พลเดช ปิ่นประทีป/เขียนให้โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗
จำนวนผู้คนมากมายที่หลั่งไหลกันไปร่วมพิธีถวายพระพรและกล่าวสัตยาธิษฐานในงานวันฉัตรมงคลที่ กปปส.เป็นผู้จัด ดูเหมือนว่าจะมีความหมายอย่างมากต่อเกมการเมืองที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่ หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องสะท้อนความจงรักภักดีของมหาชนชาวสยามที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่เสื่อมคลาย
เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายนที่ผ่านมา เวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย(TD Forum) มีหัวข้อพูดคุยเรื่อง “ฟื้นฟูคุณธรรม ปฏิรูปสังคม :ภารกิจภาคพลเมืองภายหลังความขัดแย้ง” มีผู้ประสานงานเครือข่ายจากทั่วประเทศ ๑๒๐ คน มาช่วยกันประเมินความเสียหายของชุมชนท้องถิ่นในด้านสังคมแตกแยก ค่านิยมซื่อสัตย์สุจริตและสันติวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อเตรียมแนวทางการแก้ไขฟื้นฟูกัน ถ้าเหตุการณ์คลี่คลาย
ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน เราพบว่าความแตกแยกระหว่างชาวบ้านเองมีไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ยังคงนิยมพรรคการเมืองเดียวกัน แต่ที่แตกแยกรุนแรงกลับเป็นระหว่างเอ็นจีโอ นักวิชาการและผู้นำชุมชนแนวฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย น่าสังเกตุว่ากลุ่มที่เห็นต่างในพื้นที่ กล้าแสดงออกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงกระทบกระทั่งกันเนืองๆ ส่วนภาคเหนือตอนล่างนั้นมีความขับเคี่ยวกันรุนแรงกว่า เพราะทั้งสองขั้วต่างมีกำลังมวลชนแนวปะทะที่มากพอกัน นักวิชาการบางส่วนเติมไฟ บางส่วนช่วยเตือนสติ อย่างไรก็ตามปัญหาทุจริตข้าวเป็นตัวแปรที่ทำให้ชาวนาเริ่มเปลี่ยนข้างมากขึ้น โดยในภาพรวมชาวบ้านอ่อนล้าและรู้สึกหมดหวัง
ชุมชนท้องถิ่นทางภาคอีสานยังคงสนับสนุนพรรครัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มกปปส.ที่แข็งขันมีเพียงบางจุด เช่นโคราช ขอนแก่น อุบล อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆมีสถาบันการศึกษา กลุ่มแพทย์ ชนชั้นกลางและฐานของนักการเมืองฝ่ายค้าน ทางด้านนปช.นั้นยังมีกำลังอยู่มากในหลากหลายเครือข่าย วาทกรรม”ไพร่-อำมาตย์”และนโยบายประชานิยม ยังคงจับใจชาวบ้าน มีปัญหาความยากจนและแย่งชิงทรัพยากรควบคู่มากับความขัดแย้งทางการเมือง กลไกฝ่ายปกครองและตำรวจถูกจัดวางไว้อย่างหนาแน่นทั่วทั้งพื้นที่ ผู้ประสานงานจากอีสานไม่เชื่อว่าการแย่งชิงอำนาจส่วนบนจะจบลงง่ายและตั้งข้อสงสัยว่าการฟื้นฟูจะมีโอกาสได้ทำจริงหรือ ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่าหนทางที่จะแก้ไขได้รัฐบาลต้องกระจายอำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ภาคกลางและตะวันตก จังหวัดส่วนใหญ่ชัดเจนว่าชาวบ้านนิยมพรรคการเมืองขั้วใดจึงไม่มีความขัดแย้งมากนัก มีบางจังหวัดที่การต่อสู้รุนแรงน่าเป็นห่วง เช่น เพชรบุรี นครปฐม ในภาพรวมกลุ่มชนชั้นนำมีบทบาทสูง สื่อมวลชน วิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียมมีอิทธิพลมาก ชาวบ้านเลือกรับข่าวสารช่องเดียวจนแตกแยก เครือข่ายเห็นว่า แท้ที่จริงกลุ่มรักทักษิณส่วนมากต้องการความเท่าเทียม การกระจายอำนาจให้ชุมชนกำหนดตัวเองจึงจำเป็น
ทางภาคตะวันออก แม้จะมีความรุนแรงทางวาจาสาดใส่กันมากอย่างที่เป็นข่าว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นลงมือลงไม้ ไม่มีฆ่าแกงกัน สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกกลับไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจ การแย่งชิงทรัพยากร การถือครองที่ดินที่เปลี่ยนมือไปมาก พื้นที่ผลิตอาหารลดลงอย่างขนานใหญ่ และสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมจนวิกฤติ
