ประสบการณ์ประชาสังคม (17) : “รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน” (2544-2545)

          หลังชนะการเลือกตั้งสองสัปดาห์ หมอมิ้ง (นพ.พรหมินทร์   เลิศสุริย์เดช) นัดหมายคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ กับผมไปพบปะพูดคุยกันที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างนั้นพรรคไทยรักไทยพร้อมจัดตั้งรัฐบาลและเตรียมนโยบายการบริหารประเทศแล้ว   นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค   กองทุนหมู่บ้าน   พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ คือนโยบายหัวหอกที่ทำให้พวกเขาชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องรีบดำเนินการให้เป้นรูปธรรมโดยเร็ว

          เราคุยกันสักครู่ อ้วน (คุณภูมิธรรม   เวชชยชัย)   เดินเข้ามาทักทายด้วยอารมณ์เบิกบานแจ่มใส   ผมเพิ่งรู้จักอ้วนเป็นครั้งแรก    ส่วนพี่สงวนคุ้นเคยกันอยู่ก่อนแล้วเพราะในยุคก่อตั้งกองทุน LDAP และ LDI รวมทั้งมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม   พวกเขาได้ร่วมบุกเบิกงานมาด้วยกัน

          ตกลงว่าเลี๊ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็น รมต. สาธารณสุขดูแลนโยบาย   30 บาทรักษาทุกโรค    ส่วนผมอยู่สำนักนายกดูแลนโยบายกองทุนหมู่บ้าน   พี่มาทำงานช่วยกันนะ   เราได้อำนาจรัฐแล้ว   จะทำอะไรก็ทำ หมอมิ้งสำทับกับเราสองคน
          เมื่อแยกจากมิ้งแล้ว   ผมกับพี่สงวนตกลงกันว่า   พี่สงวนจะประกบเลี๊ยบ ส่วนผมจะช่วยมิ้ง
          เดือนพฤษภาคม มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ให้รองนายกฯ สุวิทย์ คุณกิติเป็นประธาน   หมอพรหมมินทร์ในฐานะเลขาธิการนายกฯ เป็นเลขานุการ และมีพวกเราที่ทำงานชุมชนท้องถิ่นเข้าไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เท่าที่จำได้มี 6 คน คือ ไพบูลย์   วัฒนศิริธรรม, เอนก นาคะบุตร, พลเดช ปิ่นประทีป, พภ.สุบิน   ปณีโต, อำพร ด้วงปาน และมุกดา   อินต๊ะสาร
          วันหนึ่งมิ้งโทรศัพท์ไปหาผมขณะพักร้อนกับครอบครัวอยู่ที่พังงา ขอให้มาช่วยที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ ด้วย   เพราะเขาต้องรับผิดชอบในฐานะผู้อำนวยการสำนักงาน   ในขณะที่งานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหนักมาก–พี่หนุ่ยต้องมาช่วยผมเต็มตัวนะ   ผมจะปล่อยให้เงิน 80,000 ล้านเหลวไหลไม่ได้!”
          ในที่สุดผมต้องรับปากไปช่วยงานที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ในสองฐานะคือหนึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และอีกหนึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สทบ.   ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผมพาตัวเข้าไปในแวดวงการเมือง     ผมต้องเรียนรู้การวางตัวและวิธีการทำงานในสภาวะแวดล้อมอีกแบบหนึ่ง   จะทำอย่างไรจึงรักษาความเป็นนักวิชาการอิสระเอาไว้ให้ได้   ในขณะเดียวกันก็สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (ชุมชนเข้มแข็งและประชาสังคม) ของภาคประชาชนไปพร้อมกัน
          การเมืองใน สทบ. และพรรคร่วมรัฐบาล ทรท. กลายเป็นโจทย์เงื่อนไขหนึ่งที่ผมจะต้องขบคิดและสร้างสมดุลอยู่ตลอดเวลา   สายหนึ่งคือคุณสุวิทย์ซึ่งมาจากพรรคกิจสังคมเดิม   พยายามสร้างภาพว่านโยบายกองทุนหมู่บ้านเป็นของพวกเขาก่อนที่จะเข้ามาอยู่พรรคไทยรักไทย     นายกฯ ก็มอบให้เป็นประธานคณะกรรมการฯ (กทบ.) เสียด้วย    คุณสุวิทย์จึงวางตัวคุณสันติ   อุทัยพันธุ์ (จากกระทรวงเกษตรฯ) เข้ามาเป็น รองผู้อำนวยการ สทบ. ซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการรองจาก ผอ. (พรหมินทร์) และวางตัวคุณสุพจน์   อาวาส (จากธนาคารออมสิน) เป็นผู้อำนวยการองค์การมหาชนเฉพาะกิจของ สทบ. ก่อนที่จะมี พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในปี 2548
