ความเสื่อมโทรมท่ามกลางไฟใต้
พลเดช ปิ่นประทีป (เขียนให้โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕)
ผมลงไปเยี่ยมพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เมื่อสุดสัปดาห์ มีโอกาสได้ฟังเครือข่ายสภาประชาสังคมเขาพูดคุยกันถึงกระแสความห่วงใยของผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ ซึ่งแต่ละท่านที่ถูกอ้างอิงล้วนมีบทบาทสูงมากทั้งในท้องถิ่นเอง และในระดับชาติหรือเวทีระหว่างประเทศ ท่านรู้สึกเป็นห่วงปัญหาวิกฤติความเสื่อมโทรม-เสื่อมทรามทางสังคมที่รุมกระหน่ำชุมชนท้องถิ่นและสังคมมลายูมุสลิมที่นั่นเป็นอย่างมาก
หลายเรื่องที่รับทราบ ถึงขั้นทำให้ผมช็อค เพราะนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องความเสื่อมจริงที่มีขนาดและความรุนแรงของปัญหาที่ใหญ่มากเช่นนี้ แต่มันก็ช่วยทำให้ตั้งสติได้ดีขึ้นว่าแท้ที่จริงแล้วภาพลักษณ์ความเคร่งคัดที่สำรวมการแต่งกายแบบมิดชิดและการปฏิบัติศาสนกิจวันละห้าเวลาที่ผู้นำทางศาสนาและผู้ใหญ่ในชุมชนนำพากันชูขึ้นมาเป็นอัตลักษณ์นั้น มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดด้านศาสนธรรมและการตั้งตนอยู่ในศีลในธรรมของเด็กและเยาวชนมุสลิมท้องถิ่นไม่มากอย่างที่คิด
ต่อคำถามว่าตั้งแต่มีเหตุการณ์ความไม่สงบแบบนี้ ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าของเอเยนต์ขายเหล้าท่านหนึ่งในจังหวัดยะลาบอกว่ายอดจำหน่ายเหล้าของเขาเพิ่มขึ้นร้อยละ๘๐ ส่วนหนึ่งเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะมีทหารต่างถิ่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งเขายืนยันว่าพี่น้องมุสลิมในท้องถิ่นก็เสพสุรามากขึ้นอย่างชัดเจน แสดงว่าแรงกระตุ้นความอยากบริโภคอยากเสพในเรื่องเหล่านี้มันทะลุทลวงไปได้หมด ไม่ว่าจะมีกำแพงศาสนาใดพยายามกั้นขวางก็ตาม
เรื่องยาเสพติดยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเครือข่ายประชาสังคมในสามจังหวัดเขาประเมินกันว่าเกือบไม่เหลือหมู่บ้านใดเลยที่ไม่มีปัญหาเด็กติดยา ทำให้ผมต้องนึกย้อนไปถึงเวทีสัมมนาในพื้นที่หลายต่อหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมาซึ่งผมได้ฟังการแสดงความคิดเห็นของผู้นำชุมชนและผู้นำศาสนาที่พยายามบอกคนภายนอกว่ามุสลิมนั้นมีข้อบังคับหรือคำสอนทางศาสนาที่เคร่งครัดชัดเจนในเรื่องยาเสพติดอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงและต้องใช้ศาสนานำหน้าเท่านั้ก็จะแก้ได้ ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าคำสอน-คำพูดเหล่านี้คงไปไม่ถึงเด็กๆของเราเป็นแน่แท้
นี่ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปเพิ่งผ่านพ้นไป เครือข่ายที่ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคมุสลิมท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อันที่จริงพี่น้องมุสลิมในพื้นที่เขาก็ชอบการพนันขันต่ออยู่เช่นกัน เพียงแต่ว่ามักจะกระมิดกระเมี้ยนแอบๆ เล่นกัน ที่แย่คือวันนี้ถึงขั้นเดินโพยอย่างเปิดเผยกันแล้ว ในหมู่เด็กนักเรียนก็ฮิตกันมาก ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรคงต้องนึกวาดภาพกันเอาเอง
