”ฟื้นขวัญ อันดามัน” วิญญาณอิสระและลมหายใจ ของคนที่ยังมีชีวิต

แดดเช้าที่อบอุ่น ทอทาบไปบนผิวน้ำทะเล อาบอิ่มเป็นสีครามสวยสดใสตัดกับเมฆฟ้าสีขาวนวล ช่างเป็นบรรยากาศที่อิ่มเอิบงดงามยิ่งของเช้าตรู่วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งรอยยิ้มและความสุขของผู้คน….

 

ธีรทัต ศรีไตรรัตน์ ที่ปรึกษาภาคใต้
โครงการชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่

 

แดดเช้าที่อบอุ่น ทอทาบไปบนผิวน้ำทะเล อาบอิ่มเป็นสีครามสวยสดใสตัดกับเมฆฟ้าสีขาวนวล ช่างเป็นบรรยากาศที่อิ่มเอิบงดงามยิ่งของเช้าตรู่วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งรอยยิ้มและความสุขของผู้คน เสียงหัวร่อต่อกระซิก ของหนุ่มสาว และบรรยากาศของความอบอุ่นในหมู่มวลมิตร ครอบครัว ที่หลั่งไหลกันมาเพื่อพักผ่อน ทั้งชาวไทยและชาว   ต่างประเทศ พบเห็นได้ ตลอดแนวชายฝั่งอันดามัน และเกาะแก่งต่างๆ ตั้งแต่ระนองจนถึงสตูล
            อันดามันเช้านี้จึงคราคร่ำไปด้วยผู้คน ดูเป็นภาพที่น่าตื่นตาสำหรับผู้พบเห็นช่วงเวลาความสุขเช่นนี้
          ฤดูการท่องเที่ยวช่วง High Season ชายฝั่งทะเลอันดามันเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เพียงแค่เริ่มต้นอันดามันก็คึกคักมีชีวิตชีวาและเนืองแน่น ไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประกอบการและชาวบ้านในพื้นที่ต่างเชื่อกันว่าตลอด High Season ปีนี้น่าจะมียอดผู้มาเยือนสูงกว่าทุกปี และสูงเป็นประวัติการณ์ กว่าในหลายๆปี ปีนี้จึงเป็นปีทองของท้องทะเลอันดามัน

           ทว่าฉับพลัน! ความฝันและความสวยงามของอันดามันก็พังทลายลงเพียงแค่พริบตา คลื่นยักษ์ สึนามิ (TSUNAMI)” ที่คนฝั่งอันดามันไม่เคยรู้จักมาก่อน โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าถล่ม ชายฝั่งและเกาะแก่งต่างๆอย่างบ้าคลั่งก่อนม้วนตัวกลับลงสู่ท้องทะเล ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติโลกและประเทศไทยก็พลันบังเกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น คราบน้ำตาและความหม่นเศร้าเข้ามาแทนที่ความสุขที่เห็นอยู่หลัดๆในทุกอณูของพื้นที่อันดามันเมื่อใกล้เที่ยงของวันที่ 26 ธันวาคม 2547

คนตายเจ็บ และสูญหาย นับหมื่น หมู่บ้านหลายแห่งพังพินาศ หลายครอบครัวล่มสลาย ไร้ที่อยู่อาศัยสิ้นเนื้อประดาตัว โรคจิตซึมเศร้าและความท้อแท้คือภาพที่เกิดขึ้นแทนที่


วันนี้ แม้คนอันดามันจะคลายทุกข์ลงบ้างด้วยสายธารน้ำใจของพี่น้องคนไทยที่หลั่งไหลอย่างมโหฬารเพื่อซับทุกข์ ซับน้ำตา และความหม่นเศร้า ทว่าการช่วยเหลือก็ย่อมมีห้วงเวลาที่เลิกรา เมื่อทุกอย่างเงียบสงบกลับสู่ภาวะปกติ ไร้ซึ่งกระแสข่าวใดใดจากพื้นที่ ตัวตนของอันดามันก็จะปรากฏ ความเหงา เศร้า และท้อแท้จะพลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเช่นเหตุการณ์จากภัยพิบัติหลายๆครั้งที่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินภาคใต้เพียงแต่ครั้งนี้ดูจะใหญ่กว่ากันมากนัก ทั้งจำนวนผู้ประสบชะตากรรมและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

          หากมองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ประสบชะตากรรมสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ได้รับผลกระทบเพียงสภาพจิตใจ แล้ววันหนึ่งก็จะคลี่คลายลงเมื่อได้รับการฟื้นฟู กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่สำหรับกับชาวบ้านย่านฝั่งอันดามันทั้ง 6 จังหวัดมิเพียงได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจเท่านั้น แต่สภาพวิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และ จะยังคงอยู่กับสภาพความปวดร้าวที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
          ที่สำคัญ ต่อการเกิดคลื่นสึนามิที่มาจากแผ่นดินไหวและทรุดตัวในท้องทะเลอันดามัน แม้นักวิชาการจะออกมายืนยันว่าสภาพท้องทะเลสามารถปรับตัวเองได้และเข้าสู่ภาวะปกติในระยะเวลาไม่เกินสองปี แต่ผู้เฒ่าทะเลย่านอันดามันหลายท่านที่ยังคงชีวิตรอดและคร่ำหวอดอยู่กับท้องทะเลทั้งชีวิตกลับเห็นว่า สภาพระบบนิเวศอันดามันที่เคยอุดมสมบูรณ์ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และวิถีชีวิตคนอันดามันที่นี่จะเปลี่ยนแปลง แผ่นดินในทะเลทรุดขนาดนี้ ระบบความสมบูรณ์ของท้องทะเลจะกลับมาเหมือนเดิมได้อย่างไร? คงไม่เหมือนเดิมอีกหรือต้องใช้เวลานานนับเป็นสิบๆปีหรือนานกว่านั้นหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ เมื่อท้องทะเลเปลี่ยน การทำมาหากินและการดำรงชีวิตของพวกลูกหลานในวันข้างหน้าก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย นั่นคือคำบอกเล่าที่มาจากประสบการณ์และจากหัวใจความห่วงใยของผู้เฒ่าท้องทะเลอันดามัน

สภาพความจริง และความทุกข์ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินอันดามันวันนี้ แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะเริ่มมีการเตรียมแผนงานเพื่อการฟื้นฟูทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวบ้างแล้ว แต่จากข่าวที่ออกมาและการให้สัมภาษณ์ของผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศนี้ น่าเชื่อได้ว่าโดยส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อการฟื้นฟูสู่การเป็นแหล่งธุรกิจท่องเที่ยวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวคือกลุ่มเป้าหมายหลักแรกๆที่จะได้รับการฟื้นฟูดูแลในเบื้องต้น แต่สำหรับชาวบ้านอันดามันที่มีวิถีชีวิตประมงชายฝั่งหรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ตลอดแนวอันดามัน และถือได้ว่าคือผู้หล่อเลี้ยงอันดามัน คือจิตวิญญาณของอันดามัน ดูจะไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากนักทั้งในแง่ของสื่อ และหน่วยงานรัฐ ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิอย่างหนัก เช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม ต่อความจริงอันปวดร้าว และ
ทุกข์ร่วมที่เกิดขึ้นในแผ่นดินอันดามันวันนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว พี่น้องประมงพื้นบ้านหรือประชาชนโดยทั่วไป  ประชาสังคมและเครือข่ายพลเมืองภาคใต้ฝั่งอันดามันมิอาจเพิกเฉยต่อชะตากรรมของพี่น้องร่วมแผ่นดินเกิดตนเองได้ จึงผนึกกำลัง ร่วมแรงใจ เพื่อร่วมฟื้นชีวิตแม่อันดามัน ที่หล่อเลี้ยงลูกหลานตั้งแต่บรรพกาล จนเกิดการสั่งสมไว้ซึ่งคุณค่าอเนกอนันต์ เป็นวิถีที่งดงามมีชีวิตและเลือดเนื้อ ให้กลับคืนมา แม้ดูค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ปานใดก็ตาม
          วันที่ 17 มกราคม 2548 เวที ฟื้นขวัญ อันดามัน จึงถือเป็นวันที่สำคัญยิ่งของประชาสังคมและเครือข่ายพลเมืองภาคใต้ รวมทั้งพี่น้องประชาชนชาวอันดามัน ที่จะมาร่วมแรง ร่วมใจ เอาชนะปัญหาและความทุกข์ยากที่กำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งร่วมแปรความทุกข์ให้เป็นพลังไปสู่การสร้างอนาคตด้วยสองมือตนเองในอีก 1-3 ปีข้างหน้า อย่างผู้ที่ไม่ยอมแพ้ และอย่างผู้ที่ไม่สิ้นหวัง.
..ความทรงจำที่มิรู้ลืมของพวกเรา....เพื่อนอันดามัน..