          อีกสายหนึ่งคือ หมอมิ้งซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี   แกดึงเอาหมอพลเดชเข้าไปช่วยกลั่นกรองงานและขับเคลื่อนเชิงวิชาการ    ผมไม่ประสงค์จะมีอำนาจหน้าที่อะไรที่ผูกมัดตัว    เราจึงตกลงกันว่าขอให้ตั้งผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการเท่านั้นก็พอ     มิ้งมอบหมายผู้ปฏิบัติงานการเมืองของพรรคอย่างน้อย 3 คน มาคอยช่วยประสานงานกับผม คือ คุณอัคคี   ศรีทรากุลชัย   (อดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคพลังธรรม) ผู้ถือศีลกินเจ, คุณเชิดชอ เชื้อสมบูรณ์ (ทีมงานคุณภูมิธรรม    เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย) อดีตนักโทษการเมือง 6 ตุลาคม 2519และคุณวรรณชัย ไตรแก้ว (ทีมงานหมอมิ้งที่ทำเนียบรัฐบาล)   อดีตนักรบกองทัพปลดแอกประชาชนไทยเขตภาคใต้     หมอมิ้งบอกกับทีมงานและผมว่า เรื่องกองทุนหมู่บ้าน พี่หนุ่ยคือด่านสุดท้าย พี่ว่าอย่างไรผมเอาอย่างนั้น
          ลึก ๆ แล้ว ปรัชญาแนวคิดเรื่องกองทุนหมู่บ้านฯ ของนักการเมืองทั้งสองสายเหมือนกัน คือ มองว่าเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานล่างและเป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยม   โดยมิได้มีความเข้าใจและศรัทธาที่ลุ่มลึกในเรื่องชุมชนเข้มแข็งแต่อย่างใด     แต่หมอมิ้งไม่ไว้ใจสุวิทย์ว่าจะทำอย่างมีคุณภาพ    การดึงหมอพลเดชเข้าไปช่วยก็เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ปล่อยให้เสียหายเท่านั้นเอง   หลาย ๆ เรื่องเราสองคนก็เห็นต่างกันมากครับ    นักการเมืองเขามองมหภาค (Macro) เท่านั้น    ส่วนเราให้ความสำคัญต่อผลกระทบและประโยชน์ในระดับจุลภาค (Micro) มากกว่า
          การประชุมคณะกรรมการนัดแรกมีการปะทะกันในเชิงหลักการและแนวทางอย่างหนัก   พวกนักการเมืองและข้าราชการที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งทั้งหลายต้องการให้จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านโดยเร็วและรีบกระจายเงินออกไปเพราะนั่นคือคะแนนนิยมของพวกเขา      พวกเรากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน เรียงหน้ากันทัดทานว่าต้องเตรียมความพร้อมชุมชนให้ดีเสียก่อน   ใช้เวลาหน่อยก็ต้องยอม รีบร้อนทำไปจะเสี่ยงต่อความเสียหาย    ผมเปรียบเทียบว่าเหมือนการตั้งครรภ์ที่ต้องใช้เวลา 9   เดือน แต่เวลาคลอดเพียงไม่ถึงชั่วโมงและเด็กสมบูรณ์แข็งแรง จะไม่ดีกว่าหรือ แต่สุดท้ายพวกเราก็แพ้สนิทในยกแรก
          จากการปะทะกันในครั้งนั้น   ทางมหาดไทยขอนัดหมายไปหารือในขั้นตอนขับเคลื่อน   ประชุมกันที่กระทรวงมหาดไทยเพราะคุณภูมิธรรมเป็นโต้โผ     คราวนี้วงเล็กกว่าเดิมจึงพูดกันได้ถึงแก่นได้เรื่องอีกเช่นเคยครับ    สองฝ่ายต่างผลักดันแนวทางตามความเชื่อของตนและไล่ต้อนอีกฝ่ายหนึ่งให้จนมุม   พวกข้าราชการวิจารณ์เอ็นจีโอว่าดีแต่คุยทั้ง ๆ ที่ทำงานในพื้นที่เล็กๆ    เอ็นจีโอวิพากษ์ข้าราชการว่าทำแบบผักชีโรยหน้า ไม่มีคุณภาพไม่ยั่งยืน   เถียงกันไปมาจนตึงเครียดไปทั้งห้องประชุม     ผมจึงเสนอความเห็นเพื่อช่วยให้ที่ประชุมออกจากจุดอับ
          อันที่จริงทุกฝ่ายมีจุดแข็งและข้อจำกัดด้วยกันทั้งนั้น   ภาครัฐมีข้อจำกัดในเชิงคุณภาพแต่ก็มีจุดแข็งในการบริหารงานเชิงระบบและมีขีดความสามารถปฏิบัติการในขอบเขตกว้างขวางทั่วประเทศ     ภาคประชาชนมีจุดแข็งในการทำงานเชิงคุณภาพแต่ก็ทำเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ เท่านั้น       ทางออกของพวกเราทั้งหมดน่าจะอยู่ที่การนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาบูรณาการกัน     ผมเสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์ประชา-รัฐครับ!”
