เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2548 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ โครงการชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จัดประชุมสถานการณ์โครงการชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ และการวางกรอบแผนงานปีที่ 3 …
สันสกฤต มุนีโมไนย กองบรรณาธิการ:ทีมสื่อสารสาธารณะ : รายงาน |
||||
เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2548 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ โครงการชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จัดประชุมสถานการณ์โครงการชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ และการวางกรอบแผนงานปีที่ 3
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) กล่าวว่า “โครงการของเรา เหลือเวลาอีกประมาณ 15 เดือนจึงต้องมาทบทวนกันว่าเราห่างจากเป้าหมายปลายทางที่ตั้งไว้แค่ไหนและเป็นข้อตกลงกับ สสส.ที่สนับสนุนงบประมาณในการทำงาน สสส.เป็นแหล่งทุน เราต้องรายงานต่อแหล่งทุน และแหล่งทุน คือ สสส.ก็ต้องรายงานต่อสภา ต่อสาธารณะ การอธิบายอาจจะยากเพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นกระบวนการ แต่เราต้องทำให้เขาเข้าใจให้ได้ ในที่สุดแล้วสิ่งที่เราทำต้องเป็นประโยชน์ที่คุ้มค่าต่อประชาสังคม ผมเชื่อว่าโครงการชีวิตสาธารณะในแต่ละพื้นที่มี social creditพอสมควร เห็นว่าใน 35 จังหวัดเรามีบทบาทสำคัญในการทำงานเชิงสร้างสรรค์กับทางองค์การปกครองท้องถิ่นและผู้ว่าซีอีโอ |
||||
คิดอย่างนี้เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปปะทะตรงฐานราก เพราะเราเริ่มถกกับรัฐบาลหลายเรื่องดังนั้นเราต้องกลับมาที่จุดแข็งของเราอย่างไรก็ตาม งานฐานรากของเราเป็นทุนที่สามาถยืนได้ด้วยตนเองพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว งานโครงการชีวิตสาธารณะฯหลังปี 3 เราคงจะไม่มีงานในลักษณะนี้อีกแล้ว จะมีก็คือเราต้องยืนด้วยตัวเอง และสามารถเสนอโครงการ หาแหล่งทุนทั้งในท้องถิ่น ในผู้ว่า ซีอีโอหรือใน สสส. ส่วนงานในปีที่ 3 งานของเราคือ เป้าหมายของโครงการ 8 อย่าง มีทั้งเรื่องสมัชชาสุขภาพ ชุดความรู้ต่างๆ ผมลองคิดเชิงรูปธรรม ในช่วง 16 เดือนที่เหลือ เราต้องทำให้ได้ เรื่องแรกคือเรื่อง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ต้องทำให้ชัด ส่วนที่สองคือ แผนพัฒนาสุขภาพ ส่วนที่สามคือ ทุนทางปัญญาของเครือข่าย ถ้าทำได้ครบถ้วน เราจะบรรลุผลที่ตั้งไว้”
กระบวนการต่อมาคือการกล่าวถึงสถานการณ์โครงการ นำเสนอผลงานและแผนงานที่จะทำต่อไปโดย |
||||
