ยิ่งโลกแห่งการเรียนรู้ถูกพัฒนาความจริงที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร กลุ่มยากจนและคนชนบทก็ยิ่งถูกกีดกันออกไปจากเข้าถึงความรู้มากขึ้น ขณะเดียวกันความรู้ในการดำรงชีวิตของผู้คนเหล่านั้นก็ยังเป็นความรู้ที่เกี่ยวโยงกับการดำรงชีวิตและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่า “องค์ความรู้ท้องถิ่น” …
|
|||||
ความเข้าใจของสังคมในเรื่อง “ความรู้”
ทุกวันนี้โลกของการเรียนรู้กว้างไกลไปมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษายุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีทางการศึกษาเรายังมีหนทางในการแสวงหาความรู้ที่ก้าวไกลถึงกันอย่างไร้พรหมแดนผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อสารมวลชน สื่ออินเตอร์เน็ต และสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย ความรู้เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความรู้สากลที่ทั่วทั้งโลกต่างได้รับการ “สื่อสาร-ถ่ายทอด” ในสิ่งที่คล้ายกัน จนราวกับว่ามนุษย์เรากำลังถูกทำให้ใช้ชีวิตในแบบเดียวกันมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งโลกแห่งการเรียนรู้ถูกพัฒนาความจริงที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร กลุ่มยากจนและคนชนบทก็ยิ่งถูกกีดกันออกไปจากเข้าถึงความรู้มากขึ้น ขณะเดียวกันความรู้ในการดำรงชีวิตของผู้คนเหล่านั้นก็ยังเป็นความรู้ที่เกี่ยวโยงกับการดำรงชีวิตและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่า “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เหมือนกับที่นายพฤ โอ่โดเชา ชาวบ้านชนเผ่าปกาเกอญอเคยพูดว่า “ถ้าจับให้คนในเมืองไปอยู่ในป่า พวกเขาก็ไม่สามารถอยู่รอดด้วยตัวเองได้ เพราะในตำราไม่เคยสอนเรื่องการเก็บเห็ด ขุหน่อ จับปลาหรือแม้แต่เก็บหาพืชสมุนไพรที่รักษาอาการเจ็บผ่วย” ทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมาละเลยคุณค่าของชุมชนท้องถิ่นในการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่นมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความรู้ไม่มีความสามารถ และขากเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากร ดังนั้นการกำหนดนโยบาย และแผนการพัฒนาสังคม จึงไม่ได้ผ่านกระบวนการรับรู้และร่วมตัดสินใจของชุมชนท้องถิ่นที่เคยอาศัยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมายาวนานเลย รวมทั้ง “ความรู้” ของคนในท้องถิ่นเอง ก็ถูกมองว่าเป็นเพียง “ความเชื่องงมงาย” ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือขาดความเป็นวิชาการรองรับ |
|||||
กระบวนการเรียนรู้ที่ให้คุณค่ากับชุมชนท้องถิ่น แนวทางการพัฒนาสังคมที่ผ่านมาถูกกำหนดจากความรู้ภายนอกที่เป็นความรู้ตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายป่าไม้แห่งชาติและนโยบายอีกมากมายที่ว่าจ้าง “ทีมผู้เชี่ยวชาญ” จากประเทศตะวันตกมาเป็นที่ปรึกษาและร่างแผนโครงการพัฒนา กระบวนการเพื่อให้ได้ข้อมูลในการวางแผนดังกล่าวจึงผูกติดกับ “ความเชี่ยวชาญ” ของทีมงาน ซึ่งไม่มีองค์ประกอบของคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลจากการพัฒนามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ปรากฏการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอก็คือ หลังจากที่โครงการพัฒนาดำเนินไปแล้ว ก็มี “กลุ่มผู้เสียโอกาสและผู้ได้รับผลกระทบ” เกิดขึ้น โดยที่กลุ่มคนเหล่านั้นไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำขึ้น แม้ต่อมาได้มีความพยายามที่จะใช้ “การศึนกษาวิจัยทางสังคมศาสตร์” มาเป็นเครื่องมือประเมินชุมชนเพื่อการพัฒนาชนบท แต่กระบวนการดังกล่าวก็ยังคงมีนักวิจัยหรือนักพัฒนาเป็นผู้ศึกษาและคนในชุมชนเป็นเพียงผู้ตอบคำถามจากการสัมภาษณ์ โดยทีมนักวิจัยและผลจากการศึกษาก็ยังคงถูกนำมาวิเคราะห์ โดยคนภายนอกที่สังคมยอมรับในความเป็นนักวิชาการ คำถามที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เกิดมิติใหม่ทางการศึกษาวิจัยหรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ให้คุณค่าแก่ชุมชน และเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยว่าจะทำให้กระบวนการดังกล่าวเข้าถึงหัวใจของการมีส่วนร่วมที่เป็นการร่วมเรียนรู้ ค้นหาคำตอบร่วมกันของ “คณะ(ทีม)วิจัย” อันมีคนในชุมชนเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการวิจัยด้วยตนเองได้อย่างไร |
