เบื้องหลังการถ่ายทำสารคดี จ.ลำพูน

ในอดีตถ้ามีโอกาสพ่อจะเข้าร่วมพิธีแห่ช้างเผือกด้วยทุกครั้ง ดีใจที่ประเพณีนี้เกิดขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ ประเพณีแห่ช้างเผือกเป็นภูมิปัญญาของคนในอดีต ที่ต้องการให้คนที่อยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้รู้จักกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาเรื่องน้ำ…

 

สันสกฤต มุนีโมไนย รายงาน

 

 

การถ่ายทำสารคดีที่ลำพูนครั้งนี้มีสองช่วงคือวันที่

1-3 มิ.. และ 12-14 มิ..มีแนวคิดสำคัญคือ ชีวิตคนลำพูน ผูกพันกับแม่น้ำลี้มาช้านาน แต่หลายปีที่ผ่านมาสภาพแม่น้ำลี้แปรเปลี่ยนไป ไม่สมบูรณ์เช่นเก่าก่อน แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการแก้ไขปัญหา แต่ความสมบูรณ์ของแม่น้ำลี้ ก็ไม่กลับคืนมา ชะตากรรมคนลำพูนทุกวันนี้ คือ น้ำแล้ง หนี้เพิ่ม ป่าลดโครงการชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่ จ.ลำพูน ได้ร่วมกันวิเคราะห์ว่า การแก้ปัญหาแม่น้ำลี้ที่ผ่านมา เป็นการจัดการกับ ปรากฏการณ์อย่างละเลยวิถี และภูมิปัญญาท้องถิ่น  ขาดการรวมตัวกันของชุมชนที่ใช้ชีวิตตลอดสายน้ำ จึงได้ดำเนินกระบวนการ พูดคุย

ของกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ จนเป็นที่มาของ การจัดกิจกรรม เพื่อฟื้นฟูประเพณีการแห่ช้างเผือก ซึ่งขาดหายไปนานนับสิบปี เพื่อสืบสานคุณค่าแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น และ เพื่อให้กระบวนการแห่งวิถีวัฒนธรรม และการสื่อสารสัมพันธ์ในประเพณีนี้ ปลุกจิตสำนึก คนลำพูนให้ร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาแม่น้ำลี้ อย่างจริงจัง มีพลัง และ เป็นระบบ มิใช่แก้ไขตามปรากฏการณ์ อย่างที่ผ่านมา

 

สาระสำคัญการถ่ายทำ

การฟื้นฟูประเพณีแห่ช้างเผือก

– กิจกรรมดำเนินการระหว่างวันที่

1 – 14 มิถุนายน 2548
– พื้นที่ดำเนินการคือตลอด แม่น้ำลี้ ความยาวประมาณ 180 กิโลเมตร
– กิจกรรมและการถ่ายทำจะเริ่มที่ปลายน้ำ คือ กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง
– การถ่ายทำจะดำเนินการ
2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเริ่มขบวน ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน48 และช่วงท้ายขบวน ระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 48
– วันที่ 1 – 3 มิถุนายน 48 พื้นที่ถ่ายทำ คือ กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง และ อ.บ้านโฮ่ง
– วันที่
12 – 14 มิถุนายน 48 พื้นที่ถ่ายทำ คือ อ.ทุ่งหัวช้าง
– การถ่ายทำในแต่ละช่วงเวลา ประกอบด้วย เก็บภาพกิจกรรม สัมภาษณ์แหล่งข้อมูล และเก็บภาพสำคัญในพื้นที่ เช่น สภาพแม่น้ำ ป่า วิถีชีวิตชุมชน เหมืองฝาย เหมืองคอนกรีต

 

