ช่วงนั้นผมเริ่มมีงานเกี่ยวพันใกล้ชิดรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งในรัฐบาลคุณทักษิณมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เริ่มจากงานชุมชนแก้ปัญหายาเสพติด มาสู่เรื่องศูนย์ต่อสู้เอาชนะความยากจนแห่งชาติ แล้วท่านก็ดึงผมเข้าไปช่วยเรื่องการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา
พลเอกชวลิตท่านเป็นคนใจดี เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน และพูดจาปากหวาน สื่อมวลชนจึงมักเรียกท่านว่า “จิ๋วหวานเจี๊ยบ”
ที่ท่านให้ความสนิทสนมกับผมราวกับว่าคุ้นเคยกันมานาน ผมเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะด้านหนึ่งผมกับอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมมีกิตติศัพท์ด้านงานชุมชน ซึ่งเมื่อได้ร่วมงานกับเราสองคนแล้วท่านรู้สึกวางใจได้ในความเป็นมืออาชีพ อีกด้านหนึ่งอดีตท่านเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาร่วมรุ่นกับอาจารย์หมอประเวศ วะสี และท่านก็ทราบดีว่าผมเป็นเลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาซึ่งทำงานให้กับเพื่อนของท่านอยู่ด้วย
พูดถึงเรื่องการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลของพรรคการเมืองแนวเสรีนิยมและประชานิยมอย่างคุณทักษิณและไทยรักไทย เขาฉลาดที่จะจับเรื่องแบบนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยถึงกับตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแล มีภาคประชาชนร่วมทำงาน และรัฐบาลประกาศว่าพร้อมจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะให้อีกด้วย
คณะกรรมการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา มีรองนายกฯ ชวลิตเป็นประธาน, คุณวีระ มุสิกพงศ์ เป็นเลขานุการ และหมอพลเดช ปิ่นประทีป เป็นผู้ช่วยเลขานุการ เราทำงานกันอย่างสนุกสนานคึกคักมาก ทางฝ่ายการเมืองเขาคาดหวังว่าเมื่อผมกับ LDI เข้าไปจับมือด้วย ย่อมหมายถึงข่ายงานชุมชนและภาคประชาสังคมทั้ง 3 จังหวัดโดยรอบทะเลสาบ คือ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช จะเข้ามาร่วมการขับเคลื่อนอย่างเต็มที่
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเข้าร่วมฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา เป็นเพราะเราถือเป็นโอกาสของ LDI ที่จะได้ทดลองนำเอาทักษะการจัดการเชิงเครือข่ายและทุนทางสังคมเข้าร่วมแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่และเฉพาะประเด็นให้บังเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
คณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วมที่มีคุณวีระเป็นประธาน และหมอพลเดช เป็นเลขานั้น สามารถดึงเอากลุ่มคนที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมทำงานมากมาย รวมทั้ง สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์, จรูญ หยูทอง, ญิบ พันจันทร์, วรรณชัย ไตรแก้ว, จตุพร พรหมพันธุ์, โกเมศร์ ทองบุญชู, กาจ ดิษฐาพิชัย, แก้ว สังข์ชู ฯลฯ
แต่น่าเสียดายที่การสนับสนุนทางนโยบายจากรัฐบาลคุณทักษิณเกิดแผ่วไปในช่วงรอยต่อการเลือกตั้ง 2548 ประกอบกับมีวิกฤตไฟใต้และพิบัติภัยสึนามิถล่ม เมื่อเป็นดังนั้นผมจึงค่อย ๆ ถอยออกมา ปล่อยให้ เครือข่ายในพื้นที่ทำงานร่วมกับส่วนราชการกันไปตามลำพัง
ในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา มีบทเรียนรู้อะไร?