Big bang มีคนเข้าร่วมกว่า 600 คน ดังนั้นการจัดเวทีสมัชาสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องยาก แม่ฮ่องสอนก็ทำมาล้ว อีสานก็มีอีสานโสเหล่ ภาคกลางไม่ได้ทำแต่ก็มาร่วมกับบางกอกฟอรั่มทำ เราเห็นกระบวนการทุกอย่างหมดแล้ว ตอนเราทำ Big bang Bangkok มีการระดมสมอง ได้ประเด็นนำเสนอ ประกาศทางผู้ว่าอภิรักษ์ ทางผู้ว่าก็นำนโยบายไปเป็นคำประกาศกรุงเทพฯ ออกมา 6-7ข้อ ซึ่งนโยบายของเราอยู่ในนี้เกือบทุกข้อ ตอนนี้จะตั้งสำนักการมีส่วนร่วมของประชาชน เราจะเห็นชัดว่า เมื่อทำหนึ่งเรื่อง เรื่องอื่นจะตามมา ผมฝากไว้ว่าหลายเรื่องเราทำมาแล้ว แต่เราขาดสมาธิ สิ่งที่เราทำมาถ้ารวบรวม เขียนให้ดีให้คม สิ่งเหล่านี้จะปรากฏออกมา ถ้าเราได้รับงบ สสส.ต่อ เรื่องเครือข่ายที่เราจะทำต่อ เราจะเพิ่มศักยภาพของมันขึ้นมา เรื่องนี้คือเรื่องบูรณาการ เรื่องสภาวะผู้นำบวกกับเรื่องระดมพลังทางสังคมและบวก SystemThingking สามส่วนนี้ถ้าไม่มีจะทำเครือข่ายไม่สำเร็จ” |
||||
มานั่งระดมสมองกัน มีเยอะเรื่องท้องถิ่นไทยที่ยังไม่เข้าใจกัน เราทำยังไงให้ออกสู่สาธารณะแล้วจะเข้าใจกัน มีสติกันมากขึ้น |
||||
ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้จัดการทีมสื่อสารสาธารณะ กล่าวว่า “ช่วงเวลาที่ผ่านมามีทั้งกระบวนการเก็บข้อมูล หาเครือข่าย แสวงหาประเด็น ช่วงเวลาที่เหลือสำคัญมาก คือเราจะสื่อสารสู่สาธารณะอย่างไรว่า มันมีประเด็น ผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ และเรื่องราวนั้นเป็นสิทธิ อำนาจของประชาชนที่เขาต้องการ ในบางจังหวัดเรามองเห็นว่า ประเด็นนี้สามารถแสดงให้สาธารณะทุกระดับเห็นว่า นี่คือเรื่องราวของวาระ และการสร้างพลังภาคประชาชน แต่บางจังหวัดเหมือนกิจกรรมภาคประขาชน ตัวประเด็นเราต้องการนำเสนออะไร สิ่งสำคัญไม่ได้สำคัญว่า คุณคือใครและกำลังทำอะไรอยู่แต่สำคัญที่ว่า สิ่งที่คุณทำ ทำเพราะอะไรและเพื่ออะไร โครงการชื่อว่า โครงการพัฒนาการสื่อสารเพื่อหนุนเสริมการสร้างชีวิตสาธารณะที่เข้มแข็ง สิ่งที่เราต้องทำคือ จะสื่อสารอะไร แล้วอะไรนั้นสำคัญยังไงแล้วอะไรนั้นไม่ได้เป็นขั้วต่างของภาครัฐ แล้วอะไรนั้นไม่ได้ขยายงานภาครัฐที่เขาทำอยู่แล้ว เราต้องหาจิตวิญญาณ โจทย์ของภาคประชาชน กรอบงานสื่อที่จะทำภายใต้โครงการฯ |
||||
ความร่วมมือคือการสื่อสารข้อมูลระหว่างจังหวัด ที่เร็วที่สุดคือผ่านเว็บไซต์กับทางอีเมล์ของ ldinet.org ตอนนี้เว็บไซต์พัฒนาขึ้นแต่ยังไม่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย เราพยายามต่อคือ มอบ Email account พร้อมคู่มือการใช้ ให้ทีมงาน 35 จังหวัด แผนงานต่อไปคือการจัดกิจกรรมพัฒนาทัศนคติและทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารงานโครงการ และการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักในสื่อกระแสหลัก ต่อไปคือการพัฒนาทักษะการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวใน 30วัน เป็นการทำข้อมูลเชิงลึก คาดว่าเดือนเมษาจะเริ่มวางในส่วนของการสื่อสารสาธารณะทำไปแล้วคือ เวทีพลเมืองไทที่แพร่งภูธร ทดลองทำ 5 รายการ ผลิตสารคดี 15 นาที 5 เรื่องและผลิตเอกสารข้อมูล มีผลจากพื้นที่ว่าให้เราทำสารคดีเชิงประเด็นต่อเพราะช่วยขยายผลในพื้นที่ได้พอสมควร ทางเนชั่นมีผลตอบรับคือมีคนตอบมาว่า รายการดี น่าจะมีอีก ต่อไปจะผลิตสารคดี 20 รายการ รายการละ15นาที เป็นรายการเชิงประเด็นจากพื้นที่ มีเวทีสาธารณะในพื้นที่ และการผลิตเอกสารชุดความรู้จากการปฏิบัติงานโครงการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เห็นกระบวนการทำงาน ภายในปลายปีนี้ที่จะทำคือเอกสารเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่แม่สอดจะถอดเป็นองค์ความรู้จากการปฏิบัติการอย่างแท้จริง รวมถึงการทำโปสเตอร์สะท้อนแนวคิดและหลักการโครงการ อีกอย่างคือสารคดี 20 รายการ ทางไททีวี1 เครือข่ายเคเบิลทีวี และจะประสาน สทท.11 ภูมิภาค 14 เดือนที่เหลือคือเรื่องที่เราต้องฝากอะไรไว้ในแผ่นดินนี้ ไม่ใช่แค่สิ้นสุดโครงการเท่านั้น” |
||||
|
||||
ลำดับต่อมาเป็นการสะท้อนมุมมองและนำเสนอถึงเรื่องราวการทำงานในพื้นที่ โดยนางเพลินใจ เลิศลักขณะวงศ์ จากประชาคมตาก กล่าวว่า “จากการทำงานประชาสังคมตั้งแต่ปี 2540 ความเป็นคนแม่สอดเราเหมือนถูกกระทำว่า เราเป็นเจ้าของบ้านแต่ไม่เคยได้กำหนดบทบาทของตนเอง ช่วงปี 40 แม่สอดครบรอบ 100 ปี มีการตั้งคณะทำงานขึ้น ในกลุ่มแม่สอดราชการเมื่อทำอะไรจะนึกถึงโครงสร้างที่ใหญ่ มีผู้ใหญ่เป็นคณะทำงาน ผ่านไปหกเดือนหนึ่งปี ยังไม่มีใครดิ้นเรื่องอะไร มีคนมาหาที่บ้านบอกว่าช่วยทำให้แม่สอดร้อยปีผ่านไปได้ เรามองว่ามีโอกาสที่จะรวมกลุ่มเล็กๆที่ไม่มีชื่อเสียง เริ่มจากเพื่อนสองสามคนไปรวบรวมสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ถึงความเป็นมาของแม่สอด เพราะไม่มีเอกสารอะไรเลยว่าคนแม่สอดเป็นใคร มาจากไหน เรามีความมุ่งมั่น ใช้เวลา6เดือน หนังสือแม่สอดก็สำเร็จ หนังสือเล่มนี้ทุกสถาบันใช้อ้างอิง | ||||
เมื่อพูดถึงเรื่องการค้าชายแดน พูดเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการเกษตร เรื่องแรงงานต่างด้าว เรารู้หมดว่าเป็นปัญหา สิ่งเหล่านี้ที่มาพร้อมเขตเศรษฐกิจ เราเลือกได้แล้วว่าอะไรที่เหมาะและไม่เหมาะกับบ้านเรา ทางเลือกของการกำหนดอนาคตตนเองคือจะเอาทั้งหมดหรือไม่ หรือจะบางส่วน หรือปฏิเสธ นี่คือแนวคิดว่าทำไม เราจึงมาสนใจตรงนี้ เราจึงกลายเป็นหน่วยจัดการองค์ความรู้โดยไม่รู้ตัว จากเอกสารเป็นตั้งๆ เรานำมาย่อยให้เป็นเล่มเล็กๆว่า ที่ไหน เป็นอะไร อย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อหมดโครงการคือ ทำอย่างไรให้เรามองว่าชีวิตสาธารณะคือชีวิตปกติที่เราแบ่งมาให้ ไม่ใช่ว่าโครงการหมด จะอยู่อย่างไร เงินไม่ใช่ประเด็น แต่เราจะออกแบบว่าทำอย่างไรให้คนในชุมชน ท้องถิ่นของเรา เอาคำว่า เอาธุระกับสังคมในชีวิตประจำวัน” |
||||
|
||||
จากการพูดคุยสองวันที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าไม่ว่าอนาคต สสส.ซึ่งเป็นแหล่งทุนของเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม เราทุกคนที่ทำงานในภาคประชาสังคมต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ และใช้จิตใจที่มีความเป็นพลเมืองอาสาร่วมกันทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติของเราต่อไป |
Be the first to comment on "รายงานกิจกรรมสถานการณ์โครงการและกรอบแผนงานปีที่ 3"