          เท่านั้นแหละ   บรรยากาศที่ประชุมดีขึ้นทันตาเห็น    คำประชารัฐที่มีอยู่ในเพลงชาติไทยได้ถูกหยิบขึ้นมาอ้างอิงและขยายความกันยกใหญ่      อย่างไรก็ตามเราไม่อาจขยายกรอบเวลาในการเตรียมชุมชนให้ยืดออกไปกว่านั้น     ยุทธศาสตร์ประชารัฐจะช่วยสร้างคุณภาพกองทุนหมู่บ้านได้แค่ไหนคงต้องไปลุ้นกันข้างหน้า
          ที่ สบท.   ผมบอกหมอมิ้งว่า ถ้าจะรีบส่งเงินกองทุน 1 ล้านบาทลงไปขออย่าเร็วนัก    ขอเวลาให้พลังประชารัฐได้ทำงานก่อนสักระยะ    แต่แกฟังแบบมีอะไรในใจแล้ว    ผมจึงเสนอว่าถ้าอย่างนั้นขอให้ออกคำสั่ง สทบ. แต่งตั้งคณะทำงานประชารัฐในระดับจังหวัดขึ้นมาเป็นกลไกสนับสนุนกระบวนการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน เพื่อเสริมการทำงานของมหาดไทยผู้ขับเคลื่อนหลักในพื้นที่   แกเอาด้วยทันที
          ด้วยเหตุนี้เอง    สิ่งที่ครั้งหนึ่งผมเคยเสนอคุณหมออำพล    จินดาวัฒนะ ให้มอบสถานภาพบางประการแก่กลไกภาคประชาสังคมในระดับจังหวัดเพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติของ สปรส. และถูกปฏิเสธ    จึงมีโอกาสเกิดขึ้นจากฐานของ สทบ. ในทำเนียบรัฐบาลแทน     
คณะทำงานประชารัฐระดับจังหวัดประกอบด้วยแกนประสาน 4 คน จาก 4 ภาคีหลักในระดับพื้นที่ ได้แก่   ข่ายประชาสังคม 1, ข่ายชุมชนเข้มแข็ง 1 พัฒนาชุมชน 1 และการศึกษานอกโรงเรียน 1   โดยเราคัดสรรเอาผู้ที่มีสำนึกสาธารณะและจิตอาสามาร่วมกันทำงาน   รวมทั้งสิ้นประมาณ 350 คน ครับ
          2 ปีเต็มที่ทำงานใน สทบ. เราขับเคลื่อนงานเครือข่ายประชารัฐเพื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน 74,000 แห่ง ใน 926 อำเภอ-เขตทั่วประเทศกันอย่างคึกคักสนุกสนานมาก   ผมตั้งส่วนงานประชารัฐขึ้นมาใน สทบ. แล้วมอบให้คุณเชิดชอ เชื้อสมบูรณ์ มาดูแล     ในขณะเดียวกันก็ดึงเอานักพัฒนาอาวุโสและข้าราชการจิตอาสาจากที่ต่าง ๆ มาร่วมทำงาน ฝ่ายการเมืองเขารู้ดีว่าเขาใช้เราในเรื่องปริมาณไม่ได้ จึงเลี่ยงไปใช้สายงานคุณสุวิทย์และหน่วยราชการมหาดไทยแทน   ทำให้พวกเรามีโอกาสเลือกทำเฉพาะงานคุณภาพที่หวังผลในระยะยาวเป็นหลัก      ผมบอกทีมงานว่าอย่างคิดอะไรมากนี่คือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาจากฐานทำเนียบรัฐบาล
ด้วยยุทธศาสตร์ประชารัฐและเครือข่ายคณะทำงานดังกล่าวนี้     เราได้ถักทอเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประสานงานภาคประชาสังคมลงไปเชื่อมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนถึงระดับตำบล-หมู่บ้านได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรก
          ผ่านไปได้ปีเศษ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในรัฐบาล    หมอมิ้งขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดูแลกองทุนหมู่บ้านโดยตรง    มีคุณยงยุทธ ติยะไพรัชมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและรับผิดชอบแทน ส่วนคุณสุวิทย์ ยังคงเป็นประธาน กทบ. เช่นเดิม      สถานการณ์ของผมในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ สทบ.จึงเปลี่ยนไป แม้คุณยงยุทธจะนับถือผมในฐานะ    “พี่หมอ”   เช่นเดียวกับทีมงานของหมอมิ้งเกือบทั้งทีม   แต่เราไม่ได้มีความรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน     ด้วยข้ออ้างว่าผมมาช่วยหมอมิ้งตามที่ได้รับการขอร้อง เมื่อหมดภารกิจแล้วจึงขอลา…
          ที่ สทบ. มีบทเรียนรู้บางประการครับ