|||||
|
|||||
ความเชื่อและความเข้าใจต่อเรื่อง “ความรู้และผู้รู้” ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ มักกำหนดหัวข้อวิจัยจากภายนอก และให้ผู้วิจัยทำการศึกษาข้อมูลมือสอง เพื่อกำหนดประเด็นศึกษาและแยกแยะเป็นหมวดหมู่ เช่น ข้อมูลทางเศรษฐกิจ/สังคม/วัฒนธรรม/การปกครอง ฯลฯ จากนั้นให้ค้นหา “ผู้รู้”(key man / key person) เพื่อให้ตอบในประเด็นนั้นๆ ระเบียบวีเช่นนี้จึงไม่สอดคล้องกับหลักการของกระบวนการศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วม หลักการสำคัญในการสร้าง “การเข้ามามีส่วน” ในกระบวนการศึกษาคือ ความเชื่อที่ว่าคนในชุมชนต่างเป็น “ผู้รู้” ที่มีองค์ความรู้ในดำรงชีวิตที่แตกต่างกันตามสถานะ ยกตัวอย่าง เช่น เราจะได้เรียนรู้ในเรื่องของพืชที่ใช้สร้างบ้าน-ทำฟืน ทำเครื่องมือจับสัตว์จากกลุ่มพ่อบ้าน และจะได้เรียนรู้พรรณพืชที่ใช้เป็นอาหาร ใช้ย้อมสีผ้าจากแม่บ้าน และที่น่าสนใจก็คือเราจะสามารถได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์เล็กๆ เช่น แมลง นก หนูป่า หรืออาหารของวัว-ควาย ได้จากกลุ่มเด็กและเยาวชน ฯลฯ องค์ความรู้และผู้รู้จึงมิได้ติดอยู่เพียงผู้อาวุโสหรือผู้นำท้องถิ่นเท่านั้น แต่ความรู้เหล่านั้น ได้กระจัดกระจายไปในกลุ่มคนต่างๆ ในชุมชน ทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานภาพ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจึงเป็นกระบวนการที่ดึงเอาผู้คนเหล่านั้นมาร่วมเรียนรู้ ร่วมค้นหา เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคุณค่าและศักยภาพของชุมชน เป็นการกระตุ้นให้ชุมชนได้ตระหนักถึง “ศักดิ์ศรีและสิทธิ” ของตนในการร่วมมีส่วนในทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่จะเกิดแก่ชุมชนอันจะนำไปสู่การวิเคราะห์และตัดสินใจในการกำหนดแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาโดยชุมชน
ปฎิรูปกระบวนการและวิธีการศึกษาเรียนรู้ กระบวนการศึกษาในสถาบันการศึกษาทำให้คนในสังคมคุ้นชินกับวิธีการศึกษาแบบการเรียนการสอนตามตำรา มีผู้บรรยายถ่ายทอดความรู้ให้เรียน ท่องจำ และนำไปปฏิบัติการด้วยการทดสอบ ตอบคำถามได้ตรงตามตำรา กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่นกลับเป็นกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติในวิถีประจำวัน ผ่านการลองผิดลองถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่อาจไม่ได้มีการบันทึกเป็นตำรา หากถ่ายทอดด้วยการสืบทอด และบางอย่างถูกยกให้เป็นความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อันเป็นกุศโลบายให้จำและทำต่อๆ กันมา แต่คนทั่วไปรวมทั้งคนในชุมชนเองกลับกลับถูกครอบงำจากกรอบความรู้ทางวิชาการให้เข้าใจว่าความรู้ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้ กระบวนการศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ชุมชนหลุดพ้นจากกรอบความเชื่อเดิมๆ ในเรื่อง “ความเป็นวิชาการ” กระบวนการศึกษาจึงควรได้ทำให้คนในชุมชนได้ร่วมคิด วิเคราะห์ และตระหนักต่อการร่วมค้นหาความรู้และคำตอบ ด้วยการถอดรหัสคำว่า “วิชาการแบบชุมชน” ให้ได้ กระบวนการศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วมจึงเท่ากับเป็นการค้นหากระบวนวิธีการวิจัยแบบชาวบ้านไปด้วยท่ามกลางการปฏิบัติการวิจัย |
|||||
ที่มา : จดหมายข่าว สิทธิชุมชน ฉบับที่ 3 เดือนธันวาคม 2546-มีนาคม 2547 (หน้า 12-15) |
Be the first to comment on "วิจัยแบบชาวบ้าน วิชาการแบบชุมชน"