ตุ้ยค้านชนฝาห้ามทหารยุ่งม็อบ

ป่วนใต้- เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดใช้ปืนน้ำยิงใส่กล่องไปรษณีย์ต้องสงสัยว่าซุกซ่อนวัตถุระเบิดที่วางอยู่ใต้สะพานถนนสายนราธิวาส-ปัตตานี แยกศูนย์ราชการจังหวัด อ.เมือง จ.นราธิวาส แต่เมื่อตรวจสอบพบว่ามีแค่ก้อนหิน

 

 

หลายฝ่ายต่างหนุน “แม้ว”ตั้งกก.สมานฉันท์ ส.ว.-ส.ส.ยกธงเชียร์ “ตุ้ย”โวยไม่ให้ทหารสลายม็อบแล้วใครจะสลาย เพราะวันนั้นตร.หมดทางสู้แล้ว ต้องอาศัยกำลังทหารช่วย ติงนักวิชาการ-อจ.ควรฟังความเห็นของคนอื่นด้วย กู้ระทึกซุกระเบิดใต้สะพานแยกศูนย์ราชการนราธิวาส กมธ.วุฒิสภา 3 คณะร่วมถกปัญหา 78 ศพที่ตากใบ “หมอพรทิพย์”แจงสาเหตุการตาย แต่ละศพขาดอากาศหายใจ ไม่มีร่อยรอยกระสุนปืน แต่สงสัยทำไมตายจำนวนมาก จะชันสูตรพลิกศพให้ละเอียดแต่ติดเรื่องของศาสนามุสลิมที่ต้องฝังเร็ว “อารีย์”แนะอย่าเรียกพวกเขาว่า”ไอ้แขก”

“แม้ว”เห็นดีตั้งกก.สมานฉันท์แห่งชาติ
ป่วนใต้– เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดใช้ปืนน้ำยิงใส่กล่องไปรษณีย์ต้องสงสัยว่าซุกซ่อนวัตถุระเบิดที่วางอยู่ใต้สะพานถนนสายนราธิวาส-ปัตตานี แยกศูนย์ราชการจังหวัด อ.เมือง จ.นราธิวาส แต่เมื่อตรวจสอบพบว่ามีแค่ก้อนหิน

 

ความคืบหน้าสถานการณ์ดับไฟใต้ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 พ.ย.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง”ทิศทางของหลักสูตรอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคมกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรม” ถึงการพูดคุยกับ 22 นักวิชาการเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า หลายเรื่องเป็นสิ่งที่กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้(กอ.สสส.จชต.) ได้รับการแนะนำให้ทำไปแล้ว แต่บังเอิญก็เห็นตรงกันสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเพื่อให้คนในสังคมเข้ามาร่วมกันคิดในการแก้ปัญหาประเภทนี้ด้วยกัน ก็เป็นเรื่องที่ดี เรื่องของการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์เป็นแนวคิดที่ดี หลายข้อคิดเห็นก็เป็นข้อคิดเห็นที่ดี ที่จะเสริมในสิ่งที่เราเชื่อและทำอยู่แล้วให้ทำและเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าสิ่งที่กลุ่มนักวิชาการยังเข้าใจผิดอยู่จะดำเนินการอย่างไร นายกฯกล่าวว่า เป็นเรื่องที่จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจผิด แต่มองภาพเหตุการณ์โดยที่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก ก็มองถูกในหลักการที่ว่าต้องใช้ความอดทนก็เป็นเรื่องที่ถูกและดี

“ผมยังบอกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยคงไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวในหลายเรื่อง จริงๆแล้วผมได้พูดกับที่ประชุมอธิการบดีมารอบ 1 แล้วว่าอยากให้อาจารย์มาช่วยกันคิดในเรื่องของปัญหาประเทศ ปัญหาที่เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศช่วยกันคิดให้ตกผลึก แล้วรวมกลุ่มกันมาคุยกับฝ่ายปฏิบัติเพื่อจะได้แนวทางมาช่วยกันทำงาน เพราะเวลานี้ต้องช่วยกันคิดเนื่องจากเรื่องมันเยอะ ถ้าเราจะต้องทำทุกเรื่องในเวลาเดียวกันมันต้องมีถังความคิดอยู่หลายๆถังแล้วเอามารวมกัน ทางสถาบันการศึกษาต่างๆระยะหลังก็ไม่คอยได้เจอกันเพราะเรื่องมันเยอะ พอดีเขาเสนอขึ้นมาผมก็เห็นว่าดีเหมือนกันจะได้ช่วยกันคิดเลยเชิญมา ซึ่งเมื่อวาน(14 พ.ย.)เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะมาดีหรือไม่มาดี ก็มากันแค่ 22 คน ก็ได้ข้อคิดเห็นดีๆ ซึ่งมักจะมีการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับอาจารย์ ในที่ประชุมนายสุวิชัย หวันแก้ว กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการครม.ก็จะประสานกันเรื่องตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ”พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

ยันต้องแยกกฎหมายกับการจัดระเบียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่ารูปแบบคณะกรรมการจะเป็นอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตนให้ไปกำหนดแนวทางและรูปแบบโดยให้ไปคุยกันให้เข้าใจในรายละเอียด แต่หลักการเราเห็นด้วย ซึ่งกรอบระยะเวลาในการทำงานคงไม่ช้า

