กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิทยุท้องถิ่นไทยพบ “สุรนันท์ ต่อรองขอผ่อนผันมาตรการ 30 วัตต์ 30 เมตร 15 กิโล” เพื่อยื่นหนังสือขอโอกาสให้กลุ่มวิทยุท้องถิ่นสามารถดำเนินการภายใต้กรอบกำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ เสาสูงไม่เกิน 60 เมตร รัศมีกระจายเสียงภายในจังหวัด
กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิทยุท้องถิ่นไทย (THAI LOCAL BROADCASTERS NETWORK) เข้าพบนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ รมต. ประจำสำนักนายก ฯ เพื่อยื่นหนังสือขอโอกาสให้กลุ่มวิทยุท้องถิ่นสามารถดำเนินการภายใต้กรอบกำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ เสาสูงไม่เกิน 60 เมตร รัศมีกระจายเสียงภายในจังหวัด มีโฆษณาธุรกิจและบริการของท้องถิ่น 70 % และพร้อมจะเสียภาษีให้รัฐและหักรายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนวิทยุชุมชน โดยขอให้รัฐผ่อนผันจากมาตรการดำเนินกับสถานีวิทยุชุมชนที่กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้รบกวนคลื่นวิทยุการบินและกำลังส่งเกิน 30 วัตต์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มิ.ย. นี้เป็นต้นไป
นส.สกาว สืบสายเชื้อ ประธานเครือข่าย TLBN กล่าวกับนายสุรนันท์ว่าทางเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 200 สถานี ได้มีการตรวจสอบกันแล้วว่าได้ใช้เครื่องส่งาตรฐานที่ไม่รบกวนคลื่นหลัก และคลื่นวิทยุการบิน แต่มีความกังวลว่าหากถูกลดกำลังส่งเหลือ 30 วัตต์ เสาสูงไม่เกิน 30 เมตร จะไม่สามารถประกอบธุรกิจระดับ SME ในท้องถิ่นได้ เพราะทางกลุ่มแม้จะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการอลุ่มอล่วยให้มีวิทยุชุมชน แต่โดยเนื้อแท้ไม่ใช่วิทยุชุมชนที่ไม่ต้องการให้มีโฆษณา จึงอยากให้รัฐเปิดโอกาสให้สถานีวิทยุที่รองรับธุรกิจระดับท้องถิ่นให้สามารถอยู่ได้ อย่างน้อยจนกว่า กสช. จะเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อจะได้ทดลองเรียนรู้การออกอากาศเช่นเดียวกัน นายสุรนันท์กล่าวว่าโดยหลักการรัฐเห็นด้วยที่จะให้มีวิทยุระดับ SME ที่รองรับภาคธุรกิจท้องถิ่น แต่เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีมติ กกช. รองรับเหมือนกรณีของวิทยุชุมชน จึงต้องขอปรึกษากษฎีกา และฝ่ายกฎหมายว่าจะหากฎหมายอะไรมารองรับ เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าตนจัดสรรคลื่นให้โดยผิดกฎหมาย “จริง ๆ แล้วเรื่องกฎหมายไม่ยาก แก้ไขกันได้ แต่หลักเกณฑ์ต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประเทศไทยเราประนีประนอมกันได้ถ้าเป็นเด็กดีก็มานั่งคุยกัน ให้ตรวจสอบเครื่องส่งกันโดยดี แต่เรื่องการรบกวนวิทยุการบินผมยอมไม่ได้เด็ดขาด และถึงที่สุดเมื่อไหร่ที่ กสช. เกิด กติกาทุกอย่างก็ต้องมาเริ่มต้นว่ากันใหม่” นายสุรนันท์กล่าว นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายก ฯ กล่าวว่า ขอให้ทุกฝ่ายทั้งภาควิทยุกระแสหลัก วิทยุธุรกิจท้องถิ่น วิทยุชุมชน วิทยุภาครัฐ ได้เสนอแผนแม่บทมาเพื่อให้รัฐบาลโดยระดมนักวิชาการเรียบเรียงเป็นแผนแม่บทที่เสนอ กสช. เพื่อพิจารณา เพราะ กสช. เพียง 7 คนไปร่างแผนแม่บทเองอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน “รัฐยอมรับว่าวิทยุธุรกิจท้องถิ่นเหมือนคนที่มีโอกาสมาเตะฟุตบอลอยู่ข้างสนาม อยู่ ๆ จะให้เลิกเตะแล้วรอ กสช. ก็คงไม่ถูก เราต้องให้กลุ่มทุนเล็กทุนน้อยมีโอกาสทดลองการออกอากาศด้วย แต่วิทยุธุรกิจท้องถิ่นไม่ใช่วิทยุชุมชน จะต้องมีการศึกษาเพื่อหาทางออก ต้องปรึกษากฤษฎีกา ไม่ใช่รัฐเป็นฝ่ายทำผิดกฎหมายเอง เมื่อทางเครือข่ายวิทยุธุรกิจท้องถิ่นได้นำเสนอโครงสร้างที่ชัดเจน จะได้ขยายการผ่อนผัน แต่ทั้งนี้ทุกสถานีต้องยอมรับการตรวจสอบของภาครัฐด้วย