1. การรณรงค์แก้ปัญหาท้องถิ่น
โดยส่วนตัว ผมมีประสบการณ์ในการรณรงค์ทางสังคมเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคมาก่อนเมื่อครั้งยังเป็นนักวิชาการควบคุมโรคประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกและสำนักงานควบคุมโรคติดต่อระดับเขตซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
การต่อสู้กับโรคระบาดก็เหมือนกับการทำสงคราม อาวุธที่เราใช้ไม่ใช่ปืนหรือระเบิดแต่เป็นความรู้ ข้อมูล มาตรการทางการแพทย์ และความร่วมมือจากสังคม การระบาดของโรคมีทั้งที่มาตามฤดูกาล (Seasonal Epidemic) ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในท้องถิ่น (Endemic) และที่เกิดจากการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)
การรณรงค์ควบคุมและแก้ปัญหาโรคระบาดหรือปัญหาสาธารณสุขจึงเป็นบทเรียนรู้และแบบฝึกหัดที่ดีของนักเคลื่อนไหวสังคม เพราะต้องใช้ทั้งองค์ความรู้ การเคลื่อนไหวสังคม และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยมีสถิติการเจ็บป่วยและการตายของประชาชนเป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำ งานแบบนี้จะใช้การชุมนุมประท้วงหรือก่อม็อบกดดันใด ๆ ก็ไม่เกิดผล
ที่พิษณุโลกและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างเราเคยรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์อย่างได้ผลจนได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นระดับชาติในปี 2535 และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาแล้ว
เราเคยรณรงค์ลดอุบัติเหตุจราจรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกโดยใช้มาตรการจำกัดความเร็วและตรวจวัดระดับแอลกฮอล์ในลมหายใจ ร่วมกับการเคลื่อนไหวสร้างกระแสการมีส่วนร่วมของสังคมขนาดใหญ่ในท้องถิ่น จนสามารถลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุจราจรและการตายของประชาชนลงได้มากกว่าร้อยละ 20 ภายในระยะเวลาเพียงแค่ปีเศษ เรื่องนี้นายอภัย จันทนะจุลกะ และคุณหมอปราชญ์ บุญยวงศ์วิโรจน์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายแพทย์สาธารณสุขพิษณุโลกในขณะนั้น) ทราบดีครับ
กรณีทะเลสาบสงขลาจึงเป็นประเด็นที่ผมสนใจและถือเป็นโอกาสในการร่วมกับเครือข่ายประชาสังคมในภูมิภาค ทดลองการเคลื่อนสังคมแก้ปัญหาเฉพาะในระดับพื้นที่ แต่คราวนี้ผมไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติเหมือนอย่างที่พิษณุโลก จึงมีเป้าหมายส่วนตัวแค่เพียงว่าจะต้องมีแผนงานโครงการและงบประมาณที่แน่ชัดเพื่อเป็นเงื่อนไขให้พวกเราได้ลงมือปฏิบัติการและเรียนรู้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเท่านั้นก็พอใจแล้ว
2. คำที่ใหญ่เกินกลืน
กระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนและประชาสังคมรอบทะเลสาบสงขลาถือเป็นการถักทอความสัมพันธ์และสร้างเจตจำนงร่วมครั้งใหญ่ ซึ่งกระแสตอบรับและความตื่นตัวมีมากทั้งในระดับชุมชนฐานราก และชนชั้นกลางในเมือง นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ตลอดจนภาคธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ
เสียดายที่ไม่มีโอกาสขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพราะประชาคมรอบทะเลสาบที่เพิ่งก่อตัวนี้ ยังไม่ทันจะเข้มแข็งดีการส่งเสริมสนับสนุนก็ขาดช่วงไปเสียก่อน