ปัญหาเยาวชนที่กำลังสร้างความหวาดวิตกให้กับผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นที่สุดอีกอย่างคือ ปัญหาเพศสัมพันธ์วัยรุ่นและโรคเอดส์ ผมเคยนึกว่าพ่อแม่ ครอบครัวและชุมชนที่ดูเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจเป็นวิถีจะเป็นเกราะคุ้มครองเด็กๆจากปัญหาเซกซ์วัยรุ่นวัยเรียน การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ท่านผู้นำทางศาสนายกกรณีเด็กหนุ่มสาวตั้งวงเสพยากันจนมึนเมา ฝ่ายหญิงถูกกลุ่มผู้ชายรุมโทรมกันหลายคนแต่ที่ถูกจับได้คือคนสุดท้ายซึ่งหนีไม่ทัน ผู้ใหญ่จึงบังคับให้แต่งงาน ลูกที่เกิดมาก็ไม่รู้จริงว่าเป็นลูกของใคร เป็นความทุกข์ในอก ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการหย่าร้างและผู้เป็นแม่ต้องเลี้ยงลูกไปตามมีตามเกิด
มีอธิบดีท่านหนึ่งที่ลงไปขลุกทำงานวิจัยพฤติกรรมวัยรุ่นวัยเรียนของเด็กมหาวิทยาลัยอยู่หลายปี ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเด็กมหาวิทยาลัยในพื้นที่มั่วสุมกันมาก ทั้งเซกซ์และยาเสพติด ท่านท้าให้ไปดูได้ตามหอพักและโรงแรมม่านรูด ท่านสัมภาษณ์เก็บข้อมูลมาแล้วนับพันคน ทั้งพวกที่อยู่ในและนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้งทั้งที่อยู่ในคุกและนอกคุก ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันว่าการตั้งครรภ์และสถิติการติดเชื้อเอดส์ที่นี่สูงมากเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นทั่วประเทศ
ต่อมาเมื่อมีกองทหารจากต่างถิ่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้านความไม่สงบ เรื่องก็ยิ่งซับซ้อนเพิ่มขึ้นเพราะทหารที่แต่งเรื่องแบบถือปืนมักเท่ห์ในสายตาสาวชาวบ้านจึงเกิดสมัครรักใคร่กันตามประสา ส่วนที่ลวนลามได้เสียกันแบบบังคับใจก็มีบ้าง แต่ไม่ว่าแบบไหนในที่สุดก็ลงเอยได้เสียกัน เมื่อถึงขั้นนั้นชุมชนจึงกดดันให้ต้องรับเลี้ยงดู แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ยืด เมื่อภารกิจทางราชการจบก็ทอดทิ้งกันไป ปัญหาตั้งท้องและการแพร่เชื้อเอชไอวีก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือกล่าวโทษกันได้ได้ว่าใครปล่อยให้ใคร ทหารที่กลับบ้านที่อีสานก็นำเชื้อติดไปด้วย ผู้นำศาสนาถึงกับปรารภว่า เราเหลือแต่เด็กที่ไม่มีพ่อและโรคเอดส์
ผมหยิบเรื่องนี้มาเล่าโดยไม่มีเจตนาที่จะตำหนิกล่าวโทษหรือดูหมิ่นใคร และไม่ได้มุ่งหาใครมาเป็นแพะรับบาป ตรงกันข้าม ผมถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของวิกฤตการณ์ทางสังคมซึ่งมีเหตุปัจจัยมากมายผสมปนเปกันเข้ามา ที่สำคัญกว่านั้นคืออยากเห็นชุมชนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมในพื้นที่ รวมทั้งผู้นำทุกศาสนาหันมาตั้งสติกันให้ดี มองให้เห็นวิกฤติที่อยู่เหนือไปกว่าเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ความเชื่อทางศาสนาและความแตกแยกทางสังคม แล้วมาเพ่งมองปัญหาความเสื่อมโทรม-เสื่อมทรามที่กำลังกัดกินเด็กๆและเยาวชนลูกหลานของเรา เพื่อจะร่วมแรงกันแก้ปํญหา โดยไม่ติดอยู่กับการกล่าวโทษชนชั้นปกครองหรือซีแยอยู่ร่ำไป จะรอคอยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองให้มาถึงเสียก่อนก็จะสายเกินไป
Be the first to comment on "ความเสื่อมโทรมท่ามกลางไฟใต้"