หัวใจในการพัฒนาสภาวะผู้นำ PERSONAL MASTERY

 “หัวใจของสภาวะผู้นำอยู่ที่การลงไปสืบค้นสิ่งดีที่มีอยู่ในศาสนา ในหลักธรรม และนำมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยโดยการค้นหาปรัชญาในศาสนาต่างๆ ใช้วิธีการ ภาษา การนำเสนอแบบใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ”

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องพื้นฐานสำหรับสภาวะผู้นำ(Personal Mastery)    วันที่16-19 กันยายน 2547  ณ ปะการังรีสอร์ท จ.พังงา จัดกระบวนการโดย อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  สถาบัน การเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (CIVICNET)     ได้รับความร่วมมือจากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)    โดยการสนับสนุนของสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ผู้นำ (Leader) คือ ผู้ที่เป็นพลังช่วยเหลือคนรอบข้างให้เจริญเติบโต  ด้วยการทำให้ตนเองและผู้อื่นแก้ไขความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกที่กำลังเปิดตน (เปลี่ยน)  ช่วยทำให้เกิดความจริงใหม่ที่เราปรารถนาอยากเห็น

 หัวใจของสภาวะผู้นำอยู่ที่การลงไปสืบค้นสิ่งดีที่มีอยู่ในศาสนา ในหลักธรรม และนำมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยโดยการค้นหาปรัชญาในศาสนาต่างๆ ใช้วิธีการ ภาษา การนำเสนอแบบใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ

หัวใจหรือหลักการของสภาวะผู้นำ มีดังนี้

  • หลักในการคิด  คือการใช้ใจคิด ไม่ใช้สมอง การใช้ใจคิดคือการเปิดใจ คำพูดทุกคต้องออกมาจากใจไม่ใช่เสแสร้ง  ชีวิตสาธารณะต้องใช้ใจเชื่อมโยงถึงกัน สัญลักษณ์ของการฝึกอบรมครั้งนี้คือ ไคมาจากภาษาจีน แปลว่าการเปิด หมายถึงการเปิดใจรับความคิด ความรู้สึกผู้อื่น

  • บทบาทของศิลปะกับการพัฒนาสภาวะผู้นำ  อ.ชัยวัฒน์ได้ยกตัวอย่างตำนานเรื่อง มูซาชิ ได้ข้อคิดว่า ศิลปะทำให้สภาวะจิตใจดีขึ้น ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป หัวใจของการเรียนรู้คือการปฏิบัติไม่ใช่ทฤษฎี

 

การเรียนรู้สำเร็จได้จากการกระทำให้เป็นจริง การเรียนรู้ต้องใช้หลักการดังนี้

1.      Aspiration หมายถึง ความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อไปสู่อนาคตที่ปรารถนา ผู้นำที่ดีต้องมีการสร้างAspirationให้แก่ตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา คือมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน

2.      Generative Conversation หมายถึง การสนทนาแบบผลิดอกออกผล คือการเรียนรู้ การเสวนาแลกเปลี่ยนทัศนะจากนักปราชญ์หรือนักวิชาการสายต่างๆแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

 

