สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค.

วันนี้(29ก.ย.49) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) จัดแถลงข่าว สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค.

วันนี้(29ก.ย.49) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) จัดแถลงข่าว สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่าการทำเอฟทีเอเป็นเรื่องเดียวกับระบอบทักษิณ เอฟทีเอไม่มีกระบวนการ ตอนที่คัดค้านที่เชียงใหม่ คุณทักษิณบอกว่าไม่ต้องเข้าสภาเพราะไม่มีใครรู้เรื่อง เอฟทีเอมีปัญหาทั้งเรื่องผลกระทบและกระบวนการ สัญญาณอันตรายที่เราเห็นชัดเจน คือ รายชื่อที่ปรึกษาต่างประเทศที่ออกมาล้วนสนับสนุน ทั้งผลักทั้งดัน เรื่องเอฟทีเอทั้งสิ้น โดยไม่สนใจกระบวนการที่ดี ไม่มีการเปิดรับฟังผลกระทบรอบด้าน

กระทรวงพาณิชย์ นอกจากกำลังแก้กฎหมายสิทธิบัตร ยังจะแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ ศาลฏีกาเคยมีคำพิพากษาว่าการถ่ายเอกสารของนักศึกษาไม่ผิดเพราะเป็นไปเพื่อการศึกษา แต่เรากำลังจะมีกฎหมายแบบที่ว่าการถ่ายเอกสารทำได้ไม่เกิน 10 บรรทัด เป็นต้น หรือ การทำ temporary file ในอินเตอร์เน็ตก็อาจมีความผิด

นายจักรชัย โฉมทองดี กล่าวถึง อนาคต FTA ภายใต้ คปค. ว่าจากโครงการศึกษาและปฎิบติงานพัฒนา (โฟกัส) กล่าวว่านับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา มีการพูดกันมากเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังไม่พ้นจากวังวนเดิมๆของการพึ่งพิงการส่งออกและการลงทุน ให้ความสำคัญของจีดีพีมากกว่าความกินดีอยู่ดีของแรงงานและชาวบ้าน นี่แสดงให้เห็นว่าก่อนและหลังวันที่ 19 ทิศทางการดำเนินเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาต่างชาติผ่านข้อตกลงพหุภาคีและทวิภาคี ทำให้รัฐบาลไม่สามารถคุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน รักษาความมั่นคงทางอาหาร มียาราคาที่เป็นธรรม นี่เป็นหลักใหญ่ที่เราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอรัปชั่นหรือความสมานฉันท์ แน่นอนว่าเราต้องเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งรีบ แต่เรามองข้ามไปไม่ได้คือ เอฟทีเอเป็นการผูกมัดระยะ เอฟทีเอก่อกำเนิดโดยแท้มาจากรัฐบาลทักษิณ ต้องแยกให้ออกว่านโยบายที่เกิดมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีหลายส่วนเป็นการผลักดันโดยประชาชน แต่หลายนโยบายมาจากระบอบทักษิณเอง ซึ่งนโยบายเหล่านี้สังคมตั้งคำถามและนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของประชาชน

ปัญหาของเอฟทีเอ คือ กระบวนการไม่โปร่งใสและเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ของชาติโดยส่วนร่วม ทั้งสองแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะกระบวนการไม่ดีนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตราย อันแรก เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อันที่สอง ก่อให้เกิดความแตกแยก เพราะผลกระทบเป็นวงกระจายแต่ประโยชน์กระจุก

ในบรรยากาศการปฏิรูปการเมืองในปัจุบัน ต้องบอกว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีความชอบธรรมใดๆในการสร้างพันธะกรณีในต่างประเทศไม่ว่าจะในระดับพหุภาคีหรือทวิภาคี เพราะว่าข้อตกลงทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกระดับ และเป็นแรงปรารถนาของประชาชนที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารควรให้เกียรติประเทศอื่นในการชะลอเรื่องนี้ไปก่อน และที่สำคัญให้เกียรติกับประชาชน เพราะขณะนี้หากจะมีการตัดสินใจใดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งที่ผ่านมาช่วยสนับสนุนส่งเสริมและหาข้ออ้างให้กับกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด

หลายคนคิดว่าการทำรัฐประหารจะทำให้การเจรจาชะลอไปโดยปริยาย ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯได้ประนามการทำรัฐประหาร ล่าสุดสหรัฐฯตัดลดการช่วยเหลือกับกองทัพไทย นั่นเป็นระเบียบของสหรัฐฯที่มีอยู่แล้ว แต่การทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจไม่มีข้อกำหนดใดที่ระบุว่าจะต้องทำกับประเทศที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งและมีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เช่น จอร์แดนและโมร็อคโค ได้ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯไปแล้ว ดังนั้น เมื่อมีรัฐบาลในอาทิตย์หน้า อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการดำเนินการเจรจาในทันที

รัฐบาลจากรัฐประหารมักได้รับแรงกดดันจากนานาประเทศและมักมีความห่วงใยต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น รัฐบาลจากรัฐประหารมักจะโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของต่างประเทศ เช่น การทำรัฐประหารปี 2535 รัฐบาลขณะนั้นได้ยอมตามข้อเรียกร้องของบริษัทยาข้ามชาติจนทำให้มีการแก้กฎหมายหลายฉบับ

ไม่กี่สัปดาห์จากนี้ไป รัฐบาลมหาอำนาจจะไม่รีรอเดินหน้าทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์เทียนอันเหมินได้รับการประนามจากต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ แต่เมื่อไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ พบว่าการค้าขายและการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น และเป็นนาทีทองที่บริษัทข้ามชาติรู้ดีว่าสามารถเข้าไปยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้

ข้อกล่าวอ้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อการทำเอฟทีเอยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของคณะปฏิรูปการปกครองฯว่าจะเดินหน้าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ตกลงผูกมัดสร้างพันธะกรณีของไทยกับประเทศอื่น หรือจะสนับสนุนสร้างกระบวนการประชาธิปไตย โดยรอจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากประชาชนและมีกระบวนการที่โปร่งใสก่อนดำเนินการตกลงใดๆ เพราะนอกจากจะไม่ชอบธรรมและยังมีโอกาสเสียเปรียบด้วย

กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ (TPA) จะหมดอายุในเดือนกรกฏาคม 2550 หากสหรัฐฯจะทำข้อตกลง ประธานาธิบดีบุชต้องยื่นเจตจำนงภายในวันที่ 2 เมษายน 2550 และลงนามภายใน 30 มิถุนายน 2550 โอกาสยืดเวลาออกไปมีน้อยมาก เท่าที่ผ่านมา นักวิชาการทุกสำนักชี้ตรงกันว่าเวลาจากนี้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีข้อตกลงที่มีประโยชน์และเสมอภาค

เรื่องกระบวนการเจรจาที่โปร่งใสนั้น มีการผลักดันมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 19 กันยายน และฝ่ายวิชาการและฝายการเมืองก็เห็นด้วยว่าควรจะมีกระบวนการที่ดีกว่านี้ ตัวอย่างข้อเสนอ เช่น การผ่านสภาควรผ่านตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลังการเจรจา ฝ่ายนิติบัญญัติควรจะสามารถเรียกดูเอกสารสำคัญได้ นอกจากนี้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบ ที่สำคัญจะต้องมีกฎหมายในการเจรจาและทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อันนี้เป็นก้าวที่ประเทศที่จะพัฒนาไปในอนาคตต้องมี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรจะมีกลไกแบบนี้ชัดเจน ข้ออ้างที่ว่าหากไม่ลงนามกับประเทศใดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไม่สามารถอ้างได้ ไม่มีหลักฐาน เพราะโมเดลการศึกษาที่ผ่านมาอยู่บนสมมุติฐานว่าภาษีลดลงเหลือ 0% และมีการกำจัดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีลงอย่างสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริงข้อตกลงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล กล่าวถึงบทเรียนการทำ FTA ที่ผ่านมา ว่าที่ผ่านมาเราเอาภาคเกษตรไปสังเวยหรือแลกกับสิ่งที่จะได้ เช่น อิเล็คโทรนิก สิ่งทอ หรือการร่วมทุนกับต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคม ในกรณีของจีน เราเอาสินค้าเกษตร 150 กว่ารายการที่เป็นผักและผลไม้ไปแลก ทำให้ราคาสินค้าผักและผลไม้ภายในประเทศตกลงถึง 60% เมื่อผักและผลไม้จากจีนทะลักเข้ามา การทำสนธิสัญญาเกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่น้อย เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคนได้รับผลกระทบ ดังนั้น มันจึงต้องมีกระบวนการที่มีคนเข้าร่วม หรือที่เราเรียกว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะ

ที่ผ่านมา ประชาชนโดนยึดอำนาจไปเยอะ ต้องมีกระบวนการคืนอำนาจให้ประชาชน สิ่งที่จะแสดงความจริงใจ คือพัฒนากระบวนการให้คนมีส่วนร่วมในการพิจารณานโยบายที่เกี่ยวพันกับชีวิตคน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากระบอบทักษิณที่ยึดอำนาจประชาชนไปแล้วก็ไปตัดสินใจเองโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม ในสมัยรัฐบาลคุณอานันท์ในปี 2535 มีการออกกฎหมายไปมากกว่า 400 ฉบับ ดังนั้นช่วง 6 เดือน- 1 ปีเป็นระยะอันตรายที่ทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาชนต้องจับตามอง

