ในการสัมมนาย่อย 1 วัน ก่อนการประชุมใหญ่ Asian Media Summit 2010 ที่กรุงปักกิ่ง
เขาจัดให้มีเวทีการแลกเปลี่ยนระดมความคิดอย่างอิสระและไม่มีพิธีรีตองมากนัก เรียกว่า pre-summit workshop ซึ่งโดยมากจะเปิดให้สื่อมวลชนอิสระและเอ็นจีโอได้มีโอกาสพูดคุยกันเต็มที่ พวกเรากรรมการนโยบายของ TPBS ที่ไปร่วมประชุมด้วยกัน 5 ท่าน ต่างทำหน้าที่แยกย้ายกันไปร่วมวงตามหัวข้อที่ตนสนใจ
ผมเป็นคนที่ไม่มีความรู้ในวิชาชีพสื่อสารมวลชนนัก ยิ่งเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้ความพยายามเป็นที่สุด จึงเลือกเข้าร่วมการสัมมนาในหัวข้อแนวทางการช่วยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอล(Migration to Digital) ซึ่งเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่หลายแระเทศต้องรับการเปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยและประชาคมอาเซียนของเราก็มีเป้าหมายร่วมกันที่จะเปลี่ยนจากระบบอนาล็อก เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมดทุกประเทศภายในปี 2015 หรือ พ.ศ.2558 ซึ่ง TPBS เองได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวขององค์กรแล้ว
ในส่วนของสถานโทรทัศน์และวิทยุในฐานะผู้กระจายเสียงและแพร่ภาพ (Transmitter) นอกจากต้องปรับตัวในด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์การผลิตและเผยแพร่รายการแล้วยังต้องขวนขวายค้นหาเนื้อหาสาระและบริการที่เป็นประโยชน์มาป้อนผู้ชมผู้ฟัง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาสังคมด้านต่างๆที่มีความต้องการที่มากขึ้นอีกด้วย
แต่ทางด้านประชาชนผู้รับสัญญาณ (Receiver) นั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่ใครจะพัฒนาหรือผลักดันตามลำพังไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐจะต้องเข้ามาดูแลอย่างมีนโยบายและแผนการ เพราะทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้เครื่องรับโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกอยู่ หากจะให้เปลี่ยนมารับสัญญาณในระบบดิจิตอลก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยที่เรียกว่า STB(Set Top Box) ไปติดตั้ง
ผู้นำเสนอจากอินโดนีเซียเล่าให้ที่ประชุมฟังว่า โทรทัศน์บ้านเขาเป็นระบบ PAL 625 แบบยุโรป เขามีแผนดำเนินงานที่จะเปลี่ยนเป็นดิจิตอลทั้งระบบทั่วประเทศภายในปี 2018 เขาทำการสำรวจพื้นที่และเริ่มทดลองติดตั้ง STB รุ่นแรก 1,000 เครื่องก่อนที่จะขยายออกไป เจ้า STB นี่ที่บ้านเขามีราคา 20,000 รูเปีย หรือประมาณ20 USD ซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับประชาชนทั่วไปครับ
GMCD (Global Media Center for Development) WGM SA (Worldview Global Media) และ Logiways เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและอุทิศตนในการช่วยเหลือแนะนำการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อคไปเป็น DTT (Digital Terrestrial Television) ซึ่งอยู่ในวิสัยที่เราจะเชื่อมโยงเป็นพันธมิตรในการทำงานด้วย
อย่างไรก็ตาม ในวงสัมมนาวันนั้น มีคำหนึ่งที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกและช่วยกระตุ้นให้เกืดความคิดอย่างมากคือ “Digital Natives” เข้าใจว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งของจีนเป็นคนพูด โดยเขาพยายามอธิบายว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคดิจิตอลนั้น คือ “ชาวดิจิตอลโดยกำเนิด” คนรุ่นนี้จะคุ้นเคยกับเครื่องมือเทคโนโลยีและภาษาการสื่อสารของยุคดิจิตอลอย่างเป็นธรรมชาติ ในจีนเขาบอกว่าสามารถแบ่งคร่าวๆที่อายุประมาณ 30 ปีลงไป ส่วนคนที่อายุเกิน 30 ปี และสนใจเรียนรู้และใช้เทคโนโลยียุคดิจดตอลนั้น เขาเรียกว่า “Digital Migrants” กล่าวคือเป็นคนยุคอนาล็อกที่อพยพเข้ามา แม้จะใช้ภาษาและเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ได้ชำนาญแค่ไหนก็ไม่ใช่โดยกำเนิดเหมือนพวกแรกครับ
จึงเป็นภารกิจของรัฐบาล หน่วยราชการและองค์กรอิสระที่รับผิดชอบด้านสื่อสารโทรคมนาคมรวมทั้งผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์-วิทยุ ต่างๆ จะต้องจัดบริการให้ครอบคลุมเพื่อผู้คนที่หลากหลายสามารถเข้าถึงสื่อสารสาธารณะได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียมและไม่ถูกแบ่งแยกโดยเทคโนโลยีไปตามยถากรรม
Be the first to comment on "Beijing : (1) ชาวดิจิตอลโดยกำเนิด”"