1.      System Thinking หมายถึง วิธีคิดแบบกระบวนระบบ จะต่างกับวิธีคิดแบบเส้นตรง (Linear thinking) หรือการคิดที่ว่าถ้าเหตุเป็นอย่างนี้แล้ว ผลจะต้องเป็นอย่างนั้น” อย่างสิ้นเชิง เพราะ System Theory จะเป็นการคิดบนพื้นฐานของระบบที่มีความซับซ้อน (Complex System) คือถ้าเป็นอย่างนี้ก็สามารถเป็นอย่างนั้นหรือเป็นอย่างโน้นได้ไม่ตายตัว (not only…but also…) คือมีความเป็นไปได้หลายอย่าง ๆ ฉะนั้น หัวใจของ System Theory จึงไม่ได้อยู่ที่ การวิเคราะห์วิจัยเฉพาะส่วนนั้น ๆ เท่านั้น แต่จะเป็นการพิจารณาความสัมพันธ์” ของปัจจัยสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดว่าสัมพันธ์กัน นอกจากนั้นหากเรานำแนวคิดทฤษฎีกระบวนระบบมาใช้ในพุทธศาสนา หรือทางพระ จะเรียกว่า การคิดแบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งหมายถึง การคิดให้ถึง ต้นตอ การคิดแยบคาย คิดให้ถึงรากเหง้า คิดอย่างละเอียด ลึกซึ้ง ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจใช้ได้หลายคำ เช่น Reflective Thinking คือคิดสะท้อน คิดหลายแง่หลายมุม หรือ Systematic Thinking คือคิดเป็นระบบ เนื้อหาในพระไตรปิฎกได้พูดถึงวิธีคิดต่าง ๆ ไว้มากมาย แต่ส่วนมากมิได้บอกตรง ๆ แต่จะแฝงอยู่ในความหมายระหว่างบรรทัดว่า เป็นการสอนวิธีคิดแบบนั้น ๆ เช่น สอนให้เข้าใจความไม่มีตัวตน โดยให้พิจารณาองค์ประกอบของร่างกาย หรือที่เรียกว่าขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) วิธีสอนเช่นนี้กระตุ้นให้รู้จักคิดแยกแยะองค์ประกอบทีละส่วน ๆ เพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง

2.      Share Vision หมายถึง การสร้างภาพวิสัยทัศน์ร่วม สร้างภาพที่ปรารถนาร่วมกัน คือการสนทนาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์แล้วนำมาประมวลสรุปเข้าด้วยกันเป็นวิสัยทัศน์ร่วม

Contemplative Thinking หมายถึง การคิดอย่างพินิจพิจารณาลึกซึ้ง (คิดด้วยใจ) คือ การเปิดใจตนเอง คิดด้วยใจ ไม่คิดด้วยสมอง ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจรับความคิด ความรู้สึกของผู้อื่นด้วย

หัวใจของสภาวะผู้นำอีกเรื่อง คือการเข้าสู่พื้นที่ ต่างๆ ดังนี้

1.      Comfort Zone คือ พื้นที่ที่คุ้นเคย เป็นพื้นที่ที่สบายไม่ต้องปรับตัว

2.      Stretch Zone คือ พื้นที่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เป็นพื้นที่ยืดหยุ่นแต่ถ้าปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่นั้นให้ได้ก็จะสามารถอยู่ได้

3.      Panic Zone คือ พื้นที่อันตราย เมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกกดดัน เป็นเรื่องยากต่อการปรับตัวหากต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่นี้

           การพัฒนาสภาวะผู้นำ  เราต้องเข้าไปเจอกับ Stretch Zone หรือ Panic Zone ให้มากที่สุด เป็นการฝึกการปรับตัว ฝึกวิธีคิด และการแก้ปัญหา เพื่อให้พ้นผ่านสภาวะกดดันไปให้ได้ การที่เราอยู่ในComfort Zone มากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับพื้นที่หรือเข้าสู่สภาวะที่กดดัน   ดังนั้นผู้นำจึงต้องฝึกคิด ฝึกทำสิ่งใหม่ๆ  ฝึกเข้าไปในที่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาความคิดได้

           วิสัยทัศน์หรือภาพอนาคตของผู้นำ  วิสัยทัศน์หรือภาพอนาคตควรจะเชื่อมโยงกับคุณค่าที่เรายึดถือไว้ อย่างไรก็ตาม เราต้องประเมินความเป็นจริงของภาพอนาคตนั้นว่าไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ดังนั้นความเป็นจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากเราละเลยความเป็นจริง ภาพในอนาคตไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่จะไปถึงภาพอนาคตที่ปรารถนาได้นั้นจะต้องมี ช่องว่าง คือความตึงต้านที่สร้างสรรค์ (Creative Tension) เราจึงต้องแปรเปลี่ยนความตึงเครียดหรือช่องว่างดังกล่าว มาเป็นตัวผลักดันให้เกิดพลังในการสร้างภาพอนาคตหรือวิสัยทัศน์ให้เป็นจริง

 

         กระบวนการต่อมา คือ การทบทวนรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้

อุดม จงไกรจักร(พังงา)   