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล กล่าวถึงการทำ FTA กับผลประโยชน์ทับซ้อนว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเอฟทีเอเป็นมรดกบาปของระบอบทักษิณ มันมีข้อกังขามากมาย เช่น เรื่องความไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่กังวลที่สุดขณะนี้ คือ คณะที่ปรึกษาต่างประเทศ และที่ปรึกษาเศรษฐกิจบางส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างมรดกบาป พยายามช่วยเหลือในการเซ็นเอฟทีเอโดยละเมิดรัฐธรรมนูญ

ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อน ในการเซ็นกับจีน มีการขยับวงโคจรของไอพีสตาร์ และบางกลุ่มทุนได้ข้อมูลภายในจากการเซ็น สามารถส่งสินค้าไปได้ง่ายดายโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ในเอฟทีเอกับออสเตรเลีย ทำให้กลุ่มไอพีสตาร์ตั้งสถานีภาคพื้นในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ สินค้าที่ขายดิบขายดีคือ การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่ผูกพันกับรัฐบาลชุดที่แล้ว มีการนำเข้าสินค้าราคาถูก เช่น เหล็ก ทองแดง ซึ่งผู้ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเปิดโรงงานไว้ล่วงหน้า ดังนั้น จึงน่าสนใจว่ามีการใช้ข้อมูลภายในหรือไม่ รวมทั้งตั้งแต่มีเอฟทีเอ อุตสาหกรรมแปรรูปนมจำนวนมากไม่ยอมใช้นมดิบของเกษตรกรไทยอีกเลย

ในวันเดียวกันกับที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯประนามการรัฐประหารในไทย ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศท่าทีว่าพร้อมที่จะเดินหน้าเจรจาถ้ามีรัฐบาลโดยไม่ได้บอกว่ารัฐบาลต้องมาจากประชาชนหรือไม่ ย้อนหลังในปี 2535 รัฐบาลรสช. ที่มีคุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงนั้น สหรัฐฯกดดันไทยเพื่อจะตัดสิทธิจีเอสพี โดยต้องการให้ไทยแก้พรบ. สิทธิบัตร จริงๆแรงกดดันมีมาตั้งแต่ช่วงยุครัฐบาลพลเอกเปรม แต่นักวิชาการและภาคประชาสังคมส่งข้อมูลเรื่องผลกระทบไปให้ ช่วงพลเอกชาติชาย มีนักกิจกรรมและงานวิจัยหลายชิ้นออกมาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อมีการรัฐประหาร รัฐบาลรัฐประหารต้องการสร้างการยอมรับจากต่างประเทศ ให้เห็นว่าเป็นรัฐบาลโลกาภิวัฒน์ ดังนั้น จึงยอมแก้ไข พรบ. สิทธิบัตร จะเห็นว่ารัฐบาลยุคก่อนๆมีการยอมรับว่าจะมีผลกระทบ แต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารจะมีความอ่อนไหวต่อการยอมรับของนานาประเทศ ดังนั้น เราไม่อยากให้ปี 2549 เป็นเหมือนปี 2535 แต่เมื่อดูคณะที่ปรึกษาเราค่อนข้างวิตกกังวล เพราะนอกจากจะสร้างมรดกบาปแล้ว ยังไม่มีความกล้าทางจริยธรรมในการออกมาบอกถึงผลกระทบที่แท้จริงที่จะมีต่อประเทศ บางส่วนเห็นว่าฝรั่งเป็นพระเจ้า อีกประการสำคัญ คือ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามีการแก้ไขพรบ.สิทธิบัตร ที่ผ่านมา รัฐบาลทักษิณไม่ยอมเอาเอฟทีเอเข้าสู่การพิจารณารัฐสภา ขณะเดียวกันก็มีการแก้กฎหมายไว้ก่อนเพื่อรองรับเอฟทีเอ หนึ่งในนั้นคือ พรบ.สิทธิบัตร ร่างสุดท้ายขณะนี้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์และกำลังจะส่งเข้า ครม. มีข้อเรียกร้องของสหรัฐฯที่ยื่นในการเจรจารอบ 6 ที่ผ่านมาบรรจุอยู่ไม่ต่ำกว่า 80% รวมถึงเรื่องที่ใหญ่ที่สุด คือการตัดการคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตร หรือ pre-grant opposition

เมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมา กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ไปประท้วงบริษัท GSK เพราะมีการนำยาเก่ามารวมเป็นยาใหม่ มีการคัดค้านมาโดยตลอด โดยการยื่นคัดค้านตามกฎหมาย แต่พรบ.ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. นั้นกำลังจะเอาเรื่องการคัดค้านก่อนการให้สิทธิบัตรออก โดยอ้างว่าจะเป็นสากล แต่จริงๆแล้ว ทุกประเทศมีกระบวนการเรื่องการคัดค้านการออกสิทธิบัตรทั้งสิ้น ยกเว้นสหรัฐฯและประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯไปแล้ว

ที่มา : มูลนิธิเพื่ผู้บริโภค  www.consumerthai.org

Be the first to comment on "สัญญาณอันตรายเอฟทีเอภายใต้เงา คปค."

Leave a comment

Your email address will not be published.