          1. การรักษาความเป็นนักวิชาการอิสระเมื่อต้องร่วมงานนักการเมือง
          ความแปลกใหม่ในแนวนโยบายและการบริหารจัดการของพรรคไทยรักไทย   ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแนวเสรีนิยมตัวจริงที่ปรากฎตัวเป็นครั้งแรกในบ้านเรา    สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและให้ความหวังในการขับเคลื่อนประเทศได้มากทีเดียว    โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ   เล่นเอานักวิชาการและนักพัฒนาหลายคนพากันเคลิบเคลิ้ม
          โชคดีของภาคประชาชนที่ก่อนหน้านี้ 5-6 ปี งานชุมชนเข้มแข็งและประชาสังคมมีการเคลื่อนตัวมาพักใหญ่แล้ว เมื่อรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ    เราจึงมีภูมิต้านทานและมีเครือข่ายภูมิปัญญาที่รองรับอยู่บ้าง กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 ในคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ไม่มีท่านใดเลยที่สูญเสียภาพลักษณ์ที่เป็นอิสระและเกียรติภูมิจากการร่วมงานรัฐบาลในครั้งนั้น เพราะแต่ละท่านแสดงบทบาทอย่างเหมาะสมกับฐานานุรูปทุกประการ
          สำหรับตัวผมซึ่งเขาไปลึกที่สุดในฐานะผู้ช่วยของฝ่ายบริหารที่เป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ    และที่รักษาตัวรอดมาได้ก็เพราะ   1) การรักษาระยะห่างกับฝ่ายการเมือง โดยเลือกทำงานตามภารกิจที่ชัดเจนของ สทบ. เท่านั้น 2) การแสดงบทบาทในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิควบคู่ไปกับการเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการทำให้มีภูมิคุ้มกัน 3) การสร้างสรรค์ “เครือข่ายคณะทำงานประชารัฐจังหวัด”   ขึ้นมาเป็นพื้นที่เฉพาะของตน (space)  ทำให้มีโอกาสขับเคลื่อนงานเชิงนวัตกรรมซึ่งนักการเมือง-ข้าราชการมักมองไม่เห็น 4) การโฟกัสงานในเชิงวิชาการและเครือข่ายสนับสนุน   ทำให้มีแรงต้านน้อย   ในขณะเดียวกันได้เปิดบทบาทให้เครือข่ายภาคประชาสังคมทั่วประเทศได้ฝึกฝนและขยายงานกันอย่างสะดวกสบาย   ภายใต้การสนับสนุนทางนโยบายและงบประมาณของสทบ. 5)  ระหว่างช่วยงาน สทบ. ผมยังคงมีงานประชาสังคมด้านอื่น ๆ ที่ดำเนินการในนามของ LDI อีกมากมาย ที่สังคมรับรู้และติดตาม   6) การถอนตัวทันทีที่เงื่อนไขข้อตกลงกับหมอมิ้งสิ้นสุด ทำให้สังคมและเครือข่ายสามารถแยกแยะได้ง่าย
          2. การร่วมและแข่งขันระหว่างภาคประชาสังคมกับราชการ
          ต้องนับว่า สทบ. และเครือข่ายคณะทำงานประชารัฐจังหวัด เป็นโอกาสครั้งแรกที่ภาคประชาสังคมได้ร่วมทำงานกับภาคราชการขับเคลื่อนงานนโยบายรัฐบาลในขอบเขตทั่วประเทศ    การดูแลขบวนทั้งสองให้สามารถทำงานร่วมกัน   เรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับส่วนกลางนับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยยุทธศาสตร์และยุทธวิธี   หาไม่แล้วภาครัฐจะข่มกลืนภาคประชาสังคมไปหมดสิ้น เพราะโครงข่ายราชการเขามีความแข็งแรง เป็นระบบและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย   ส่วนภาคประชาสังคมมีแต่ความเสียสละมุ่งมั่นกับสองมือเปล่าเท่านั้น
          การที่เลือกเอาคนจากหน่วยงานพัฒนาชุมชน และการศึกษานอกโรงเรียนมาร่วมเป็นคณะทำงานประชารัฐจังหวัดนั้น เพราะทั้งสองเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจและวัฒนธรรมองค์กรใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่าเพื่อน การรวมตัวในระดับพื้นที่จึงง่ายต่อการสร้างทีมและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ “ประชารัฐ” มากที่สุด
          อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นราชการที่มีความพร้อมทุกด้านกับภาคประชาสังคมที่เพิ่งเตาะแตะทำให้ในหลายสถานการณ์มีลักษณะที่ ข่มกันอยู่ในที   ดังนั้นการนำพาขบวนภาคประชาสังคมทั่วประเทศให้มีความเชื่อมั่นในพลังของตนและมีความอดทนสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงความสัมพันธ์กับภาคราชการ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์   อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านไป 2 ปี เห็นได้ชัดเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐในระดับพื้นที่และภาคชุมชน-ประชาสังคมเปลี่ยนไปมาก และความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปนี้กลายเป็นทุนทางสังคมสำหรับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน
          3. นโยบายประชานิยมมีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์
          70 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยถูกปกครองโดยเผด็จการทหารสลับกับพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมของชนชั้นสูงมาโดยตลอด   เมื่อพรรคการเมืองแนวเสรีนิยมเสนอนโยบายประชานิยมจึงเป็นที่ฮือฮาและเมื่อบวกกับวิธีการบริหารจัดการแนวใหม่ที่ใช้ภาคธุรกิจและสังคมเข้ามาแสดงบทบาท จึงยิ่งเพิ่มพูนความนิยมจากประชาชนมากขึ้นทุกวัน
          แต่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความพึงพอใจเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว   โดยไม่เอาใจใส่ต่อการพัฒนากลไกและระบบที่มีคุณธรรม-คุณภาพควบคู่ไปด้วยนั้น   กลับนำมาสู่ความอ่อนแอและการพึงพิงระบบอุปถัมภ์ของประชาชนในระยะยาว
          เงินกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาทที่ตกลงไปสู่ชุมชนที่มีความเข้มแข็งอยู่เดิม (ซึ่งงานวิจัยของ LDI พบว่ามีประมาณ 13%) ยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชนเหล่านั้นมากขึ้น แต่ส่วนที่เหลือกลับทำให้ชุมชนอ่อนแอลงไปอีก   งานวิจัยหลายชิ้นของ สทบ. ในช่วงนั้นและรายงานข่าวสืบสวน-สอบสวนของหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ระบุถึงภาวะที่ชาวบ้านต้องหมุนหนี้จากที่อื่น มาใช้หนี้ กทบ. มีทั่วไปแทบทุกจังหวัด
          สุดท้ายเป็นที่ชัดเจนว่าฝ่ายการเมืองทั้งสองสาย ต่างมุ่งใช้กองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศเป็นกลไกกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากรากหญ้า  ต้องการต่อยอดกองทุนหมู่บ้านให้เป็นสถาบันการเงินชุมชนในแบบฉบับของภาคธุรกิจ    ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกเรากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการภาคประชาสังคมที่อยู่วงนอกที่อยากให้กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกสวัสดิการชุมชนและข่ายนิรภัยทางสังคมมากกว่า
          คงต้องรอจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งที่ดวงตาเห็นธรรมในเรื่องนี้ และมีความกล้าหาญที่จะปฏิรูประบบงานกองทุนหมู่บ้านอย่างจริงจังครับ
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
 
         

Be the first to comment on "ประสบการณ์ประชาสังคม (17) : “รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน” (2544-2545)"

Leave a comment

Your email address will not be published.