และมีข้อห้ามว่าแต่ละสถานีไม่ให้ทำเครือข่ายการถ่ายทอดออกไปเป็นทอด ๆ ต้องเป็น SME โมเดล ไม่ใช่วิทยุระดับชาติ” นายวุฒิพงศ์กล่าว นายวุฒิพงศ์ยังได้ร้องขอให้เครือข่ายช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยว่าแนวคิดของการให้มีโฆษณาไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะถ้าไม่มีเลย แล้วไปรับเงินจากต่างชาติ หรือรับเงินจากองค์กรศาสนาเหมือนกรณีของหนังสือ “พลังแห่งชีวิต” จะเป็นเรื่องเสียหายยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามที่ปรึกษารัฐมนตรี ฯ ได้ย้ำหลักการอีกครั้งว่า วิทยุธุรกิจท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ควรต้องเกิด เพื่อให้โอกาสของธุรกิจในระดับท้องถิ่น เช่นสินค้า OTOP กลุ่มแม่บ้านในจังหวัด หรือแม้กระทั่งร้านก๋วยเตี๋ยวในท้องถิ่น เพราะหลายจุดในหลายจังหวัดวิทยุกระแสหลักเองก็ยังครอบคลุมไม่ถึง ดร.กณพ เกตุชาติ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายก ฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีสุรนันท์ได้รับปากให้เวทีของกลุ่มวิทยุธุกิจท้องถิ่นได้มาร่วมเสนอแผนแม่บทด้วย ที่ผ่านมาการดำเนินการของ กทช. และกระประชาสัมพันธ์จะทำในส่วนของการรบกวนคลื่นวิทยุการบิน ซึ่งมีการสั่งระงับสถานีวิทยุชุมชนหลายสถานีในจังหวัดเชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา และล่าสุดที่ลพบุรีแล้ว และหลังจากวันที่ 15 มิ.ย. จะขยายลงไปเรื่องโครงสร้างในส่วนของวิทยุที่รบกวนคลื่นหลักและคลื่นโทรทัศน์ต่อไป โดย มงคล บางประภา หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ 6 มิ.ย. 48 สาระสำคัญของจดหมายและนิยามวทท. มีดังนี้ เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) ขอโอกาสเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เตรียมความพร้อมวิทยุท้องถิ่นภาคเอกชนขนาดเล็กเต็มรูปแบบตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา ๒๖ การอนุญาตให้ประกอบการต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนซึ่งขณะนี้มีแต่สถานีวิทยุภาครัฐ ที่ส่วนมากให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เช่าทำธุรกิจ และสถานีวิทยุภาคประชาชน(วิทยุชุมชน)เท่านั้น และเพื่อให้ภาคเอกชนขนาดเล็กได้มีโอกาสประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่น และเป็นแนวทางสนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เมื่อมี กสช.แล้ว ดังนั้นจึงเรียนมาเพื่อขอโอกาสดังนี้ 1.มาตรการของรัฐบาลที่จะทำการตรวจจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนทุกแห่ง ตามประกาศวันที่ 27 พฤษภาคม 2548 ขอให้เป็นไปเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องส่งให้เป็นไปตามมาตรฐานไม่ให้มีคลื่นไปรบกวนคลื่นอื่นๆและให้ระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไข 2.ขอให้จัดเวทีสัมมนาภาคเรียนรู้ของผู้ประกอบการวิทยุเอกชนขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม 3.ขอให้ตั้งหน่วยงานรับผิดชอบและออกระเบียบโครงการการเรียนรู้วิทยุเอกชนขนาดเล็กแบบ SMEs ตามการเสนอของเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) Thai Local Broadcasters Network นิยาม ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) คือ “นักจัดรายการวิทยุอิสระท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการโดยคนในท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ท้องถิ่น และ เป็นอิสระจากกลุ่มทุนใหญ่” คำอธิบาย “เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท)” ดังนั้น สัดส่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนควรได้รับจะอยู่ที่ร้อยละ 80 และอิงตามมาตรา 25 