ตะวันลับดอยหลวงเชียงดาวไปนานแล้ว
ครั้นหันอีกฟากฝั่งหนึ่งทางตะวันออก, จะมองเห็น
เหตุการณ์ปางแดงนั้นยังคงมืดดำไม่เปลี่ยนแปลง
…..
ปางแดง…เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง: ชื่อเรื่องเดิม |
||||||||||||||||||
ภู เชียงดาว อานุภาพ นุ่นสง: ภาพประกอบ : เรื่อง |
||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||
“ขอให้อยู่ในความสงบ…เดี๋ยวเราจะพาไปอบรมที่อำเภอ…”
“จะพาไปรับแจกผ้าห่ม เสร็จแล้วจะพากลับมาส่งที่บ้านเหมือนเดิม…”
ครั้นเมื่อชาวบ้านยื่นบัตรประจำตัว ไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูไปมา แต่ท้ายสุดกลับไม่ยอมคืนให้
“ไปคุยกันที่อำเภอก่อน แล้วถึงจะคืนให้…” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกชาวบ้าน
เหตุการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ใครบ้างที่เจอเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง..
“จับพวกเราทำไม…พวกเราทำผิดอะไร…” เสียงครวญถามด้วยความไม่เข้าใจ
ทว่ากลับไร้คำตอบ…มีแต่ถูกต้อนขึ้นรถอย่างเข้มงวด
บางคนขัดขืนไม่ยอมขึ้นรถ จึงถูกเจ้าหน้าที่เข้ากระชากลากขึ้นอย่างไม่ปราณีปราศรัย บ้างถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลัง ชายคนหนึ่งถูกด้ามปืนกระแทกเข้าที่ศีรษะ บางคนวิ่งหนีเข้าไปในไร่ข้าวโพดแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไล่กวดจับต้อนขึ้นรถจนได้ บางคนวิ่งหลบหนีไปทางด้านหลังของหมู่บ้าน กระโดดลงไปในลำห้วยขณะน้ำป่ากำลังเชี่ยวกราก เร็วและแรง จนกระแสน้ำกระชากพัดร่างไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง
กระนั้น, เจ้าหน้าที่ก็ยังคงกวาดต้อนชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง…
“เราไม่ได้ทำผิด…ทำไมต้องจับเราไป…” “สงสารพวกเราเถอะ…ขอร้อง อย่าเอาตัวผมไปเลย” เสียงของความหวาดกลัวของชาวบ้านทั้งเด็ก คนเฒ่าคนแก่ ชายขาด้วน หญิงท้องแก่ดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน บ้างร้องไห้ บ้างยกมือไหว้วิงวอนร้องขอ…ทว่าไม่เป็นผล…เจ้าหน้าที่ยังคงกราดเกรี้ยว กวาดต้อนและใช้ความรุนแรง!!
ในที่สุด 48 ชีวิต ทั้งชนเผ่าลาหู่ ลีซู ปะหล่อง และคนพื้นราบ ก็ถูกจับไปสุมรวมกันในที่ว่าการอำเภอหลังเก่า…พร้อมกับความสับสนไม่เข้าใจ ในโมงยามอันแปลกเปลี่ยนเช่นนี้ “พวกเราทำผิดอะไร พวกเราทำผิดอะไร…” เสียงครวญของความทุกข์ยังย้ำอยู่ซ้ำ ๆ ดังไปทั่ว… ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของญาติพี่น้องชนเผ่าปะหล่อง ลาหู่ ลีซู และคนพื้นเมืองที่ติดตามกลุ่มญาติที่ถูกจับกุม พวกเขามาออกันเต็มลานสนามหญ้าหน้าอำเภอ ด้วยความเป็นห่วงในชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
นานหลายนาน…ที่ชาวบ้านผู้ถูกจับกุม ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้าไปจับพิมพ์ลายมือลงในเอกสารที่วางไว้ โดยที่ทุกคนมิได้รับรู้ว่าพิมพ์ลายมือไปเพื่ออะไร!? ใช่, เพียงไม่กี่โมงยาม…ชาวบ้านทั้ง 48 คน เป็นชาย 34 คน หญิง 14 คน กลับกลายเป็นผู้ต้องหา“ข้อหาบุกรุกป่า” ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่กันมานานนับนาน
และเป็นเรื่องน่าแปลก- – พวกเขาถูกตั้งข้อหาบุกรุกป่า ทั้ง ๆ ที่กำลังหลับนอนอยู่ในบ้านของตัวเอง
