เร่งสมรรถนะของชาติ
ยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติทั้ง 8 เรื่องที่กล่าวข้างต้นก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางปัญญา ซึ่งยังมีอื่นๆอีกมากอันจะไม่กล่าวในที่นี้ สกว.ในการทำงานมา 16 ปี อยู่ในฐานะที่จะรู้ดีที่สุดถึงงานวิจัยและนักวิจัยเก่งๆทั้งประเทศ รัฐบาลใหม่น่าจะขอให้ สกว.ยกร่างข้อเสนอยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ
เร่งสมรรถนะของชาติ
มีการพูดกันมากเรื่อง “รัฐล้มเหลว” หรือ Failed State คือ มีการขาดสมรรถนะอย่างรุนแรงในการทำงานต่างๆ ให้ได้ผลไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ วิกฤติการณ์ทางการเมือง ที่ปรากฏชัดเจนเป็นเวลานานพอสมควรแล้วคือความอ่อนแอของภาคการเมือง ทั้งทางสติปัญญาความสามารถและทางจริยธรรม การที่การเมืองซึ่งเป็นองค์กรอำนาจรัฐสูงสุดแต่มีความอ่อนแอ ทำให้ประเทศทั้งประเทศเหมือนเป็นอัมพาต ซึ่งนอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานเก่า เช่น ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมแล้วยังไม่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสภาพของโลกาภิวัฒน์ที่เราอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในโลกได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น จากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และสงคราม ประเทศต้องมีสมรรถนะสูงจึงจะสามารถเผชิญวิกฤติจากภายในและภายนอกประเทศได้
นอกจากภาคการเมืองที่มีทรัพยากรบุคคลค่อนข้างน้อย เรามีทรัพยากรบุคคลอยู่ในภาคต่างๆที่กว้างขวางใหญ่โตกว่าภาคการเมืองมาก เช่น ภาคชุมชนท้องถิ่น ระบบราชการทั้งพลเรือนและกองทัพ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาคการสื่อสาร ตลอดจนองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระต่างๆ เช่น สกว. สวรส. สปสช. สช. พอช. สถาบันพระปกเกล้า สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง
ต้องตั้งคำถามว่า จะนำทรัพยากรทั้งหมดของเรามาสร้างสมรรถนะของชาติได้อย่างไร ในที่นี้ขอนำเสนอ 8 เรื่อง คือ
1. สร้างความเข้มแข็งทางการเมือง การเมืองอ่อนแอ เพราะเงินขนาดใหญ่มากถูกทุ่มเข้ามาสู่การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ทำให้ระบบการเมืองพิกลพิการและอ่อนแอ การหาทางยับยั้งไม่ให้เกิดธนาธิปไตยเป็นเรื่องใหญ่ที่จะช่วยให้การเมืองเข้าไปสู่ธรรมนองคลองธรรมมากขึ้น การมีบทบัญญัติและกระบวนการลงโทษนักการเมืองอย่างรุนแรงน่าจะเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาการเมืองให้เข้มแข็งจริงๆ แล้วพรรคการเมืองควรจะพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบัน เป็นเครื่องมือของสังคม ไม่ใช่ของเจ้าของ มีความรู้ มีความดี มีสมรรถนะสูง
2. การเมืองภาคพลเมือง ในช่วงที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่า ยามที่การเมืองรวมศูนย์อำนาจได้ ไม่มีองค์กรหรือสถาบันใดที่ทานอำนาจได้เลย นอกจากการเมืองภาคประชาชน หากการเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งองค์กรทางการเมืองจะมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 87 ได้บัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในการพัฒนา การตัดสินใจทางนโยบาย และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับเวลานี้มีสภาพัฒนาการเมืองเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง มีสถาบันพระปกเกล้าเป็นสำนักงานเลขานุการ มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรเข้ามาทำวิจัยสร้างความรู้สนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองอย่างเต็มที่
