นโยบายที่ห่วงใยสุขภาพ กับ การขับเคลื่อนแบบสานพลัง
พลเดช ปิ่นประทีป / ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
เขียนให้โพสต์ทูเดย์ ประจำวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2559
ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in All Policies-HiAP) เป็นประเด็นหลักการและเป้าหมายเชิงอุดมคติที่ทุกสังคมอยากพัฒนาไปให้ถึง ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อปี 2555 ได้จัดให้เป็นหัวข้อการประชุมใหญ่ของเครือข่ายปฏิรูปสุขภาพจากทั่วประเทศ ครั้งนั้นที่ประชุมได้สะท้อนว่านโยบายสาธารณะที่ดีทุกนโยบาย ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ควรต้องนำมิติด้านสุขภาพมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย และได้พิจารณานโยบายสาธารณะที่เป็นรูปธรรมอย่างหลากหลายถึง 9 เรื่อง อาทิ ส่งเสริมการเดินและใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เด็กไทยกับไอที พระภิกษุสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ปฏิรูปการศึกษาวิชาชีพด้านสุขภาพ ระบบวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ปัญหาหมอกควัน ความปลอดภัยด้านอาหาร และปัญหาสุขภาพประชาคมอาเซียน เดี๋ยวนี้กระทรวงต่างๆมีความเข้าใจเรื่องHiAPกันมากขึ้น ดังจะเห็นว่าแผนงาน โครงการและกฎหมายในระยะหลังมักจะมีมิติทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการมีส่วนร่วมอยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของ 6 กระทรวงซึ่งมีรัฐมนตรีร่วมเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ประเด็นสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาวะสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งผมเห็นว่าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและเครือข่ายสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศ ควรจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและสานพลังกันไปช่วยขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างกัดติดจนบรรลุผล บางเรื่องเป็นนโยบายที่ชัดเจนแล้วแต่ยังเอาชนะไม่ได้ บางเรื่องยังต้องการความริเริ่มใหม่ๆ
1.รณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นปัญหาใหญ่ของชาติที่สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินพี่น้องคนไทยจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายทางสังคมและตำรวจจราจรทั่วประเทศจะมีความตื่นตัวและร่วมทำงานกันอย่างหนักในทุกเทศกาล แต่สถิติขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุของประเทศไทยยังคงสูงเป็นอันดับต้นของโลก
ปัจจุบันเรามีพรบ.จัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.)ขึ้นมาแล้ว งานบูรณาการเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินก็ทำได้ดีขึ้นมาก แต่สถิติการเกิดอุบัติเหตุยังมีมากและมีความรุนแรงสูงขึ้น การเสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุจึงมากขึ้น
แล้วเราจะเดินอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้
2.ฟื้นฟูเขาหัวโล้นและดูแลต้นน้ำลำธาร
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าต้นน้ำ ๑๓ จังหวัดภาคเหนือซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำหลัก ๔ สาย ปิง วัง ยม น่าน ถูกบุกรุกทำลายประมาณ ๘.๖ ล้านไร่ มีผู้บุกรุกประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ส่งผลให้เกิดปัญหาลำน้ำแห้งขอดในช่วงฤดูแล้งจนเกษตรกรในพื้นที่ราบไม่สามารถเพาะปลูกได้ ปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝนจนเกิดเป็นอุทกภัยและดินโคลนถล่ม และปัญหาการไหลเปื้อนของสารเคมีจากยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงสู่พื้นที่ราบ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า ๔๖๙,๐๐๐ ล้านบาท
ในเรื่องนี้ กระแสความตื่นตัวของสังคมและสื่อมวลชนกระจายตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและได้สั่งการให้กระทรวงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมียุทธศาสตร์และแผนงานจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน(เขาหัวโล้น) มีเป้าหมายฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชันภาคเหนือภายในระยะเวลา ๒๐ ปี พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชนในพื้นที่สูงให้สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียงและยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ สร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แต่การดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ นั้นหลีกไม่พ้นที่จะกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้จำนวนนับแสนคน จึงควรกระทำด้วยความละเอียดอ่อน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่มีองค์ประกอบหลากหลายและมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมทั่วประเทศ จึงอยู่ในสถานะที่จะหนุนเสริมการดำเนินการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสร้างสรรค์กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก
3.หาทางออกปัญหาฟ้องร้องแพทย์
เรื่องการฟ้องร้องแพทย์ที่เป็นข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นปัญหาส่วนตัวที่สังคมจะปล่อยให้จัดการกันไปเองตามเรื่องตามราว เพราะปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างร้าวลึกต่อความสัมพันธ์ทางสังคมอันดีงาม ในอดีตแพทย์กับคนไข้และญาติจะมีความเคารพรักและเอื้ออาทรต่อกัน มาบัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภคที่เต็มไปด้วยความเฉยชา
แพทย์รุ่นใหม่หลีกเลี่ยงที่จะให้การผ่าตัดรักษาทั้งที่เป็นกรณีง่ายๆ การส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่นให้พ้นตัวจึงเกิดขึ้น มีแนวโน้มการสั่งตรวจวิเคราะห์ทางเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์และห้องแล็บขั้นสูงอย่างสิ้นเปลืองเพียงเพื่อให้มีข้อมูลหลักฐานการชันสูตรไว้ป้องกันตัว ค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งจึงแพงลิบลิ่ว เกิดธุรกิจการฟ้องร้องแพทย์เป็นล่ำเป็นสัน แพทย์กลัวถูกฟ้องก็ต้องหันไปซื้อประกัน อาจารย์แพทย์หลายท่านสะท้อนให้ฟังว่านี่เป็นสัญญาณหายนะ
ปัญหาเหล่านี้ต้องการทั้งสติปัญญา องค์ความรู้ ความอดทนอดกลั้นและภาวะการนำที่ต่อเนื่อง การฟื้นฟูพื้นที่ป่าบนเขาหัวโล้นที่ว่ายากก็ยังง่ายกว่าเป็นไหนๆ จึงนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข สปสช. สภาวิชาชีพ เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนและคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
4.พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงรองรับสังคมสูงวัย
กระทรวงพัฒนาสังคมฯคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ประเด็นที่น่าห่วงคือ ผู้สูงอายุที่สุขภาพทรุดโทรมลงตามวัยมีจำนวนมากขึ้น แต่คนดูแลกลับน้อยลง ผู้สูงวัยมักเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังช่วยตัวเองได้น้อยลง มีภาวะติดบ้าน-ติดเตียง ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ในเรื่องนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะช่วยสานพลัง เพื่อสร้างสรรค์ละพัฒนาระบบการดูแลที่เหมาะสมในระดับครอบครัวและชุมชนได้อย่างไร
Be the first to comment on "นโยบายที่ห่วงใยสุขภาพ กับ การขับเคลื่อนแบบสานพลัง"