พลเดช ปิ่นประทีป : ชนะการรบแต่มิอาจพิชิตศึก

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เปิดเผยกับศูนย์ข่าวอิศรา เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป…ผมว่า ที่ผ่านมาเกิดการปริแยกระหว่างศาสนิกขึ้น ซึ่งต้องระวังว่าอย่าเอาความสำเร็จในช่วงนี้มาเหมารวมว่าเป็นความสำเร็จทั้งหมด…

พลเดช ปิ่นประทีป : ชนะการรบแต่มิอาจพิชิตศึก

ภาพจาก www.tjanews.org

 

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เปิดเผยกับศูนย์ข่าวอิศรา เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

หลังจากนี้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นอย่างไร ผมเองพิจารณาดังนี้

1.ผมว่า ที่ผ่านมาเกิดการปริแยกระหว่างศาสนิกขึ้น ซึ่งต้องระวังว่าอย่าเอาความสำเร็จในช่วงนี้มาเหมารวมว่าเป็นความสำเร็จทั้งหมดแล้ว

2.ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐมีการปรับด้านยุทธวิธีซึ่งก็ส่งผลระดับหนึ่งแต่ผมกังวลใจว่า  จะทำให้ทุกคนชะล่าใจตกหลุมพรางเพราะคิดว่า เราเอาชนะสถานการณ์ได้แล้ว

ระวังชนะการรบแต่ไม่ชนะศึก ชนะยุทธวิธีแต่ไม่ชนะยุทธศาสตร์

หลงว่าการใช้วิธีการรุนแรงทำให้สำเร็จ เลยลืมมิติทางการเมืองและการพัฒนา

2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทำงานมวลชนซึ่งได้ผลไม่น้อยแต่มันก็เหมือนหม้อข้าวเดือด ถ้าเรากดฝาหม้อไว้มันก็ไม่ขยับแต่ถ้าเมื่อยหรือว่าสะสมกำลังกันได้ก็จะเกิดขึ้นอีก

ประการที่ 3  ความขัดแย้งกับมาเลเชียที่มีมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง  ขบวนการสายพันธุ์ใหม่ ที่ปรับตัวและเรียนรู้ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี  แทนที่จะซ่อมซ่อนสะสมกำลังเขาก็เปลี่ยนเป็นจรยุทธ์ในเมือง

เขาจัดการกับข้าราชการชั่ว ใช้การโฆษณาจากสื่อมวลชน ใช้ความโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวให้ประชาชนร่วมมือกับฝ่ายผู้ก่อการ หรือมิฉะนั้นก็ให้ปฏิเสธความร่วมมือกับรัฐ เป็นการสร้างแนวร่วมมุมกลับ ก่อเหตุแล้วโยนบาปให้ฝ่ายรัฐ  เพื่อสร้างแนวร่วม

4.แนวโน้มอีกอย่างหนึ่งคือ  ประชาชนเป็นกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ แต่เป็นพลังที่อ่อนแอยืนดูอยู่เฉยๆ คนถูกฆ่า โรงเรียนถูกเผาก็เฉยๆ

การให้คนตรงกลางแสดงจุดยืนออกมาต้องใช้พลังทางสังคมที่ใหญ่พอ  เราเริ่มจะเห็นการก่อตัวของมุสลิมสายกลางแล้ว ถ้าพลังมุสลิมสายกลางกล้ามายืนเป็นผู้นำภายใต้กติการัฐธรรมนูญก็จะเป็นพลัง เป็นพลังสายกลาง บวกพลัง 73 จังหวัดซึ่งจะเป็นพลังที่คลี่คลายและเชื่อมรอยปริแยกที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว

ดังนั้นจุดยืนที่เราควรจะยืนหยัดคือ

1.เราต้องทำเพื่อ ‘ประเทศไทย’ ไม่ใช่ ‘ชาติไทย’ เพื่อการอยู่ร่วมกันทุกเผ่าพันธุ์ในประเทศไทยซึ่งยุทธศาสตร์นี้ อาจารย์ธีรยุทธ  บุญมี ก็เคยเสนอว่า เราต้องพูดถึง ‘ประเทศนิยม’ มากกว่า ‘ชาตินิยม’

2.คนในสังคมส่วนใหญ่ควรติดตามและพูดคุยเรื่อง จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้แต่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจะทำให้เราฉลาด  ได้เห็นมุมมองของเพื่อนแล้วจะเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ใหญ่ของสังคม

3.สังคมใหญ่ต้องใช้ปัญญา อย่าตกหลุมพรางของฝ่ายที่พยายามก่อความรุนแรง  เพราะผู้ก่อเหตุพยายามใช้ความรุนแรง สร้างสัญญาณด้วยความรุนแรง สื่อและสาธารณะต้องมีสติ ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรอง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา

4.ภาคประชาชนต้องมียุทธศาสตร์ของภาคประชาชนเอง บางเรื่องร่วมกับรัฐได้  บางเรื่องก็ต้องจับมือกันค้นคว้าเองและเราต้องกล้าให้คะแนนรัฐบาลด้วยว่า  หนึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องนี้แล้วได้ผลอย่างไร สอบได้หรือสอบตก

โดย : ประชาไท   http://www.prachatai.com

Be the first to comment on "พลเดช ปิ่นประทีป : ชนะการรบแต่มิอาจพิชิตศึก"

Leave a comment

Your email address will not be published.