3. การสื่อสารที่เป็นเครื่องมือของประชาชน หากมีการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนรู้ความจริงโดยทั่วถึง และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของประชาชน การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็ง คอรัปชั่นจะทำได้ยากขึ้น
4. ปรับความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการเสียใหม่ การที่อำนาจทางการเมืองครอบข้าราชการโดยสมบูรณ์ ทำให้ระบบราชการด้อยประสิทธิภาพ รวนเร พิกลพิการ ควรปรับความสัมพันธ์ระหว่างระบบทั้ง 2 เสียใหม่ ให้ฝ่ายการเมืองทำนโยบายจริงๆแทนที่จะคอยล้วงลูก (ล้วงเงิน) จากฝ่ายปฏิบัติ ควรจะให้ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี และปลัดกระทรวงมีวาระ วาระละ 4 ปี จะได้ไม้ต้องวิตกกังวลว่าจะถูกนักการเมืองปลดย้ายทุกวี่ทุกวัน โดยมีคณะกรรมการประเมินที่เป็นอิสระ กพร. ควรปฏิรูประบบราชการจากการเป็นระบบรัฐรวมศูนย์ อันเป็นรัฐเผด็จการ ไปสู่การเป็นระบบรัฐในระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดเป็นงานยาก กพร. จะทำโดยลำพังไม่ได้ แต่ควรได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆให้สามารถ “เขยื้อนภูเขา” ได้
5. ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศเข้มแข็งทุกด้าน ประเทศทั้งหมดก็จะเข้มแข็งด้วย และจะเกิดประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local Democracy) ที่ช่วยรองรับให้ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพ ขณะนี้องค์กรอิสระต่างๆ กำลังมุ่งไปสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รัฐควรกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ โดนรัฐทำหน้าที่สนับสนุนและตรวจสอบ มหาวิทยาลัยทั้งหมดควรหันมาทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ควรมีกลไกที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการตัดสินใจทางนโยบาย
6. บทบาทของภาคธุรกิจในการพัฒนาประเทศ ภาคธุรกิจมีทรัพยากรบุคคลมหาศาล และมีทักษะในการจัดการที่ภาคอื่นไม่มี สมควรจะเข้ามามีบทบาทในการสร้างสมรรถนะของชาติอย่างจริงจัง วิกฤตการณ์ที่ผ่านมาคงจะเห็นแล้วว่า เมื่อชาติขาดสมรรถนะในการเผชิญวิกฤติ ภาคธุรกิจได้รับความกระทบกระเทือนเพียงใด สังคมทั้งหมดเชื่อมโยงกัน ไม่มีส่วนใดที่จะไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อกลไกของประเทศอ่อนแอ ภาคธุรกิจอาจรวมตัวกันตั้ง “สภาธุรกิจเพื่อการพัฒนา” (Business Council For Development) เป็นเครื่องมือทำงาน ควรพิจารณาการสร้างสมรรถนะของประเทศทุกๆด้าน
7. สถาบันวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ประเทศจะรักษาดุลยภาพในตัวเองและกับโลกได้ต่อเมื่อเข้าใจเหตุปัจจัยทั้งจากภายในประเทศและจากนอกประเทศทั้งโลกที่จะมีผลกระทบต่อเราทั้งทางบวกหรือทางลบ แล้วสามารถดำเนินยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างถูกต้อง มิฉะนั้นจะตกอยู่ในฐานะตั้งรับ และถูกกระทำจนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศได้ จำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติที่เข้มแข็ง สกว.ควรสนับสนุนให้สถาบันต่างๆ อย่างน้อยดังต่อไปนี้คือ ทีดีอาร์ไอ นิด้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันวิชาการของกองทัพ ตั้งศูนย์หรือสถาบันวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ที่มีงบประมาณสนับสนุนพอเพียง สามารถทำวิจัยได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งที่ทำโดยแต่ละสถาบันและที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจความสำคัญของการมีสถาบันวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีในปีแรก ผมมีโอกาสคุยกับท่านเป็นส่วนตัว และเรื่องหนึ่งที่แนะให้ทำคือ สถาบันวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ แต่ก็ไม่ได้ทำ รัฐบาลใหม่ควรสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะถ้ามีสถาบันวิจัยพัฒนายุทธศาสตร์ชาติที่เข้มแข็งจะช่วยให้งานด้านอื่นๆทุกด้านเข้มแข็ง
8. คณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี ในสังคมที่สลับซับซ้อนและยาก สันติวิธีมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ประเทศและโลกฝ่าความยากไปได้โดยสูญเสียน้อยที่สุด ความเข้มแข็งมีทุกหย่อมหญ้า ทั้งในครอบครัว ในชุมชน ในองค์กร ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในทางการเมืองในการแย่งชิงทรัพยากรทั้งในพื้นที่และระหว่างประเทศ ถ้าประเทศไม่มีสมรรถนะในทางสันติวิธี ความขัดแย้งจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงและกระทบกระเทือนการพัฒนาหมดทุกด้านได้ เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีหมาดๆ ผมได้ทำหนังสือเสนอให้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี โดยมีนักวิชาการสันติวิธีเป็นกรรมการหลายท่าน มีสำนักงานและเลขานุการอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายกรัฐมนตรีก็ลงนามแต่งตั้งมา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้สนใจงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างจริงจัง คณะกรรมการพยายามเข็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีเรื่องยุทธศาสตร์สันติวิธีแห่งชาติอกมา อันเป็นยุทธศาสตร์สันติวิธีที่ครอบคลุมมาก แต่ขาดการผลักดันทางการเมือง ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติ มิฉะนั้นควรจะจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธีได้ดีกว่า เท่าที่มีคนบาดเจ็บล้มตาย เมื่อเร็วๆ นี้
เมื่อไม่นานมานี้เลขาธิการ สมช. ทำเรื่องเสนอรัฐบาลให้ยุบคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีดังกล่าวไปแล้ว แต่โดยที่สมรรถนะแห่งชาติในด้านสันติวิธีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่ชาติจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ควรมีการออกพระราชบัญญัติสันติวิธี กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีแห่งชาติ และมีสำนักงานคณะกรรมการที่เป็นอิสระสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว เพื่อให้สันติวิธีแห่งชาติมีฐานะทางกฎหมาย ที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีพันธะในการสร้างสมรรถนะทางสันติวิธี ซึ่งต้องการทั้งโลกทัศน์และวิธีคิดใหม่ รวมทั้งทักษะในการคลายความขัดแย้ง ถ้าเราสามารถทำงานทางสันติวิธีได้อย่างเข้มแข็ง นกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศของเราเองแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ต่อโลกด้วย จึงขอให้สนใจในการสร้างสมรรถนะของประเทศในเรื่องสันติวิธีกันให้มากๆ
อันที่จริงเรื่องใหญ่ที่สุดคือ ยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติทั้ง 8 เรื่องที่กล่าวข้างต้นก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางปัญญา ซึ่งยังมีอื่นๆอีกมากอันจะไม่กล่าวในที่นี้ สกว.ในการทำงานมา 16 ปี อยู่ในฐานะที่จะรู้ดีที่สุดถึงงานวิจัยและนักวิจัยเก่งๆทั้งประเทศ รัฐบาลใหม่น่าจะขอให้ สกว.ยกร่างข้อเสนอยุทธศาสตร์ทางปัญญาของชาติ ขอให้คนไทยร่วมกันตระหนักว่าพันธกิจใหญ่ที่สุดของเราคือการปฏิรูปวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมทางปัญญา ประเทศของเราจึงจะหลุดพ้นจากความรุนแรงไปสู่ความเจริญที่เป็นอารยะได้
ประเวศ วะสี
รายงานสรุปเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อการปฏิรูปสังคมครั้งที่ 1/2551
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กทม.
