเดียวกันก็เป็นเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย คนที่จะนั่งในตำแหน่งนี้ควรต้องเป็นผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถอย่างครบเครื่องทีเดียวจึงจะแสดงบทบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผล ในประเทศไทยหาคนแบบนี้ได้ไม่ง่ายเลยครับ
แต่กฎหมายได้เปิดทางให้ ผู้อำนวยการสามารถหาคนที่ตนไว้ใจมาร่วมเป็นทีมรองผู้อำนวยการได้ถึง 3 คน ดังนั้นจึงอยู่ในวิสัยที่ผู้อำนวยการจะหาบุคคลมาเสริมทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นข้อจำกัดของตนได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
ในขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้ชมผู้ฟังและประชาชนทั่วไปที่มีต่อทีวีไทยเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทีมผู้บริหารและคณะกรรมการบริหารเพราะเป็นผู้ดูแลการปฏิบัติงานโดยตรงแบบวันต่อวัน แต่อย่างไรก็ตามประชาชนกลับชอบที่จะเรียกร้องคาดหวังจากคณะกรรมการนโยบายในฐานะองค์กรนำสูงสุดของ ส.ส.ท.มากกว่า
ประการที่สอง ในด้านความรับรู้ ความเข้าใจและจินตนาการต่อสิ่งที่เรียกว่า “สื่อสาธารณะ” ของสังคมที่แตกต่างกันในรายละเอียดก็เป็นช่องว่างที่สำคัญมาก
คนทั่วไปในสังคมไทยไม่ค่อยสนใจหรอกครับว่า ทีวีไทยจะต้องเป็นทีวีสาธารณะอย่างไร เขาต้องการเพียงแค่มีทางเลือกในการดูโทรทัศน์เพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีวีไทยที่จะต้องสร้างสรรค์รายการที่เป็นประโยชน์และได้รับความนิยม โดยใช้รายได้จากภาษีตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ห้ามมีโฆษณาหารายได้ทั้งสิ้น
จะมีก็แต่นักคิด นักวิชาการ นักวิชาชีพและนักกิจกรรมสังคมนั่นแหละที่ใส่ใจต่อคุณค่า ความหมาย และคุณภาพความเป็นสื่อสาธารณะของทีวีไทย แต่ในกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีความรู้และจิตนาการที่แตกต่างกันอยู่มาก บางท่านเคยมีบทบาทร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาจึงรู้สึกหวงแหนและคาดหวังสูง หลายท่านยึดติดในความคิดเห็นดั้งเดิมของตนโดยไม่สนใจว่าสุดท้ายกฎหมายมีข้อยุติในเชิงเนื้อหาสาระอย่างไร และถึงเวลาสวมเสื้อต่างสีต่อสู้กันมักจะลืมหลักการสำคัญของกฎหมายไปหมด
ประการที่สาม สำหรับพนักงานขององค์การ ด้วยเงื่อนไขที่ทีวีไทยต้องรับพนักงานทั้งหมดมาจากทีไอทีวี หรือ ไอทีวีเดิม และต้องไม่ปล่อยให้ “จอมืด” ด้วย เงื่อนไขนี้นับเป็นความลำบากอย่างยิ่งต่อการสร้างองค์การสื่อสาธารณะซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย เปรียบเสมือนการสร้างบ้านตามแบบที่ออกใหม่ในที่เดิม โดยห้ามรื้อถอนบ้านเดิมกระนั้น
พนักงานไอทีวีเดิมเขาอยู่ในองค์กรสื่อธุรกิจที่เสรี มีชุดความรู้ความเข้าใจและวิถีชีวิตวัฒนธรรมองค์กรในแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นธุรกิจสังกัดค่ายสีแดง จะให้พวกเขาปรับเปลี่ยนทันทีนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ นอกจากนั้นการที่ไอทีวีบ้านเดิมของพวกเขาถูกศาลสั่งยุบไปนั้นได้สร้างความขุ่นเคืองขนานใหญ่ติดมาด้วยในหัวใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มาส่งผลออกทางหน้าจอทีวีไทยโดยเฉพาะรายการด้านข่าวซึ่งอ่อนไหวมาก และมีผลต่อบรรยากาศการอยู่ร่วมกันภายใน ส.ส.ท. อย่างต่อเนื่องตามสมควรโดยที่คนภายนอกไม่ค่อยรับรู้รับทราบ
BBC นั้นมีวิวัฒนาการมา 80 ปี จึงมีทรัพยากรคนและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ส่วน TPBS เพิ่งเกิดใหม่ ยังต้องการเวลาในการเรียนรู้และสร้างคนสร้างวัฒนธรรมสื่อสาธารณะแบบไทยๆ เพราะไม่สามารถไปซื้อหาสิ่งสำเร็จรูปมาติดตั้งได้เหมือนอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่คงไม่ใช้เวลานานขนาดนั้นเพราะมีโอกาสเรียนรู้จากสถาบันสื่อสาธารณะทั่วโลกได้ง่าย
องค์กร ส.ส.ท. และทีวีไทย เป็นสมบัติสาธารณะ พวกเราขันอาสาเข้ามาเป็นกรรมการนโยบายชุดแรก โดยผ่านกระบวนการคัดสรรสาธารณะตามกฎหมายกำหนด ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้วสำเร็จ หรือล้มเหลวก็ต้องยอมรับความจริง
เมื่อหมดเวลาก็ต้องไปครับ.
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
29 มิถุนายน 2552
Be the first to comment on "TPBS :ความใฝ่ฝันกับความเป็นจริง"