เราเดินทางถึงลำพูนวันที่

31 .. ก็เริ่มการถ่ายทำทันที เนื่องจากคุณจรูญ คำปันนา ประธานโครงการชีวิตสาธารณะ จ.ลำพูน บอกว่าวันนี้มีการสานช้าง(การสร้างช้าง)ที่วัดทุ่งโป่งสาเหตุที่ต้องสานช้างที่วัดทุ่งโป่งเพราะเป็นการให้เกียรติแก่ครูบาจักร อินฺทจกฺโก อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งโป่ง ที่เป็นผู้รื้อฟื้นพิธีแห่ช้างเผือกเป็นครั้งล่าสุดเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และเมื่อเสร็จแล้วจะนำช้างไปไว้ที่วัดดงหลวงเพื่อที่จะเตรียมแห่ช้างจากวัดดงหลวงไปที่สถานีอนามัยดงหลวงซึ่งเป็นปลายน้ำและเป็นจุดที่จะเริ่มทำพิธีในวันรุ่งขึ้น

เริ่มวันที่

1 มิ..ชาวบ้านมารวมตัวกันที่วัดดงหลวงและเริ่มเคลื่อนขบวนไปที่สถานีอนามัยดงหลวง จากนั้นจึงเริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพิธีและประชุมเตรียมงาน ในช่วงเย็นเราได้ไปที่บ้าน พ่อเส้า สุดวงรัตน์ อายุ 74 ปี ผู้เฒ่าแห่งบ้านศรีเตี้ย เพื่อสัมภาษณ์เรื่องวิถีชีวิต การแห่ช้างเผือกและสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลี้ในอดีต พ่อเส้าเล่าให้ฟังว่า ในอดีตเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว แม่น้ำลี้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งสาย ต้นไม้ริมสองฝั่งแม่น้ำส่วนใหญ่เป็นไม้สัก ต่อมามีบริษัทแห่งหนึ่งของอังกฤษเข้ามาสัมปทานป่าไม้และตัดไม้สักเพื่อนำไปสร้างรางรถไฟ ช่วงนั้นป่าไม้ถูกทำลายไปมากจึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม่น้ำ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำ ส่วนเรื่องพิธีแห่ช้างเผือกพ่อเส้าบอกว่า การแห่ช้างตลอดทั้งสายน้ำ ระยะทางกว่า 180 กิโลเมตรนั้น หายไปประมาณ 40 ปีแล้ว แต่การแห่ช้างเผือกที่ต้นน้ำยังมีอยู่ตลอด

ในอดีตถ้ามีโอกาสพ่อจะเข้าร่วมพิธีแห่ช้างเผือกด้วยทุกครั้ง ดีใจที่ประเพณีนี้เกิดขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ ประเพณีแห่ช้างเผือกเป็นภูมิปัญญาของคนในอดีต ที่ต้องการให้คนที่อยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้รู้จักกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาเรื่องน้ำของแต่ละหมู่บ้านเพื่อหาทางช่วยกันแก้ปัญหาน้ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อม คิดว่าถ้าละอ่อน(เด็ก) ได้เห็นเขาจะรับรู้ถึงคุณค่าและสืบทอดประเพณีนี้ต่อไป

 

 

     เช้าวันที่

ในช่วงเย็นไปสัมภาษณ์ พ่อสิงห์ใจ ปัญโญ อายุ

2 มิ.. เราเดินทางไปที่สถานีอนามัยดงหลวงเพื่อถ่ายทำพิธีดาช้าง(ตกแต่ง) และการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ทำพิธีแห่ช้างไปที่วัดศรีเตี้ยในวันที่ 3 มิ.. จากนั้นจึง ถ่ายภาพแม่น้ำลี้และสบลี้ คือ ปลายสุดแม่น้ำลี้ที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง 68 ปี ที่บ้านยางส้ม อ.บ้านโฮ่ง เรื่องประวัติพิธีแห่ช้างเผือก พ่อสิงห์ใจเล่าว่า

