“เลือกคนที่รัก เลือกพรรคไปคาน” ยุทธวิธีโหวตเพื่อสังคมเข้มแข็ง

โหวตเชิงยุทธศาสตร์ โหวตเพื่อสังคมเข้มแข็ง และเพื่อเปรียบเทียบนโยบายของพรรคการเมืองโดยใช้ทิศทางว่าด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง สังคมเข้มแข็งและสันติภาพ…..

 

 

พลเดช ปิ่นประทีป เครือข่ายการเมืองของพลเมือง

เจตนารมณ์สำคัญหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มุ่งส่งเสริมการเมืองของพลเมือง เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดอนาคตของตนเอง ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และในกระบวนการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ

 

แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามักขาดความตั้งใจที่ผลักดันนโยบายเพื่อส่งเสริมการเมืองของพลเมือง หรือการพัฒนาระบบประชาธิปไตยทางตรง

 

4 ปีของรัฐบาลปัจจุบัน จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อำนาจตัดสินใจบริหารราชการแผ่นดิน และการแก้ปัญหาของประเทศได้ถูกทำให้รวมศูนย์อยู่ที่กลไกรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีฝ่ายเดียว กลไกระบบตรวจสอบถูกบั่นทอน และแทรกแซง จนลดความสำคัญลงมาก


ประชาชนฐานล่างในชนบทได้รับการหว่านโปรยด้วยโครงการในแนวทางประชานิยมหลากรูปแบบ ระบบเศรษฐกิจใหม่ดูท่าจะสวนทางกับวิถีเศรษฐกิจพอเพียง

ปัญหาทางสังคม ซึ่งมีธรรมชาติและปัจจัยสลับซับซ้อน ที่แก้โดยวิถีของอำนาจ และนิสัยใจเร็วใจร้อนของผู้นำได้นำไปสู่การละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง ทั้งในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนตามสิทธิอันพึงมี และกรณีความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในขณะเดียวกัน นอกจากไม่ส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นพลเมืองแล้ว ยังลิดรอนและปิดกั้นบทบาทขององค์กรภาคประชาชน ปรากฏการณ์ และข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนความล้าหลังของประชาธิปไตยแบบเลือกผู้แทน

ช่วงนี้การโหมโรงของพรรคการเมือง เพื่อแย่งชิงที่นั่ง และพื้นที่ในการเลือกตั้งปี 2548 มีความดุเดือดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ทุกพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายที่มีจุดเด่นในการเสนอตัวเป็นตัวแทนประชาชนเข้าบริหารประเทศ

สถานการณ์ที่เป็นจำนวนที่นั่ง ส.ส.ของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลในปัจจุบัน แม้เริ่มต้นจากคะแนนต่ำกว่า 250 เสียง จึงต้องตั้งรัฐบาลผสม แต่ในที่สุดก็มีการยุบพรรคการเมืองอื่นเข้ามาโดยอาศัยความได้เปรียบในการเป็นรัฐบาล โดยเริ่มจากพรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา ทำให้รัฐบาลมีคะแนนเสียงรวม 330 เสียง จาก 500 ที่นั่ง จึงมีความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว โดยที่ฝ่ายค้านหมดโอกาสจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

 

ถ้าพิจารณาในส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.ในระบบบัญชี 63 ที่นั่ง (เป็นไทยรักไทยเดิม 48 ที่นั่ง ความหวังใหม่ 8 ที่นั่ง และชาติพัฒนา 7 ที่นั่ง) กับพรรคชาติไทยอีก 6 ที่นั่ง ส่วนฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง 31 ที่นั่ง

รัฐบาลปัจจุบันจึงมีความเข้มแข็งจนยากที่จะมีใครมาดุลคานได้ ทั้งจากภายใน ได้แก่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และจากภายนอกคือ ฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ และพลังนอกรัฐสภา ที่โหวตเชิงยุทธศาสตร์ โหวตเพื่อสังคมเข้มแข็ง และเพื่อเปรียบเทียบนโยบายของพรรค

 

การเมืองโดยใช้ทิศทางว่าด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง สังคมเข้มแข็งและสันติภาพ” เป็นกรอบพิจารณา ตลอดจนความน่าเชื่อถือของบุคคลแกนนำและผู้นำของพรรคที่รักษาคำมั่นสัญญา ว่าจะทำจริงตามที่ประกาศไว้

สถานการณ์ปัจจุบันกล่าวได้ว่า ภาคประชาชนจะไม่สามารถเลือกผู้สมัครคนใดและพรรคการเมืองใดแบบง่ายๆ ตรงๆ เพื่อที่จะมอบความไว้วางใจให้เข้าไปผลักดันนโยบายในทิศทางอันพึงประสงค์ได้เลย จึงนำเสนอให้ใช้การโหวตเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแสดงบทบาทของการเมืองของพลเมืองในสถานการณ์เลือกผู้แทนในคราวนี้


โหวตเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่การโหวตเพื่อเลือกใครมาเป็นผู้แทน
หรือเลือกพรรคใดมาเป็นรัฐบาล แต่ประชาชนจะต้องมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่และลุ่มลึกกว่านั้น

โอกาสของการเลือกตั้งที่กำลังมาถึงนี้ ในฐานะของผู้ปฏิบัติเครือข่ายการเมืองของพลเมืองขอเปิดประเด็นให้มีการพูดคุย ถกเถียงกันให้มากว่า เราจะโหวตเชิงยุทธศาสตร์กันอย่างไร

 

เวทีนโยบายสาธารณะเพื่อเอาชนะความยากจน เมื่อ 26 พ.ย.มีการเสนอว่า เราควรตั้งเป้าหมายของการโหวตเพื่อให้ได้มาซึ่งสภาวะที่จะเอื้อให้มากที่สุดต่อกระบวนการสังคมเข้มแข็งในอีก 4 ปีข้างหน้า

