เสรีภาพกับความเป็นเจ้าของสื่อ

หากสิทธิเสรีภาพของสื่อคือหลักประกันของสังคมประชาธิปไตย    ภาวะสูญญากาศที่เกิดขึ้นกว่า 8 ปี ในการปฏิรูปสื่อของไทย อาจนับเป็นช่วงเวลาของความสูญเสียทั้งในเรื่องประโยชน์ที่สังคมไทยควรได้รับ…..

หากสิทธิเสรีภาพของสื่อคือหลักประกันของสังคมประชาธิปไตยภาวะสูญญากาศที่เกิดขึ้นกว่า8ปี ในการปฏิรูปสื่อของไทย อาจนับเป็นช่วงเวลาของความสูญเสียทั้งในเรื่องประโยชน์ที่สังคมไทยควรได้รับจากทรัพยากรคลื่นที่ถูกจัดวางให้เป็นของสาธารณะภายหลังรัฐธรรมนูญ 2540  รวมถึงการเข้ามาหยิบใช้ทรัพยากรดังกล่าวของภาคประชาชน

            ภาวะที่ค้างคาของกระบวนการสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาบริหารจัดการคลื่น  โดยเฉพาะคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช) และพรบ.ประกอบกิจการในเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่แล้วเสร็จ  ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งความไม่โปร่งใสในกระบวนการสรรหาและความยืดเยื้อในการจัดทำร่างพรบ.แต่สิ่งที่ข้อเขียนนี้จะชี้ชวนพิเคราะห์คือข้อสังเกตว่าภายใต้ภาวะการณ์ที่ค้างคานี้ก่อให้เกิดสิ่งใดบ้าง

         ประการแรกสถานการณ์ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน  ซึ่งมีการจัดทำรายงานสรุปประสบการณ์โดยองค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนเอง    โดยมีเนื้อหาว่าในยุครัฐบาลปัจจุบันที่เป็นตัว

แทนกลุ่มทุนขนาดใหญ่  สื่อมวลชนถูกแทรกแซงแบบทับซ้อนและเบ็ดเสร็จ  อาทิการใช้กลไกรัฐในการตรวจสอบสื่อทั้งด้านข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรมการเงิน  อีกทั้งยังมีการควบคุมด้วยกลไกทางธุรกิจและการโฆษณา  จนชี้ให้เห็นชัดเจนว่าทุนในร่างรัฐกลายเป็นผู้กำหนดวาระทางสังคมซึ่งจะกล่าวในประเด็นต่อไป

เช่นหากหนังสือพิมพ์ฉบับใดพยายามจะใช้สิทธิเสรีภาพนำเสนอข่าวสารในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หรือที่เรียกว่า ทำลายบรรยากาศการลงทุน  รายได้หลักที่มาจากการอุปถัมป์ทั้งจากว่านเครือบริษัทยักษ์ใหญ่หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจะลดน้อยถอยลง  ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจสื่อคงไม่ยินดีเป็นแน่  เพราะที่สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ยืนอยู่ได้ก็เนื่องจากค่าโฆษณา

การแทรกแซงสื่อที่เห็นได้ชัดเจนอีกด้าน  คือการเข้าซื้อหุ้นกิจการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งโดยเครือข่ายรัฐมนตรีบางท่านและถือหุ้นอยู่เป็นอันดับสาม  ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบกับการตัดสินใจในระดับนโยบายของสำนักสื่อแห่งนี้  นอกจากนี้ยังหยั่งรากถึงการแทรกแซงฝ่ายบริหารใช้อำนาจควบคุมกองบรรณาธิการ เช่นกรณีการปลดบรรณาธิการข่าวบางกอกโพสต์  หรือการทำให้ข้อเขียนของคุณประสงค์  สุ่นสิริ คอลัมนิสต์ขาประจำหายไปจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า และเลยเถิดไปถึงการกดดันพันธมิตรหรือผู้อุปถัมภ์หนังสือพิมพ์ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไทยโพสต์  ให้ต้องวิ่งหาโรงพิมพ์ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ส่วนสถานการณ์สื่อในระดับท้องถิ่นก็ไม่ต่างกันมากนัก  เพราะมีการแทรกแซงโดยกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองและธุรกิจท้องถิ่น ด้วยวิธีการเดียวกันกับการครอบงำสื่อในระดับประเทศ  นอกจากนี้รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุถึงความไร้ประสิทธิภาพของพรบ.ข้อมูลข่าวสารที่ทำให้สื่อมวลชนไม่ได้รับความคุ้มครอง  เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ยากลำบากเนื่องจากทิศทางของข้อมูลยังรวมศูนย์อยู่ที่ภาครัฐ

ประการที่สอง การแปรรูป ขยายกิจการ การแก้ไขสัญญาและการสัมปทานนอกกฏหมายเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  และสะท้อนถึงการฉกชิงผลประโยชน์ของสาธารณะในขณะที่ยังไม่มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  ผลท้ายสุดคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.)ที่จะเกิดขึ้นอาจต้องเข้ามาบริหารเพียงก้างปลาที่เหลืออยู่  ตัวอย่างเช่น การปรับสัดส่วนผังรายการของสถานีโทรทัศน์ช่องไอทีวีจากเดิมเนื้อหาร้อยละ 70และบันเทิงร้อยละ 30 มาเป็นเป็นร้อยละ 50 เท่ากัน  โดยที่คู่สัญญาคือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ  ไม่มีการทักท้วงใดๆเพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะและประชาชน  กระทั่งองค์กรที่ติดตามการปฏิรูปสื่อออกมาตั้งคำถามให้สังคมฉุกคิดว่า  สปน.ได้รับคำสั่งตรงให้เอื้อประโยชน์ในการปรับผังรายการครั้งนี้โดยผ่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งหรือไม่ 

หรือกรณีการแปรรูปองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย(อสมท.) หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 จากการเป็นสื่อของรัฐไปเป็นองค์การมหาชน  ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 40  ในเรื่องห้ามแปรรูปกิจการในขณะที่ยังไม่มีกสช. และการแปรรูปอสมท.ครั้งนี้เป็นการนำสื่อของรัฐเข้าไปสู่กลไกตลาดโดยเอกชนมีอำนาจเหนือรัฐและสาธารณะ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและประโยชน์ขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้การแปรรูปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้มีการควบรวมกิจการแบบผูกขาดโดยกลุ่มทุนรายใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ   ท้ายสุดการดำเนินการของอสมท.ที่ผ่านมาเริ่มต้นจากเงินอุดหนุนของรัฐการแปรรูปจึงเท่ากับว่าเป็นการนำภาษีของประชาชนไปเป็นต้นทุนสร้างผลกำไรที่จะไม่กลับคืนสู่สังคม ซึ่งการนำอสมท.เข้าตลาดหลักทรัพย์จะไม่สามารถเรียกหุ้นคืนมาได้แม้ว่าจะมีกสช.ก็ตาม 

หรือในกรณีของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่ขยายกิจการออกเป็นช่อง 11/1และ 11/2 ตามมติคณะรัฐมนตรีและการตีความเข้าข้างภาคธุรกิจโดยหน่วยงานภาครัฐเอง  ว่าไม่ขัดต่อกฎหมายการจัดสรรคลื่นความถี่มาตรา 80 เนื่องจากไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่หรือออกใบอนุญาต  เพียงแต่เปิดให้เอกชนมาร่วมผลิตรายการ  ซึ่งจากรูปการณ์แล้วการแบ่งรายได้จากการโฆษณา(7/3นาที)ระหว่างช่อง11กับเอกชนก็คือการขยายกิจการเพิ่มเติม ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายแน่นอน  รายสุดท้ายที่มีปัญหาคือสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5 ที่มีการผ่องถ่ายทรัพย์สินทั้งจากในส่วนของสถานีและกองทัพบกให้กับพวกพ้อง  ซึ่งรวมถึงการทำสัญญาโอนสิทธิเวลาการออกอากาศของสถานีไปให้แก่บริษัทอาร์ทีเอผูกขาดนานถึง 30 ปี  ส่งผลให้ททบ.5 ที่เคยมีกำไรปีละ 400 ล้านบาท ต้องขาดทุนปีละกว่า 100 ล้านบาท

ประการสุดท้าย เมื่อรัฐและทุนกุมสื่อได้จึงเป็นผู้กำหนดวาระทางสังคม  ซึ่งก่อให้เกิดข่าวสารบางอย่างที่มาจากรัฐและทุนโดยตรง  เช่นกรณีไข้หวัดนกในช่วงแรกเมื่อเริ่มเกิดการแพร่เชื้อของไข้หวัดนก รัฐบาลก็แก้ไขปัญหาด้วยการจัดมหกรรมกินไก่เพื่อแสดงว่าไก่กินได้และปลอดภัย  ทั้งที่ประเด็นหลักคือความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงกับการติดเชื้อ เช่นเด็กที่ยังมีร่างกายอ่อนแอ หรือผู้เกี่ยวข้องเช่นพ่อค้าแม่ค้า  แต่การกระทำดังกล่าวของรัฐกลับเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจการส่งออกไก่ ที่มีรายได้ปีละ 4,000-5,000 ล้านบาทซึ่งเป็นของบริษัทเอกชนไม่ถึง 10 ราย

หรือกรณีของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA)ระหว่างไทยกับจีน ที่ดูเสมือนไทยเองได้รับประโยชน์ร่วม  แต่เท็จจริงแล้วผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยหลายแสนราย  คือไม่สามารถแข่งขันในด้านราคากับสินค้าที่มาจากจีนได้  เนื่องจากสินค้าจำพวก เครื่องเทศและผลไม้ของจีนมีต้นทุนที่ต่ำกว่า  และสิ่งที่ตามมาคือการระเบิดเกาะแก่งในลุ่มน้ำโขงเพื่อให้เรือบรรทุกขนาดใหญ่ของจีนล่องมาตามน้ำได้  ซึ่งผลกระทบเหล่านี้กลับไม่เป็นวาระทางสังคมผ่านสื่อมวลชนเพื่อให้ทุกฝ่ายรับรู้และเข้ามาร่วมแก้ไข

หากถามว่าจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ และการเข้าแทรกแซงควบคุมธุรกิจสื่อของรัฐและทุน  วาระของสังคมที่มาจากประชาชนอยู่ตรงส่วนใดของประชาธิปไตย  คงต้องตอบด้วยข้อสรุปของ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ สว.อุบลราชธานีว่า ขณะนี้สิทธิเสรีภาพที่เป็นวาระของประชาชนถูกครอบงำและยึดกุมโดยระบบความเป็นเจ้าของของเผด็จการในธุรกิจสื่อสารการตลาด  วาระของประชาชนจะไม่เกิดและจะถูกทำลายกระทั่งระบบคุณธรรม ศีลธรรมของสังคมไทยเอง

 

สุเทพ  วิไลเลิศ

* อ้างอิงข้อมูลจากเวที การสื่อสารวาระประชาชน : ทางเลือกทางรอด การประชุมจากสลาตันสู่ดาวเหนือ

1 ต.ค. 2547  ณ โรงแรมรีเจนท์ชะอำ เพชรบุรี

Be the first to comment on "เสรีภาพกับความเป็นเจ้าของสื่อ"

Leave a comment

Your email address will not be published.