“พวกเรานอนกันอยู่ดีๆ ต้องโดนข้อหาบุกรุกทำลายป่า พวกผมเป็นแพะรับบาปจริงๆ ขนาดผู้หญิงท้องอ่อนท้องแก่ คนเฒ่า เด็ก คนขาด้วน ยังถูกจับเลย พวกเราอยู่แต่ในบ้าน จะบุกรุกทำลายป่าได้อย่างไร พวกคุณนั่นแหละบุกรุกพวกเรา…” ชายบ้านคนหนึ่งบ่นพ้อในชะตากรรมที่เกิดขึ้น
และเมื่อยามที่ผมได้พูดคุยกับเธอ “แสงหล้า จะดู่” หญิงสาวชาวลาหู่ ผู้มีดวงตาเศร้า ใบหน้าหมอง…เธอบอกเล่าถึงเหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน น้ำเสียงเธอนั้นสั่นพร่า… เหมือนกับว่ายังตกอยู่ในห้วงเหวของความหวั่นหวาดขลาดกลัวอยู่ไม่หาย
“ตื่นเช้า แม่กำลังทำกับข้าว เจ้าหน้าที่ขึ้นมาบนบ้าน บอกไม่ต้องกลัว มาสำรวจคนต่างด้าว ไปอำเภอแป๊บเดียวก็ให้กลับแล้ว แล้วเขาก็ขอใบทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน…” แสงหล้า จะดู่ หญิงสาวชาวลาหู่ บอกเล่าถึงตอนที่แม่ของเธอถูกจับ
ใช่…นอกจากแม่ของเธอถูกจับกุมแล้ว ยังมีพ่อและพี่เขยของเธอถูกจับกุมในครั้งนี้ด้วย
ในขณะที่อีกครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวโดนจับ กระท่อมหลังนั้นจึงเหลือเพียงแต่แม่เฒ่าตาบอด อยู่กับหลานตัวเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีใครจะรู้ชะตากรรมต่อไปว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร!?
“ทำไมต้องมาจับพวกเราด้วย…ทั้งที่เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ทำไมไม่คิดถึงจิตใจของเราบ้าง หรือว่าพวกเขามองเราเหมือนไม่ใช่คน…” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าปนหยันในเรื่องราวอันเลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาสู่ครอบครัวของเธอ…
เหตุการณ์ครั้งนี้, สื่อมวลชนได้ประโคมข่าวไปทั่ว พร้อมกับภาพเหตุการณ์ที่ชาวบ้านถูกจับกุม ซึ่งเชื่อว่าใครหลายคนมองเห็นภาพเหล่านั้นแล้วคงจะมีอารมณ์ความรู้สึกไม่แตกต่างกัน…
ผมจดจ้องมองภาพของชายชรายืนน้ำตาคลอเกาะซี่กรงเหล็ก หญิงชรา หญิงท้องแก่ หญิงแม่ลูกอ่อน และชายขาด้วนพิการใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินลงจากรถคุมขังที่มีซี่กรงเหล็กกั้นล้อมรอบ ก่อนพยุงกายเดินตรงไปลานหน้าที่ว่าการอำเภอหลังเก่า ซึ่งได้กลายเป็นที่คุมขังชาวบ้านชั่วคราว
เป็นภาพที่กระทบความรู้สึกให้รันทดและหดหู่ยิ่งนัก… ช่างเหมือนกับสัตว์ป่าบาดเจ็บจากการถูกพรานล่า สีหน้าแววตาหวาดหวั่นกับชะตากรรมที่โดนกระทำมาหมาด ๆ ก่อนจับมาคุมขังโดยมิรู้สาเหตุ ว่าจับมาเพื่อสิ่งใด!?…เพื่อความเกลียดชัง หรือเพราะมีอคติต่อชนกลุ่มน้อย
จึงทำให้หัวใจของผู้มีอำนาจ ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในชั่วขณะเข้าจับกุมนั้น…พลันหลงลืมภาวะของศักดิ์ศรี และคุณค่าของความเป็นคนไปเสียสิ้น เหมือนกับว่าพวกท่านได้มองคนเหล่านั้นเป็นเพียงสัตว์ป่า จนหลงลืมว่าพวกเขาก็คือคนเหมือน ๆ กัน
ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่อย่างนั้น อยู่กับความสับสน หม่นมัว และสิ้นหวัง!! เป็นการตั้งคำถามในนามมนุษยธรรม!? “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก…มันเป็นครั้งที่สามแล้ว ที่พวกเขาเข้ามาจับกุมพวกเรา โดยที่เราไม่ได้ทำผิด“ “มันต้องมีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน…” เสียงใครคนหนึ่งพึมพำ ๆ ออกมา
|
||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||
ที่มา : ประชาไท |
Be the first to comment on "สารคดี: ปางแดง…สิทธิมนุษยชนที่แหว่งวิ่น เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง(1)"