 

ทรงยศ มงคลบุตร พังงา
          วันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลา 10.30 น. ครอบครัวตระกูล มงคลบุตร ทุกสารทิศอยู่ในหลาย ๆ จังหวัดในภาคใต้เดินทางมาร่วมงานทอดผ้าป่าที่จังหวัดระนอง มีญาติ ๆ จากภูเก็ตโทรศัพท์มาแจ้งเหตุว่าคลื่นยักษ์ถล่มเกาะภูเก็ตและได้แจ้งให้ทุกคนทราบเมื่อ ทอดผ้าป่าเสร็จผมและญาติๆเดินทางกลับมาจังหวัดพังงาผ่านจังหวัดระนองได้เห็นเหตุการณ์ที่มีคนหามคนเจ็บคนตาย จำนวนมากนำมาวางไว้ริมถนน  ตลอดเส้นทางจนถึงจังหวัดพังงา และเมื่อเดินทางมาถึงอำเภอ คุระบุรีได้มีโอกาสดูทีวีเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สุดที่จะบรรยายประเมินค่าความเสียหายหลายหมื่นล้าน คงต้องใช้เวลาทำใจต่อการฟื้นฟูกลับมาดังเดิม
          หลังจากนั้น เวลาประมาณบ่ายผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน ๆ สมาชิกให้ช่วยดูผู้บาดเจ็บ สูญหายจากภัยครั้งนี้จนผมเครียดกับเหตุการณ์ในครั้งนี้อย่างมาก และต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว ดร.ปริชาติ(โฉ) สถาปิตานนท์ ที่สูญเสียครอบครัว ผมกับทีมงานพังงาได้ระดมกำลังช่วยเหลือ 7 วันเต็ม ก็ยังไม่พบเลยขณะนี้

คณิต จำนงภักดี

อ.ส.ม.จังหวัดภูเก็ต

          สึนามิครั้งนี้แรงมาก ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน คนเจ็บ คนตายมหาศาล ตอนนี้สภาพจิตใจมีแต่ความเศร้าและความเสียใจ ฝากบอก พี่น้องที่เสียหายว่าอย่าทำให้ใจหายตามไปด้วย ให้รีบทำใจ ปรับฟื้น ฟูเพื่อคนที่ยังอยู่แม้จะอยู่ในความทุกข์ แต่ที่รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก ก็คือวันนี้ผมเห็นมนุษยธรรมไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ต่างหลั่งไหลมาช่วยพี่น้องอันดามมันเราเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวผม ขออุทิศตัวทำทุกอย่างเพื่อให้ความสุขได้กลับคืนมาเหมือนก่อนวันที่ 26”

