ไฟใต้…เมื่อไรจะเจรจาจริงจัง
พลเดช ปิ่นประทีป / เขียนให้โพสต์ทูเดย์ พุธที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖
อันที่จริงผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ริเริ่มการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้กันมาก่อนหลายปี ต่อมาเมื่อคุณทักษิณ ชินวัตรได้ทำให้เป็นเรื่องครึกโครมในช่วงหลัง จะด้วยเจตนาอะไรก็ตามเถอะ มันได้จุดประกายความหวังทางสันติภาพให้ขยายไปในวงกว้าง โดยเฉพาะกับผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ แต่สุดท้ายก็ยังไปไม่ถึงไหน
ส่วนหนึ่งเพราะทั้งรัฐไทยและกลุ่มขบวนการ ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวดีว่าไม่สามารถรับปากอะไรกันได้แบบเต็มร้อย ไม่มีใครการันตีในความเป็นเอกภาพของฝ่ายตนได้ ต่างฝ่ายต่างก็มีทั้งเหยี่ยวและพิราบบินว่อนอยู่ข้างหลัง ตัวแทนที่ไปนั่งพูดคุยต่างคนไม่มีใครมีอำนาจในการตัดสินใจจริงในการปรับเปลี่ยนทิศทางการปฏิบัติการในภาคสนาม
มาถึงวันนี้ ด้วยฐานประชาชนมลายูและมุสลิมในท้องถิ่นที่มีความผูกพันกันทางเชื้อชาติและศาสนานับล้านกับมวลชนในจัดตั้งนับแสน และกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ใต้ดินของฝ่ายขบวนการอีกร่วมหมื่น ปราบอย่างไรก็ไม่หมดหรอกครับ
น่าเสียดายที่ฝ่ายรัฐเตรียมตัวน้อย ไม่ค่อยเป็นทีมและเอาแต่มองกล้องมากไปหน่อย ในขณะที่ฝ่ายขบวนการมีข้อเสนอเชิงรุกทุกครั้งและเดินสองขาประสานกันทั้งในและนอกเวที การพูดคุยที่สร้างสรรค์ไม่ควรมีใครได้เปรียบเสียเปรียบและควรมีความจริงใจต่อกันเป็นพื้นฐาน
ผมมีข้อเสนอบางประการต่อสาธารณะและผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์นี้ ดังนี้
๑.รัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องตกลงใจเข้าสู่การเจรจาจริงเสียที
กระบวนการเจราจาสันติภาพมี ๔ ขั้นตอนใหญ่ๆ ๑) ขั้นการพูดคุยสร้างความคุ้นเคย ไว้วางใจ เชื่อมั่นต่อกัน ๒) ขั้นการเจรจาต่อรองหรือการไกล่เกลี่ยโดยคนกลางเพื่อหาข้อยุติ ๓) ขั้นการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ๔) ขั้นการติดตามผลการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ
ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นที่ ๑ แต่หลายฝ่ายเข้าใจผิดว่านี่เป็นการเจรจาแล้วและวุ่นวายไปกับการตอบโต้ประเด็นต่างๆ กันด้วยอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยผ่านสื่อแบบไม่ระมัดระวังและขาดประสบการณ์ยิ่งทำให้การเจรจามีความยากลำบาก จึงควรที่คู่เจรจาทั้งสองฝ่าย ต้องตัดสินใจร่วมกันที่จะเข้าสู่การเจรจาจริงเสียที ภายในสิ้นปีนี้ถือว่าไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไปนะครับ
๒. ต้องตกลงกรอบประเด็นการเจรจากันเสียก่อน
สันติภาพไม่ใช่แค่การหยุดสู้รบเฉพาะหน้าเท่านั้น ที่สำคัญต้องนำไปสู่การแก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้ง จึงจะเกิดความยั่งยืน
ในขั้นนี้คู่เจรจาหลักต้องร่วมกันกำหนดกรอบประเด็นเพื่อเป็นหัวข้อในการเจรจาอันจะนำไปสู่ข้อตกลงทีละข้ออย่างครบถ้วน เป็นชุด เช่นสมมติว่ามี ๑๐ ประเด็น ก็ประกาศออกมาให้ชัดเจน