เจริญ  ถิ่นเกาะแก้ว(ภูเก็ต)

     จากการที่ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ พอจะสรุปวิธีการที่จะเป็นผู้นำที่ดี 3 ข้อ คือ

1.       ผู้นำที่ดีต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน

2.       ความรู้เปรียบเสมือนอาวุธที่เป็นโลหะ คือถ้าเราอบรมแล้วไม่นำไปใช้ก็จะเกิดสนิมแล้วจะสลายไปโดยไร้ประโยชน์

3.       การนำข้อ1 มารวมกับข้อ 2 และทำซ้ำๆกัน สิ่งที่ทำคือประชามติอย่างยินยอม ทำให้เกิดการยอมรับในที่สุด

            สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงาน คือ พยายามนำทีมงานให้แสดงความสามารถมากขึ้น มีการปรึกษาหารือกันเดือนละ 2-3 ครั้ง  หลังจากที่ได้อบรมกับ อ.ชัยวัฒน์ ได้นำหลักการต่างๆมาประยุกต์ เช่น System Thinking และ Dialogue เพื่อนำมาใช้กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นประมาณ 30%      ส่วนความสัมพันธ์ในทีมงานดีขึ้นประมาณ 50%

       ที่ผ่านมาการทำงานของทีมงานภูเก็ตมีลักษณะการทำงานคือการที่ลงไปทำงานกับชุมชนไหนก็ตาม เราต้องดูสภาพชุมชนก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วทำงานให้กลมกลืนกับสภาพชุมชนนั้น ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานมีประมาณ 80% และเห็นความชัดเจนในเรื่องของความมุ่งมั่นในการทำงานของทีมงานมากขึ้น

 

วุฒิชัย  เลิศไกร(สุราษฏร์ธานี

มหามะบักรี  ลือบางาฮุ(นราธิวาส)

         เห็นได้ชัดเจนว่าชุมชนมีความหลากหลาย ความคิดของคนในชุมชนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานของชุมชนคือ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ความคืบหน้าในการทำงานตอนนี้ประมาณ60% ความสัมพันธ์ของทีมงานตอนนี้ไม่ค่อยดี บางคนไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น


สิ่งที่ทีมงานต้องปรับปรุงคือเรื่องของความเป็นผู้นำ ต้องมาขบคิดกันว่า ทีมงานแต่ละคนมีความสามารถหรือความถนัดในด้านใด และนำมาขับเคลื่อนเรื่องชีวิตสาธารณะได้อย่างไร  ทีมงานแต่ละคนต้องทำงานที่ตนเองถนัด เราต้องคำนึงถึงปัจจัยของสภาพแวดล้อม ว่าจะเดินหรือจะวิ่ง ตรงไหนควรหยุด  ต้องตั้งปณิธานว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ตนปรารถนาเป็นรูปธรรม ภาวะผู้นำต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความรู้ในการนำไปปฏิบัติ มีศิลปะในการนำ

           กระบวนการสุดท้ายคือ การสรุปวิสัยทัศน์ร่วมซึ่งยังไม่ได้ออกมาชัดเจน เนื่องจากความคิดของแต่ละคนในกลุ่มไม่เป็นเอกภาพ  ประเด็นที่ได้ยังกระจายอยู่ ไม่สามารถนำมาผนวกรวมกันได้ 

            อย่างไรก็ตาม PERSONAL MASTERY  บอกเราได้ว่าผู้นำที่ดีไม่ใช่นักการจัดการที่เก่ง         แม้ว่า มียุทธศาสตร์ดีเพียงใดก็ไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้   ผู้นำที่ดีต้องใช้หัวใจในการคิดพินิจพิจารณามากกว่าการใช้สมอง  ดังคำกล่าวของ อ.ชัยวัฒน์ ที่ว่า การรู้ทันโลกต้องรู้ทันตัวเราเองก่อน  แผนการดี  ยุทธศาสตร์ดีไม่มีความหมาย หากขาดหัวใจ



กองบรรณาธิการ : รายงาน

Be the first to comment on "หัวใจในการพัฒนาสภาวะผู้นำ PERSONAL MASTERY"

Leave a comment

Your email address will not be published.