วิสัยทัศน์ 2020 จากภาคประชาสังคม

“วิสัยทัศน์ 2020 จากภาคประชาสังคม”

            น่ายินดีที่การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม ผ่านไปด้วยบรรยากาศสุดวิเศษ เริ่มจากกระแสความตื่นตัวของประชาชนทั่วประเทศ ที่ออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนกันอย่างล้นหลาม

จนทำให้หลายคน ลุ้นทำสถิติใหม่ ภาพคนไทยเข้าแถวยาวเป็นระเบียบด้วยสีหน้าแววตาที่เบิกบาน โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องรายงานเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน กลุ่มสังเกตการณ์เลือกตั้งและสื่อมวลชนต่างชาติร่วมเป็นสักขีพยาน และรายงานข่าวให้คนทั่วโลกได้รู้ ได้เห็น

          น่าชื่นใจที่เห็นคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีที่ทราบผลแน่ชัด กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสุภาพบุรุษ และแสดงความยินดีต่อคุณยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย  ขณะเดียวกันผู้ชนะเองก็แสดงความขอบคุณคู่แข่งอย่างให้เกียรติ ท่าทีและท่วงทำนองที่สร้างสรรค์เช่นนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศของความปรองดอง และภาพลักษณ์ใหม่ในสายตาโลก  ยิ่งเมื่อคุณทักษิณ  ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ยืนยันว่าจะเข้าสู่โหมดปรองดอง โดยจะยังไม่กลับประเทศหากจะกลายเป็นตัวเพิ่มปัญหา นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนายิ่งนัก

           อันที่จริงผลการเลือกตั้งก็ออกมาอย่างที่หลายคนคาดหมาย  พรรคเพื่อไทยชนะเด็ดขาดและอยู่ในเงื่อนไขที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็อยากให้เป็นเช่นนั้น  เพราะที่ผ่านมาการเป็นรัฐบาลผสมมักจะทำให้เกิดสภาพการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกัน  ทำให้มีปัญหาการลูบหน้าปะจมูก เมื่อพรรคร่วมเกิดทุจริตคอร์รัปชั่น  การทำงานขาดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล  แต่นี่ไม่ทันไร  รัฐบาลผสม 5 พรรคก็เผยโฉมออกมาแล้ว แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างก็พอเข้าใจได้ที่ คุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยต้องการฐานที่มั่นคงในสภา จึงดึงพรรคที่ใกล้ชิด และเคยมีสัญญาใจกันมาร่วมรัฐบาล 300 เสียงตามสูตร

          อย่างไรก็ตาม ขณะที่สังคมกำลังรอดูว่าหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดยิ่งลักษณ์ (หนึ่ง) จะเป็นอย่างไร  ผมอยากฝากว่าถ้าจะรักษาบรรยากาศแห่งความปรองดอง และความคาดหวังของสังคมเช่นนี้เอาไว้ คุณยิ่งลักษณ์ จะต้องไม่เอาพวกดิบเถื่อน  และพวกสีเทาเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพราะนั่นคือการท้าทายความรู้สึกของกลุ่มพลังทางสังคมอีกกลุ่มใหญ่ที่จะนำไปสู่อันตรายและความลำบากของรัฐบาลโดยไม่จำเป็น ผมเห็นรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยที่เข้าข่ายจะมาเป็นรัฐมนตรีแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้. จริงอยู่พวกเขาอาจเป็นคนเก่ง มีผลงานการทำศึกสู้รบมาโชกโชนและมีบุญคุณต่อพรรค  แต่บทบาทการเป็นรัฐมนตรีของประชาชนทั้งประเทศนั้นแตกต่าง  ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความเป็นสุภาพสตรีและเป็นนักธุรกิจของคุณยิ่งลักษณ์คงจะระแวดระวังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

 

          น่าเห็นใจนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศในสภาพที่มีเรื่องร้อนๆ รออยู่มากมาย  ปัญหาชายแดนกัมพูชาจะจบอย่างไรโดยที่คนไทยไม่รู้สึกว่าเราสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร และเสียผลประโยชน์ทางทะเลที่เกี่ยวพัน ปัญหาความฮึกเหิมของขบวนการล้มเจ้าที่เติบใหญ่มาพร้อมกับงานใต้ดินของพรรคและมวลชนจะควบคุมดูแลกันอย่างไร ปัญหาไฟใต้จะแก้ได้ด้วยนโยบายเขตปกครองพิเศษจริงหรือ นโยบายประชานิยมชุดใหม่ๆ ทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้รากหญ้าเสพติดจนเสียสุขภาพ เมกกะโปรเจคท์ที่ประกาศไว้ทำอย่างไรไม่เสี่ยงต่อการล้มละลายจากหนี้สินสาธารณะ จะถมทะเลอย่างไรไม่กระทบปัญหาสิ่งแวดล้อมจนคนลุกฮือฯลฯ อยากให้ท่านท่องคาถาเอาไว้ในใจเสมอว่า “ทางสายกลางๆๆๆ” นะครับ