“บทบาทกองทัพและภาคประชาสังคมในวิกฤตบ้านเมือง
: ข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อการปฏิรูปสังคมครั้งที่ 1/2551”
ตามที่ข่ายประชาสังคมไทยได้มีการจัดประชุมเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อการปฏิรูปสังคมครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์นั้น ฝ่ายเลขานุการที่ประชุมได้จัดทำสรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีหนังสือนำเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ :
1. บทบาทกองทัพในสถานการณ์สังคมแตกแยกและวิกฤติการณ์ประชาธิปไตย
กองทัพควรยืนอยู่กับผลประโยชน์ทางสังคม ความอยู่รอดของประเทศ และการคงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์
กองทัพควรยึดหลักแห่งความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นธรรม และการเคารพกฎหมาย
กองทัพควรมีบทบาทในสถานการณ์เฉพาะหน้า 4 ประการ :
1) ป้องกันสังคมไม่ให้เกิดความรุนแรง
– ไม่ยอมให้ตำรวจ-อันธพาล-มือที่สามใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
– ให้สติและข้อคิดเห็นเสนอแนะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชน สื่อสาธารณะ และการสื่อสารโดยตรง
– เตรียมหน่วยปฏิบัติการที่พร้อมจะเข้าควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เสี่ยงและล่อแหลม(ภายใต้พรบ.ความมั่นคงและกฎอัยการศึก)
2) พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์
– ไม่ให้ใครและฝ่ายใดมาใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นเพื่อการจาบจ้วงล้มล้างบ่อนทำลายสถาบัน หรือใช้เพื่อเป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้าม
3) คุ้มกันให้ตุลาการทำหน้าที่ได้โดยอิสระ มั่นคง
– ใครผิด ใครถูกควรว่ากันไปตามหลักและเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยไม่ลำเอียง
4) พิทักษ์รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
4.1) ยืนหยัดไม่ทำรัฐประหาร ช่วยประสานการเจรจาหาทางออกให้กับประเทศ โดยไม่ต้องมีการนองเลือดหรือรัฐประหาร ป้องกันและต่อต้านการทำรัฐประหารอย่างถึงที่สุด
4.2) ให้ความเห็นเตือนสติรัฐบาล และสส.ไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่อันสุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกของสังคม เสียหายต่อรัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย และความสงบสุข
4.3) ใช้กลไกและทรัพยากรสื่อในเครือข่ายกองทัพและกอ.รมน.เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจของประชาชน และสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
2. บทบาทภาคประชาสังคมในวิกฤตประชาธิปไตย
ภาคประชาสังคมควรมีจุดยืนที่ชัดเจนอยู่กับความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นธรรม และการเคารพกฎหมาย เพื่อแยกแยะความผิด-ความถูกที่เกิดขึ้นจากบุคคลและกลุ่มขัดแย้งต่างๆ
1) ควรถักทอเครือข่ายสื่อวิทยุชุมชน และสื่อวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ ให้กว้างขวาง เพื่อขับเคลื่อนสังคมโดยรวมให้สามารถก้าวข้ามภาวะแตกแยกเป็นสีเหลือง-สีแดง มาสู่ภาวะความเป็นเพื่อนคนไทยและเพื่อนมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
2) ควรเรียกร้องอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบวิธีการจนเกิดเป็นกระแสสังคม เพื่อกดดันให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหาวิกฤตชาติ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาล รัฐสภา ผู้นำเหล่าทัพ ตุลาการ และสถาบันข้าราชการ ให้ออกมาทำหน้าที่แก้ปัญหาและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ลอยตัวหนีปัญหาอีกต่อไป
3) ควรเตรียมการจัดตั้งตนเองเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันความรุนแรงทุกรูปแบบอย่างเต็มความสามารถ และถ้าป้องกันไม่ได้ก็สามารถดำเนินการจำกัดวงความสูญเสียให้ได้
4) ควรก่อตัวเป็น“คณะทำงานศึกษาเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย” หรือ คพป.ภาค2 เพื่อเตรียมความพร้อมของสังคมสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่โดยไม่ต้องรอการแต่งตั้งจากภาครัฐ (รัฐบาลหรือรัฐสภา)
Be the first to comment on "เร่งสมรรถนะของชาติ"