หัวข้อเหล่านี้จะใช้เจรจากันบนโต๊ะ ไม่ใช่เจรจาผ่านสื่อ การเจรจาไม่ใช่งานพีอาร์ ใครที่รีบร้อนแสดงท่าทีต่อประเด็นไหนอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ได้ ต่างฝ่ายต่างต้องระมัดระวังคนของตนกันเอาเอง ประเด็นที่ฝ่ายขบวนการเสนอออกมา ๕ ข้อ ๘ ข้อหรือฝ่ายรัฐจะเสนออะไรก็ให้นำมาขึ้นประเด็นเอาไว้ก่อน
ตัวอย่างกรอบประเด็นการเจรจา อาทิ การยุติความรุนแรงรายวัน การปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง การยอมรับสถานะผู้ร่วมเจรจาและผู้เกี่ยวข้อง สิทธิในการกำหนดตัวเองของชาวมลายูมุสลิมในด้านการปกครองและการพัฒนาพื้นที่ สถานะภาพคนไทยพุทธ คนจีนและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในพื้นที่ ระบบยุติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคม การจัดการด้านการศึกษา ภาษาและวัฒนธรรม รูปแบบการกระจายอำนาจ การฟื้นฟูเยียวยาและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นภายหลังเหตุการณ์ ฯลฯ
๓. ต้องกำหนดรูปแบบ โครงสร้างและองค์ประกอบผู้เข้าเจรจาให้ชัดเจน
ในสถานการณ์การพูดคุยในวันนี้ ผมคิดว่ารูปแบบที่เหมาะสมน่าจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยมีคนกลาง (mediation) มาถึงขั้นนี้แล้วไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องที่เสียหน้าเสียตาอะไรอยู่เลยครับ มาเลเซียน่าจะเหมาะที่จะเป็นคนกลางอยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจจะเพิ่มภาคประชาสังคมเข้าไปเสริมก็ยิ่งดี ภาคประชาสังคมไม่ควรอยู่ในทีมของฝ่ายใด เพราะเป็นพลังอิสระที่จะสามารถช่วยได้ทุกฝ่ายเมื่อถึงทางตัน
สำหรับคู่เจรจาจะมีฝ่ายละกี่คน ระดับไหน ต่างฝ่ายต่างต้องเสนอมาให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันเสียก่อนจึงเริ่มเข้าสู่เนื้อหาสาระ ที่สับสนกันอยู่ตอนนี้ก็เพราะยังไม่ทันตกลงกรอบประเด็น หลักการและกระบวนการ ก็รีบกระโจนลงไปสู่เนื้อหา และไม่รู้ใครต่อใครออกมาแสดงความเห็นกันให้มั่วไปหมด
๔. ต้องตกลงกติกาการเจรจาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
จากประสบการณ์การเจรจาทั่วโลก มีกฎกติกาที่มักตกลงกันก่อนอย่างน้อย ๓ เรื่องคือ ๑)จะไม่ตกลงอะไรกันจนกว่าจะตกลงกันได้ครบทุกข้อแล้ว ๒)จะไม่มีการแทรกแซงการถกเถียงภายในของอีกฝ่ายหนึ่ง ๓)เวลาจะสื่อสารเรื่องราวสู่ภายนอก ทุกฝ่ายต้องยึดหลักจรรยาบรรณร่วมกัน
๕. ควรกำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้เป็นเบื้องต้น
โดยทั่วไปการเจรจาสันติภาพจะใช้เวลาจริงเฉลี่ย ๕-๖ปี สำหรับกรณีชายแดนใต้ คู่เจรจาอาจกำหนดกรอบในเบื้องต้นไว้ เช่นว่าจะพยายามบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวให้ให้ภายในสามเดือน และบรรลุข้อตกลงสันติภาพทั้งชุดภายในสามปี เป็นต้น
กรอบเวลาจะช่วยทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าจะต้องทำอะไรในช่วงไหน ไม่ควรกำหนดกรอบเวลาที่เร่งรัดจนต่างฝ่ายต่างไม่มีโอกาสได้คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ
เมื่อเจรจากันจนได้ข้อตกลงครบถ้วนและพอใจในภาพรวมร่วมกันแล้ว จึงค่อยกำหนดพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งในสาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว จะต้องไม่ลืมที่จะมีโรดแม็ปในการดำเนินการตามข้อตกลงและระบุกลไกการติดตามประเมินผลที่ชัดเจนเอาไว้ด้วย
Be the first to comment on "ไฟใต้…เมื่อไรจะเจรจาจริงจัง"