เราต้องการฐานรากของสังคมที่เข้มแข็ง จากนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนเข้มแข็ง ไม่ใช่นโยบายประชาสงเคราะห์ หรือประชานิยมแบบไม่รู้จบ

 

ท้องถิ่นเข้มแข็งจากนโยบายกระจายอำนาจ และการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่การรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางหรือรัฐบาล

 

ภาคสังคมต้องเข้มแข็งจากนโยบายสนับสนุนสื่อมวลชนให้มีอิสระและมีความสามารถ นโยบายสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคมอย่างเต็มที่ ไม่ใช่นโยบายควบคุมสื่อ และกีดกันบทบาทของภาคประชาชน

ต้องมีองค์กรอิสระที่เข้มแข็งจากนโยบายที่เคารพ และสนับสนุนบทบาทขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบายที่แทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

เวลาเดียวกันรัฐบาลต้องมีศักยภาพในการดูแลปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาค การแข่งขันกับต่างประเทศ และการเจรจาต่อรองกับโลกาภิวัตน์ ดังนั้นที่ประชุมจึงเสนอว่า เป้าหมายของการลงคะแนนครั้งนี้ควรมุ่งไปที่การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งพอประมาณ และมีพรรคฝ่ายค้านที่มีกำลังเพียงพอเป็นสำคัญ

การระดมความคิดในเวทีนโยบายสาธารณะครั้งล่าสุด กลุ่มแกนประสานเครือข่ายการเมืองของพลเมือง จาก 76 จังหวัด ช่วยกันคิดหาวิธีการที่เป็นรูปธรรมสำหรับการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสังคมเข้มแข็งว่าควรเป็นอย่างไร


เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และแนวโน้มจากกระแสความนิยมของประชาชนทั่วประเทศ ทั้งในชนบท และในเมืองเข้ามาประกอบ และแยกแนวทางการเลือก ส.ส.เขตกับการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคออกจากกัน


เราต้องการคนที่เรารัก เราไว้ใจได้ เป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญา และสามารถเรียกใช้ไหว้วานได้ง่ายเข้าไปทำหน้าที่ ส.ส.เขต เพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการทางสังคมได้เข้าไปเชื่อมได้ง่ายขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพราะ ส.ส.เขตเหล่านี้จะมีหน้าที่หลักในด้านนิติบัญญัติจึงมีเวลาทำงานร่วมกับประชาชนได้มากกว่าพวกที่ต้องเข้าไปบริหารประเทศ


ส.ส.เขตที่มีอยู่
400 เสียง จะเป็นตัวชี้ขาดว่า พรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล และจะเป็นฐานสำคัญที่ค้ำจุนฝ่ายบริหารที่มาจาก ส.ส.จากบัญชีรายชื่อ และก็เป็นอำนาจดุลคานส่วนหนึ่งที่ฝังอยู่ภายใน

 

ที่ประชุมมีข้อสรุปเชิงยุทธวิธีว่า “เลือกคนที่รัก” จากผู้สมัครเป็นรายเขต กล่าวคือ ไม่ว่าจะชอบผู้สมัครเป็นการส่วนตัว หรือชอบพรรคที่สังกัดก็ตาม เราจะเลือกคนที่รัก และพรรคที่ชอบผ่านผู้สมัคร ส.ส.เขตตามแนวทางนี้


สำหรับการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น หากไม่สนใจการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ก็คงให้ไปเลือกพรรคที่ชื่นชอบหรือพรรคที่มีนโยบายเตะตาต้องใจ แต่การเลือกตั้งคราวนี้มีความหมายมากต่อการสร้างสภาวะที่ดุลคานให้พอเหมาะพอดี ระหว่างฝ่ายบริหาร และฝ่ายตรวจสอบ รวมทั้งฝ่ายประชาชนนอกรัฐสภาด้วย

เราอยากเห็นรัฐบาลที่มีเสียงไม่เกิน 280 เสียง ในกรณีที่เป็นรัฐบาลพรรคเดียว หรือไม่เกิน 300 เสียง (จาก 500 เสียง) ในกรณีที่เป็นรัฐบาลผสม

 

ถ้าพิจารณาเฉพาะส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ค้ำจุนรัฐบาลด้วยแล้ว ก็อยากเห็นรัฐบาลที่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกันไม่เกิน 50 เสียง (จาก 100 เสียง) ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว หรือรัฐบาลผสม เพื่อป้องกันการเหลิงจนเกินเหตุ

เลือกพรรคไปคาน” คือ ยุทธวิธีการโหวตเพื่อสังคมเข้มแข็งสำหรับการเลือกตั้งคราวนี้ กล่าวคือ หากเราประเมินแล้วว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว หรือรัฐบาลผสม ก็จะเลือกพรรคตรงกันข้าม เพื่อ “ไปดุล-ไปคาน” โดยมิได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนหรือสกัดกั้นใคร โดยถือว่าผู้สมัครทุกคน ทุกพรรคการเมือง คือ เพื่อน คือ มิตร ซึ่งต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

 

เลือกคนที่รัก เลือกพรรคไปคาน” เป็นเพียงการเปิดประเด็นให้ประชาชนได้มีการถกเถียงกัน และนำไปสู่การเรียนรู้จากปฏิบัติ คือ การเมืองของพลเมืองตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

 

Be the first to comment on "“เลือกคนที่รัก เลือกพรรคไปคาน” ยุทธวิธีโหวตเพื่อสังคมเข้มแข็ง"

Leave a comment

Your email address will not be published.