ส่วนภาคใต้ แม้จะดูว่ามีเอกภาพในการต่อสู้ทางการเมืองในรอบนี้ แต่ผู้ประสานงานบางส่วนสะท้อนว่า การบริหารจัดการและท่าทีระหว่างส่วนต่างๆ ก็ยังมีปัญหาที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกระหว่างกันได้ โดยเฉพาะควันหลงการเลือกตั้งสว.ที่เพิ่งผ่านมา
ที่เล่ามานี้ไม่ใช่งานวิจัยที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่เป็นการประมวลภาพสะท้อนจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ของบรรดานักพัฒนาและผู้ประสานงานการปฏิรูปจากภาคสนาม ในเบื้องต้นคงช่วยทำให้มองเห็นปัญหาตกค้างและผลกระทบที่รัฐบาลชุดต่อๆไปจะต้องเข้าแบกรับและบริหารจัดการ ส่วนภาคประชาสังคมและพลเมืองผู้มีสำนึกรับผิดชอบทั้งหลายคงเป็นเพียงแค่ฝ่ายหนุนเสริม
ปัญหาไฟใต้ได้ทำให้ชุมชนท้องถิ่นที่นั่นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ทั้งระหว่างพวกเดียวกันเอง ระหว่างชุมชนต่างศาสนาและชาติพันธุ์ และระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการ เราพบว่าในภาวะเช่นนั้น งานพัฒนาสังคมจะมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่างานความมั่นคงและการปราบปราม ในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นไว้วางใจ เพื่อเตรียมการฟื้นฟูสังคมจากไฟการเมือง ผมมีข้อเสนอแนะบางประการ
๑. CDD(Community-driven Development) – ควรใช้งานฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและพัฒนาสังคมเป็นกระบวนการแก้ปัญหา โดยหลักการที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้กำหนดและเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เพราะจากประสบการณ์งานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยสามสิบปีที่ผ่านมา รวมทั้งบทเรียนรู้ของธนาคารโลกในการช่วยเหลือประเทศที่มีความขัดแย้งทั่วโลก ต่างพบตรงกันว่า มีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถฟื้นคืนความเชื่อถือไว้วางใจในชุมชนได้
๒. Block Grant – คือทุนอุดหนุนชุมชนท้องถิ่นในกระบวนการพัฒนาแบบ CDD ที่ให้อย่างต่อเนื่อง เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาต่างๆด้วยตนเองของชุมชน บทเรียนของธนาคารโลกพบว่าทุนอุดหนุนโครงการสาธารณะแบบให้เปล่า (Grant) มีประสิทธิผลในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนมากกว่าเงินให้กู้ยืม (Loan) จึงไม่น่าแปลกที่โครงการกองทุนหมู่บ้านซึ่งรัฐบาลยุคหนึ่งเคยลงทุนไปถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากไม่ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งแล้ว ยังไปเพิ่มหนี้สินครัวเรือนทั้งระบบ
๓. องค์กรชุมชน (CBO) – เวลานี้มีหน่วยงานภาคีระดับชาติอย่างน้อย ๔๖ องค์กร ที่มีนโยบายลงไปสนับสนุนชุมชน ต่างคนต่างมีองค์กรชุมชนในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามภารกิจของส่วนกลาง ล่าสุดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติพบว่ามีองค์กรชุมชน ๒๓ ประเภท ปรวม ๓๐๘,๐๐๐ องค์กร หรือเฉลี่ยจังหวัดละ ๔,๐๐๐ อำเภอละ ๓๐๐ หรือตำบลละ ๔๐ องค์กร ดังนั้นงานฟื้นฟูและพัฒนาควรอาศัยองค์กรชุมชนเหล่านี้เป็นกลไกเชื่อมโยง
๔. นักพัฒนาอิสระ(Facilitator) – สาเหตุหนึ่งที่โครงการ SML หรือชุมชนพอเพียงของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จในเชิงคุณภาพเท่าที่ควร เป็นเพราะขับเคลื่อนโดยระบบราชการและอาศัยนักพัฒนาภาครัฐที่ถูกสร้างมาในยุคการพัฒนาแบบเก่า เปรียบเทียบกับโครงการ PNPM ของธนาคารโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอินโดนีเซีย เขาอาศัยนักพัฒนาอิสระประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน เป็นพี่เลี้ยงชาวบ้านในกระบวนการทำงานแบบ CDD ครับ
Be the first to comment on "ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นจากสังคมแตกแยก"