สุพจน์ สงวนพันธุ์

ประธาน ชีวิตสาธารณะภูเก็ต

          สึนามิสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย คำว่าสึนามิ ผมเคยได้ยินจากข่าวต่างประเทศเท่านั้น แต่บัดนี้มันได้เกิดขึ้นในฝั่งอันดามันบ้านเราโดยที่ไม่มีสัญญานเตือนภัยใดใดบอกให้รู้ล่วงหน้าความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นเหลือคณานับ ภาพที่เห็นจากใจเหตุการณ์เป็นภาพที่กระแทก อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องเข้าช่วยเหลือและออกช่วยเหลืออย่างรวดเร็วกระเทือนความรู้สึก
อย่างไม่เคยคิดมาก่อน ผมรู้สึกว่ามันสลด หดหู่ เศร้าใจมาก ทำให้พวกเราภาพที่พวกผมเห็นนั้นบางคนไม่มีอะไรเหลือ เหลืออยู่แต่ผ้าชุดเดียวทั้งชีวิตบางคนเที่ยววิ่งตามหาญาติที่หายไปอย่างไร้จุดหมาย บางคนเหม่อลอยไม่พูดกับใครเนื่องจากช๊อกกับเหตุการณ์ บ้านพัก ร้านค้าพังพินาศ เรือรถ โดนคลื่นซัดไปกองรวมกันอยู่ในที่ที่ไม่น่าอยู่ เช่นสวนยาง สวนมะพร้าว ทางระบายน้ำ เป็นภาพที่น่าสะเทือนใจเหมือนฝันร้าย จากภาพสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในอันดามันบ้านเรา ทำให้สะท้อนกลับมาสู่ความสามัคคี ความรัก ความเห็นใจกันอย่างมากในช่วงเวลานี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันจำเป็นอย่างมากในวันนี้คือ การที่จะต้องเร่งฟื้นฟูจิตใจคนในฝั่งอันดามันก่อน เพราะไม่เพียงแต่ผู้เสียหายเท่านั้น คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ ก็ยังเกิดความรู้สึกไปด้วย

สุชีพ พัฒน์ทอง ระนอง
          วันที่ 26 ธันวาคม 2547เกิดเหตุการณ์ วันที่ 27 ธันวาคม 2547 ผมลงไปพื้นที่เพื่อดูเหตุการณ์พร้อมกับไปเยี่ยมพี่น้องเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่ พบแต่ความว่างเปล่า บนพื้นทรายที่อดีตเป็นที่อยู่อาศัยของพี่น้องประมงพื้นบ้านซึ่งเคยร่วมงานกันมาตลอด ผมได้สอบถามชาวบ้านที่อยู่บนหาดทรายขาว ม 7 ต.กำพวน ว่ามีใครตายบ้าง? เจ็บบ้าง ที่สำคัญคือพบว่ามีครอบครัว ๆ
หนึ่งที่ผมสนิทมากคือครอบครัวของพี่ประทุม ค้ำนคร ซึ่งเป็นนักพัฒนาท่านหนึ่งของจังหวัดระนอง ที่ประสบชะตากรรมครั้งนี้ คือพี่ประทุม นั้นเจ็บหนักมาก ซี่โครงหัก 5 ซี่ สะโพกหลุด ขาขวาหัก ตามเนื้อตามตัวเขียวช้ำไปหมดทั้งตัว สามี ลูกเขย หลานชายตายในวันเกิดเหตุ ผมเห็นแล้วต้องร้องไห้ เพราะทนสภาพที่พี่ประทุมเจอไม่ได้ หลายครอบครัวที่นี่เป็นแบบนี้เป็นแบบพี่ประทุม หลายครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ผมเก็บข้อมูล เท่าที่จะเก็บได้ด้วยความรู้สึกเศร้าใจ และคิดว่าจะต้องช่วยพวกเขาฟื้นฟูจิตใจ และฟื้นฟูอาชีพต่อไป”.