คงต้องยอมรับว่าประเด็นสาธารณะที่มีขนาดใหญ่อย่างทะเลสาบสงขลานี้เกิดจากความริเริ่มของฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาล เพราะว่าลำพังภาคประชาชนยังไม่มีความสามารถพอที่จะขับเคลื่อนในขอบเขตขนาดแบบนี้ หากเปรียบเทียบกับอาหารต้องถือว่าเป็น “คำ” ที่ใหญ่เกินกว่าที่ภาคประชาชนจะกลืนกันได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลลดความเข้มข้นในการสนับสนุนลง ความเคลื่อนไหวจึงฝ่อเหี่ยวไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม พรรครัฐบาลคงได้คะแนนนิยมส่วนหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว
3. ประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ
ในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชนหรือการเมืองภาคพลเมืองในระดับพื้นที่นั้น สิ่งสำคัญคือการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมกันค้นหาประเด็นสาธารณะของท้องถิ่นและเกิดจิตสำนึกร่วมกันในการลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเองและด้วยกันเอง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยังประโยชน์ให้กับทุกคน เรียกว่ามีทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธกันเลยทีเดียว
การเมืองเพื่อประชาชน ของประชาชน และโดยประชาชนแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในระดับชาติ แต่สามารถเกิดได้ในระดับชุมชนท้องถิ่น เพราะที่นั่นมักมีประเด็นสาธารณะที่เป็นรูปธรรมที่พวกเขาจับต้องได้ การเห็นพ้องต้องกันเกิดได้ง่าย แรงต้านมีน้อยและอยู่ในวิสัยที่จัดการได้ไม่ยาก
ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองโดยภาพรวมจึงควรส่งเสริมประชาธิปไตยที่ว่าด้วยสวนสาธารณะ ทางจักรยาน สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ ขยะ น้ำเสีย ฯลฯ ซึ่งประชาชนและชุมชนท้องถิ่นลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเอง และสะสมความสำเร็จเล็กๆ ขึ้นไปตามลำดับ
การเมืองภาคพลเมืองในระดับพื้นที่ (ท้องถิ่นหรือชุมชน) มักเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคิดความเชื่อในทางลัทธิการเมือง เพราะผลประโยชน์สาธารณะในท้องถิ่นเป็นสิ่งร่วมกันได้ ดังจะเห็นได้ว่าคนที่เคยร่วมในกิจกรรมฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาตอนนั้น ในวันนี้ได้แยกกันไปเป็นสีแดง-สีเหลืองกันชัดเจนไปแล้วเมื่อเกิดปะทะกันในบริบทการเมืองระดับชาติ
4. การบริหารจัดการที่งุ่มงาม
ทั้ง ๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่กระบวนการบริหารจัดการเชิงธุรการและการเงินของทางราชการไม่มีสิ่งใดเอื้อต่อการทำงานเลย การเบิกจ่ายต่าง ๆ ติดขัดไปหมด ระบบระเบียบราชการไม่สามารถรองรับงานเชิงเคลื่อนไหวสังคมแบบนี้เลย เดือดร้อนถึง LDI ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่หลวมตัวเข้าไปเป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เมื่อหวังผลงานเชิงคุณภาพ เราจึงต้องควักเงินในกระปุกมาเป็นค่าใช้จ่ายไปก่อน หนักเข้าค่าเดินทางของคุณวีระและทีมงานฝ่ายการเมืองยังต้องมาขอจากมูลนิธิ เล่นเอาพลเอกชวลิตถึงกับเอ่ยปากกล่าวกับคณะทำงานว่า “อายหมอพลเดชจริงเลย!”
เช่นเดียวกับครั้งที่ผมได้หลวมตัวไปจัดกระบวนการเสนอแผนยุทธศาสตร์ภาคประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คราวนั้น LDI หมดเงินไปล้านกว่าบาท
จากบทเรียนทั้งสองโครงการนี้ ผมจึงทำหนังสือถึงรองนายกฯ ชวลิต โดยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “องค์กรมหาชนเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะสำหรับภารกิจแบบนี้ของรัฐบาล จะได้ไม่ต้องอาศัยแต่หน่วยราชการเพียงช่องทางเดียว
แต่ข้อเสนอนี้ ได้แว่วหายไปในสายลมครับ
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
Be the first to comment on "ประสบการณ์ประชาสังคม (24): ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา (2546)"