 

 

          ถ้าถามว่าอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ทำอะไรเป็นพิเศษบ้าง  โดยส่วนตัวผมอยากเห็นรัฐบาลกล้าที่จะทำการปฏิรูปการปกครองครั้งใหม่  ผมหมายถึงว่าประเทศไทยเคยปฏิรูปการปกครองมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง  ทำให้รอดพ้นจากมหาอำนาจนักล่าเมืองขึ้นมาได้อย่างหวุดหวิดและสง่างาม  แต่บัดนี้ผ่านมาร้อยกว่าปีโลกได้เปลี่ยนไปมาก  สิ่งที่เคยเหมาะสมและใช้ได้ดีในอดีตไม่อาจรับมือกับปัญหาที่สลับซับซ้อนในปัจจุบันได้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง  การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่คณะกรรมการปฏิรูปเสนอนั้นไม่ใช่แค่การแก้ไขกฎหมาย  ไม่ใช่แค่การปฏิรูปการเมือง  ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ  แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจความสัมพันธ์ทั้งระบบอย่างบูรณาการ  ซึ่งการนี้ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็งและกล้าหาญเป็นแกนขับเคลื่อน

 

 

          ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นผู้นำของโลกในด้านรอยยิ้มและความดีงาม  ผมเชื่อว่าคนไทยสามารถสร้างแบรนด์ที่ว่านี้ได้เช่นเดียวกับคนจีนที่ทุ่มเททำงานตลอด 30 ปี ภายหลังยุคเหมาเจ๋อตุง จนสามารถสร้างแบรนด์ประเทศจีนยุคใหม่ที่เข้มแข็งทันสมัยทุกด้านในวันนี้ เราจะไปแข่งกับใครในด้านเศรษฐกิจ หรือในด้านการเมืองการทหารคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าในเรื่องรอยยิ้มและความดีงามเราสามารถเป็นมหาอำนาจได้แน่นอน

 

 

          ผมมั่นใจว่าถ้าเรามีรัฐบาลที่ฉลาดปราดเปรียวและมีพลังทางสังคมที่เข้มแข็งช่วยกันทำงาน  ภายใน 10 ปี ข้างหน้าเราจะเป็นผู้นำอาเซียนในด้านสันติภาพ ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลได้ นั่นหมายความว่าปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านหมดไป คนไทยมีค่านิยมและทัศนคติเชิงคุณธรรมที่สูงขึ้น, องค์กรชุมชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรธุรกิจ และหน่วยราชการส่วนใหญ่มีธรรมาภิบาล, เหตุรุนแรงทางการเมืองและทางสังคมลดลง, ปัญหาคอร์รัปชั่นลดน้อยลงจนควบคุมได้ ดัชนีความโปร่งใสของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ

 

          สุดท้าย  ผมอยากเห็นรัฐบาลทุ่มเทในการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมและลงทุนพัฒนาระบบงานอาสาเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง  เพราะนับวันภาวะแวดล้อมโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงจนยากที่ใครหรือประเทศใดจะรับมือได้โดยลำพัง  เราอาจช่วยประเทศอื่นไม่ได้มากนักในด้านพิบัติภัยธรรมชาติ  แต่การช่วยดูแลกันเองเป็นเรื่องที่ต้องจัดวางระบบและพัฒนาศักยภาพของกลไกต่าง ๆ อย่างมืออาชีพ  ลำพังข้าราชการนั้นเขามีข้อจำกัดมากและปัจจุบันมักล้าหลังประชาชนในหลาย ๆ  เรื่อง  จึงต้องการฝ่ายนโยบายที่เข้มแข็งช่วยกำกับดูแลครับ

พลเดช   ปิ่นประทีป

Be the first to comment on "วิสัยทัศน์ 2020 จากภาคประชาสังคม"

Leave a comment

Your email address will not be published.