 

ดุสิต ดวงมณี พังงา
ผมเป็นคนบ้านคึกคักแต่มาทำงานเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนสตรีพังงา ที่เกิดเหตุหนักนั้นเป็นบ้านผม พอทราบข่าวร้ายในวันนั้นผมก็รีบติดต่อไปที่บ้าน ทราบว่าทุกคนปลอดภัยแต่ญาติผมหลายคน สูญหาย ตาย หลังเกิดเหตุผมนำรถโรงเรียนไปบ้านคึกคัก เห็นว่าสภาพของชาวบ้านที่นั่นไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร วันต่อมาผมนำนักเรียน 50 คนเพื่อออกไปช่วยเหลือและเข้าไปตามป่าเขา เนื่องจากมีชาวบ้านมากปัญหาที่ผมพบเห็น และ สะท้องความรู้สึกเป็นอย่างมาก คือวันนี้ชาวบ้านยังหวาดผวาอยู่มาก ขวัญผวา หลบหนีอยู่ตามเนินเขาไม่ยอมลงมาเป็นพันๆคนที่บ้านคึกคัก อ.ตะกั่วป่า โดยเฉพาะชาวเล(ไทยใหม่)หน่วยงานราชการเข้าไปช่วยเหลือไม่ทั่วถึงน่าสงสารมาก หรือช่วยเหลือก็ไม่ตรงจุด อย่างเช่นให้อาหารแห้ง แต่ชาวบ้านก็ไม่มีอุปกรณ์ประกอบอาหาร หรือให้เงิน ชาวบ้านก็ไม่รู้จะเอาไปซื้ออะไร เพราะไม่มีที่ให้ซื้อ ขนาดผู้นำชาวบ้านอย่างนายกอบต.คึกคักเองก็ขวัญเสียอยู่เลยเพราะลูกสาวและพี่สาวตนเองยังหาศพไม่พบ สภาพจิตใจของคนที่นี่ย่ำแย่ลงทุกวันน่าเห็นใจมาก

ในฐานะที่เป็นคนท้องที่ ผมอยากเห็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ถูกคนถูกที่ อย่างมีระบบมิใช่เกิดขึ้นตามกระแส อยากเห็นรอยยิ้ม ความสุขเกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้ประสบภัยในครั้งนี้บ้าง
”.

 

ว่าที่ร.ต.บัญญัติ จริยะเลอพงษ์
ชีวิตสาธารณะ ภูเก็ต
          ทราบข่าวเหตุการณ์คลื่นยักษ์จากการพาครอบครัวมาพักผ่อนที่เกาะคอเขา กังวลที่สุดในเวลานั้นคือต้องพาครอบครัวขึ้นไปอยู่ที่สูง เนื่องจากผมเคยมีประสบการณ์จากการไปช่วยพี่น้องกะทูนตอนถูกโคลนถล่ม หลังกลับบ้านผม สั่งคนงาน คนใกล้ชิดเอาของที่เตรียมไว้สำหรับจัดงานปีใหม่ พร้อมเปิดครัวเตรียมทำอาหารช่วยผู้ที่เดือดร้อน ค่ำวันนั้น ญาติๆ พ่อแม่และพี่น้อง ต่างร่วมกันสมทบทุนเป็นกองกลางเพื่อเตรียมทำอาหารให้ผู้เดือดร้อนโดยมีลูกมือจากบ้านแขนงราว 40 คนมาช่วยกันทำอาหาร ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม47-2 มกราคม 48