พิธีแห่ช้างเผือกขอฝน เป็นกุศโลบายของคนแต่ก่อน ที่ต้องการใช้ช้างเผือกเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของคน เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ช้างเผือกนี้เป็นช้างของพระเวสสันดร เป็นช้างมงคล หากมีในบ้านเมืองใดจะทำให้มีความอุดมสมบูรณ์มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี ฝนตกต้องตามฤดูกาล บ้านจะชุ่มฉ่ำอยู่เย็นเป็นสุข ในอดีตการแห่ช้างเผือกจะแห่กันเฉพาะปีที่บ้านเมืองแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล สมัยเด็กๆพ่อยังจำได้ว่าได้เข้าร่วมพิธีอยู่สองสามครั้ง ต่อมาเมื่อบวชเป็นพระก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จากการถามคนเฒ่าคนแก่ ถามพระ ก็ทำให้รู้เรื่องประวัติ ส่วนตัวพ่อเชื่อว่าการฟื้นฟูประเพณีแห่ช้างเผือกขึ้นมาในปีนี้ จะทำให้ละอ่อนได้เห็นคุณค่าและต้องสืบทอดต่อไป

 

 

 

        เริ่มวันที่ 3 มิ.. เราไปที่อนามัยดงหลวงเช่นเคย วันนี้มีชาวบ้านมาร่วมงานหลายร้อยคน ชาวบ้านช่วยกันเอาฝ้ายมาติดประดับตกแต่งที่ตัวช้าง ผมและทีมงานไม่รอช้าเมื่อชาวบ้านบอกว่าติดฝ้ายที่ตัวช้างแล้วจะได้บุญ เมื่อตกแต่งช้างเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มพิธีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เทศนาธรรมปลาช่อน/พญาคางคก,ปล่อยปลา (เนื้อหาในการเทศน์จับความได้ว่า เป็นการภาวนาให้บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล) เป็นเรื่องน่าแปลกอยู่เหมือนกันว่า ระหว่างที่พระเทศนาอยู่นั้นอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็เริ่มเย็นลง มีเมฆเคลื่อนมา เมื่อพระสงฆ์เทศนาและฉันเพลเสร็จแล้ว ขบวนก็เริ่มเคลื่อน จากนั้นฝนก็ตกหนัก แต่ถึงฝนจะตกแค่ไหน ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค ผมเห็นได้ชัดเจนในความศรัทธาของชาวบ้านตลอดเส้นทางที่ขบวนแห่ไป มีชาวบ้านร่วมทำบุญและเฝ้ารอขบวนแห่ช้าง เมื่อขบวนแห่ไปถึงวัดศรีเตี้ยจึงนำช้างเข้าโบสถ์และทำพิธีอีกครั้ง จากนั้นชาวบ้านจึงแยกย้ายกันกลับ

 

สิ่งที่น่าประทับใจมากกับประเพณีฟื้นฟูการแห่ช้างเผือกในครั้งนี้ เห็นได้ถึงความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ทุกคนมีความตื้นตันและยินดีเมื่อพูดถึงพิธีนี้ ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ถึงการแห่ช้างเผือกจะเห็นท่านพูดและเล่าให้ฟังด้วยความสุข มีน้ำตาคลอทุกครั้ง อย่างน้อยผมก็เห็นความเป็นชีวิตสาธารณะของชาวบ้านที่มีความร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเพื่อทำให้ท้องถิ่น สังคมน่าอยู่และเพื่อสืบทอดไว้ให้ลูกหลานต่อไป ครั้งนี้ก็ขอจบการรายงานประเพณีแห่ช้างเผือกในช่วงแรกไว้เท่านี้ พบกันใหม่ในช่วงท้ายขบวนแห่วันที่

12 – 14 มิ..นี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรจะรายงานให้ทราบกันอีกครั้งครับ

Be the first to comment on "เบื้องหลังการถ่ายทำสารคดี จ.ลำพูน"

Leave a comment

Your email address will not be published.