คือ“…ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนระดับชาติและระดับท้องถิ่น… รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่างๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ดังนั้น เครือข่าย วทท. จึงมีความเห็นว่าควรจะจัดให้มีกระบวนการเรียนรู้สำหรับวิทยุภาคเอกชนระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) อันเนื่องมาจาก มีกลุ่มผู้ประกอบการวิทยุขนาดกลางและเล็กในลักษณะเดียวกันนี้ เกิดขึ้นและดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากประกาศดังกล่าวของกรมประชาสัมพันธ์ คำอธิบาย “การเรียนรู้ภาคเอกชนระดับท้องถิ่น (ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย : วทท.) คือ การเป็นวิทยุภาคเอกชนขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น นำเสนอข่าวสาร และเนื้อหาของรายการเพื่อบริการท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ รวมทั้งมีการบริหารจัดการในรูปแบบของนิติบุคคล และต้องการมีแผนการเรียนรู้ภาควิทยุเอกชนขนาดกลางและเล็ก (SMEs) แบบครบวงจรดังต่อไปนี้ 1. ด้านเนื้อหาสาระ 1. เป็นการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร จากภาครัฐสู่ประชาชน 2. เป็นการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร จากประชาชนสู่ภาครัฐ – รับข้อมูล ข้อร้องเรียน ปัญหาต่างๆ จากประชาชน สื่อสารผ่านสื่อให้รัฐได้รับทราบ 3. สื่อสารข้อมูลของประชาชนในท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น – เป็นการประชาสัมพันธ์ สื่อสารข้อมูลข่าวสารของประชาชนในท้องถิ่นร่วมกัน 4. สร้างสรรค์ ความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่นด้วยกัน 5. สื่อข่าวสารสาระ และความบันเทิง ในท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่น 6. สนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่นในด้านต่างๆ โดยคำนึงถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สังคม วัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา กีฬา ฯลฯ 7. มีโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าโดยรวม ไม่เกิน 8 นาทีต่อชั่วโมง 8. สามารถตอบสนองด้านการโฆษณาของธุรกิจท้องถิ่นนั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 – เพื่อการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นให้สามารถประชาสัมพันธ์ แบบเข้าถึงประชาชนในท้องถิ่น 2. ด้านจรรยาบรรณ 1. ต้องธำรงและรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเลื่อมใส และส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข 3. ด้านเทคนิค 1. ใช้เครื่องส่ง ไม่เกิน 500 วัตต์ 2. เสาส่งสูงไม่เกิน 60 เมตร – เพื่อให้ครอบคลุมการกระจายเสียงไม่ให้เกินกว่าที่กำหนด 3. มีการควบคุมการส่งกระจายสัญญาณทั้งความถี่ และเสียง มิให้ไปรบกวนคลื่นความถี่อื่น ๆ – โดยใช้อุปกรณ์เครื่องส่งและอุปกรณ์ประกอบที่มีคุณภาพมาตรฐาน 4. ด้านการจัดการองค์กร 1. จัดตั้งโดยบุคคลในท้องถิ่นรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 5 คน 2. จัดตั้งและดำเนินการในรูปแบบของนิติบุคคล 3. ถือหุ้นในกิจการวิทยุฯ ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อคน 4. มีงบลงทุนที่สามารถตรวจสอบได้ไม่เกิน 5,000,000 บาท 5. มีการจัดองค์กรในการบริหารงาน เป็นไปตามรูปแบบสถานีวิทยุอย่างมีมาตรฐาน 6. มีการจัดทำผังรายการสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นอย่างชัดเจน 5. ด้านการจัดสรรรายได้ – เพื่อเป็นการสนับสนุน สื่อภาคประชาชน(วิทยุชุมชน) ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ |
ที่มา : www.thaibja.org |
Be the first to comment on "“สื่อ” วิทยุท้องถิ่น ต่อรองมาตรการ 30 วัตต์ 30 เมตร 15 กิโลฯ"