          ด้วยเริ่มช่วยตั้งแต่จุดที่ใกล้คือเขตอำเภอถลาง ไปจนถึงอ.กระทู้และกมลา เมื่อหน่วยกู้ภัย ย้ายไปจังหวัดพังงาได้เข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุการณ์ผมถึงกับตะลึงเนื่องจากสภาพที่เห็นนั้น นึกไม่ถึงว่ามันจะพินาศขนาดนี้ เห็นรอยขยะ เสาไฟฟ้าแรงสูง อาคารบ้านเรือน ดูแล้วคนหมดสิทธิ์หนี ยิ่งช่วงคลื่นลง กลับทะเลจะกระแทกไหลกลับรุนแรงมาก ใช้คำว่าฉิบหายยังน้อยไป เครื่องนอน ค้างอยู่บนต้นไม้สูง 5-10 เมตร ผมได้เห็นพลังจากธรรมชาติครั้งนี้ว่ามันมีพลังมหาศาลมาก แต่ที่รู้สึกตะลึงอีกอย่างคือ ศาลพระภูมิ หลาพ่อตา หลายแห่งซึ่งมีเสาเล็กนิดเดียว หลายแห่งไม่โดนอย่างน่าเหลือเชื่อ คิดถึงความเชื่อของคนโบราณที่เขาเคารพเจ้าที่เจ้าทาง แต่ภัยพิบัติครั้งนี้คิดว่า พระภูมิเจ้าที่คงไม่มีใครบูชาเคารพ เลยเกิดเหตุเช่นนี้ และอีกอย่าง คนที่มาตายคราวนี้น่าจะเรียกว่าถึงคราวเคราะห์ก็ได้ เพราะบางคนมันมีเหตุให้ต้องไปที่นั่น เรียกว่าถึงฆาต บางคนไม่ถึงฆาต ก็มีเหตุบังเอิญเช่นกันที่ทำให้ต้องออกไปจากพื้นที่จนปลอดภัย พวกที่รอดมาก็เหมือนเกิดใหม่ ผมพูดกับทุกคนว่า เราไม่เดือดร้อน อย่างชาวบ้านแขนงที่มาช่วยงานกันครั้งนี้ เกือบ 50 คนอยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่เป็นไรแสดงว่าเป็นคนมีบุญ แต่หากมีการตายเกิดขึ้น เราก็คงไม่มีกำลังไปช่วยคนที่เดือดร้อนที่อื่ๆได้อย่างเต็มที่

ระหว่างที่ผมทำงานช่วยเหลือเหตุการณ์นี้อยู่ทุกวันตั้งแต่
05.00 -22.00 น.ผมเห็นพลังคนไทย พลังคนภูเก็ตที่หลั่งไหลกันออกมาช่วยเหลือสังคมกับเต็มไปหมด ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญค้ำจุนสังคมไว้ หากพลังนี้ อยู่ได้อย่างยั่งยืนผมคิดว่าสังคม ภูเก็ต สังคมไทยผาสุกชั่วนิรันดร

 

 

ธนู แนบเนียน
NGO ด้านสิ่งแวดล้อมอันดามัน

ผมว่า สึนามิครั้งนี้ ทำให้ต่อมความดีความเห็นใจของคนเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ส่วนต่อมสนุกต่อมบันเทิงนั้น ลดน้อยลง บางคนบอกผมว่า พระเจ้าธรรมชาติลงโทษ จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรของพระเจ้าเกินขอบเขต พระเจ้าทุกหนทุกแห่งกำลังเอาคืนหรือชำระล้างความสกปรกและการผิดศีลธรรม
          สำหรับผมแล้วเห็นด้วยกับการที่ทุกคนคิดเพื่อช่วยเยียวยาสังคมอันดามันบ้านเราเวลานี้แต่ก็ยังกังวลกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทต่อการพัฒนา ไม่ว่านักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูงจะคิดอย่างไร จะใช้โอกาสนี้อย่างไร ที่จะพัฒนาอนาคตต่อไปให้เกิดความยั่งยืน การพัฒนาครั้งนี้ควรทำในทุกมิติควบคู่กันไป และที่ผมเห็นว่าสำคัญคือทำอย่างไรให้สถานการณ์ครั้งนี้ ได้เกิดการเรียนรู้ขึ้นของสังคมมากกว่า การแก้ไขเพื่อให้เกิดความสำเร็จต่อกิจกรรมหรือภารกิจเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
          บทเรียนครั้งนี้มีคุณค่าเป็นอย่างมาก อย่าให้เวลามันผ่านพ้นไปอย่างไร้ค่า และมันจะเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวาบอกเรื่องราวเพื่อรับใช้สังคมโดยรวม นั่นแหละที่มันจะมีค่ามาก.

Be the first to comment on "”ฟื้นขวัญ อันดามัน” วิญญาณอิสระและลมหายใจ ของคนที่ยังมีชีวิต"

Leave a comment

Your email address will not be published.