เมื่อถามว่ากรณีความรุนแรงจะทำในรูปแบบไหนเพื่อทำให้เกิดความนุ่มนวล นายกฯกล่าวว่า เข้าใจกันว่าคนต้องแยก 2 ภาพอยู่แล้ว คือ ภาพเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและการจัดระเบียบ ซึ่งพวกนี้เป็นเทคนิคปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรม และภาพเกี่ยวกับการรักษาสิทธิประชาชนอะไรต่างๆนั้นต้องเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำไปพร้อมๆกัน และเรื่องของการพัฒนาการช่วยเหลือการสร้างสังคมที่เข้มแข็งเป็นอีกส่วนที่ต้องแยกกันทำ แต่ในส่วนของการรักษากฎหมายสำหรับผู้ที่กระทำความผิดไปฆ่าคน ไปคิดจะแยกดินแดน พวกนี้บรรดานักวิชาการไม่ได้ติดใจอยู่แล้ว แต่ติดใจวิธีการที่จะต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อยนุ่มนวล แต่นักวิชาการก็เข้าใจว่าเรื่องของการปราบปรามพวกนี้มันก็ยากเหมือนกันในการหาพยานหลักฐาน ซึ่งนักวิชาการก็เข้าใจเมื่อมีการพูดคุยกันก็เกิดความเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการก่อเหตุรุนแรงตลอดต่อเนื่องจะแก้ตรงนี้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เราต้องแยกให้ออก 2 ภาพ คือ ภาพที่ 1 คนส่วนใหญ่ต้องการโอกาสในการพัฒนา อาชีพ และการศึกษา ต้องการให้ชีวิตมีความปกติสุข และภาพที่ 2 เป็นคนที่ทำผิดกฎหมายอยู่ตลอด ด้วยความมีวัตถุประสงค์ส่วนตัวเท่านั้นเองซึ่งก็ต้องทำทางใดทางหนึ่ง

เมื่อถามว่าจะพบกับนักวิชาการอื่นๆหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า แล้วแต่กลุ่มไหนที่อยากเสนอเช่นเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ตนบอกว่าเรื่องเด็กเยาวชนถ้าใครช่วยกันคิดเรื่องของครอบครัวคิดกันแล้วจะรวมกลุ่มมาพบตนหรือไปทำวิจัยเพิ่มเติมตนยินดีสนับสนุน เพราะอยากได้ข้อมูลที่ถูกต้องในการกำหนดนโยบาย

“ตุ้ย”โวยไม่ให้ทหารสลายม็อบแล้วใครจะทำ

ด้านพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผบ.สส.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นักวิชาการเสนอให้นายกฯห้ามใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นความคิดของนักวิชาการถือว่าถูกต้องที่จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ แต่จะต้องฟังเหตุผลไม่ใช่ของคุณจะถูกอย่างเดียว แต่ในเมื่อเหตุการณ์ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไม่อยู่คุณคิดว่ายอมแพ้หรือไม่

“ผมไม่ได้ว่าใคร แต่สถานการณ์ในขณะนั้นตำรวจรับไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าตำรวจไม่ทำหน้าที่ แต่ทำไปแล้วไม่ไหวเนื่องจากกำลังพลไม่พอ เพราะม็อบชุมนุมเป็นพันๆคน เมื่อตำรวจรับไม่อยู่ก็จะต้องเป็นทหารเป็นเรื่องปกติห้ามกันไม่ได้ หากทหารไม่ทำหน้าที่แล้วใครจะดูแลลองไปคิดดู อย่างไรก็ตามทุกคนมีสิทธิ์คิดได้ทุกอย่าง แต่ทำได้หรือเปล่า หากคิดได้ก็จะต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ว่าคิดแล้วจะเป็นไปอย่างที่คิดหมด ทั้งนี้ขอให้เห็นใจทหาร เพราะได้ทำไปตามหน้าที่ ไม่ใช่ว่ามีทหารไว้สำหรับเข้ายามอย่างเดียว”ผบ.สส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านักวิชาการควรจะลงไปหาข้อมูลในพื้นที่ก่อนเสนอห้ามใช้ทหารสลายม็อบในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า มีนักวิชาการคนไหนลงไป แต่ใครอยากจะได้ข้อเท็จจริงจะต้องลงไปดูในพื้นที่ แต่ไม่เป็นไรสามารถเสนอแนะได้ ซึ่งรัฐบาลคงจะไปปรับปรุงแก้ไข เมื่อถามว่าขบวนการยุวชนมุสลิมของพรรคองค์การสามัคคีมาเลเซีย(อาร์บิม) ระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า อยากเอามาให้คนไทยก็เอามา ส่วนกรณีที่นักวิชาการต้องการให้นายกฯขอโทษกับเหตุการณ์การสลายม็อบนั้น ถ้าขอโทษแล้วยุติได้หมดท่านขอโทษ 10 ครั้งท่านก็ขอโทษ แต่ขอโทษแล้วไม่หยุดก็ไม่มีประโยชน์ จะไปบังคับท่านหรือขอร้องท่าน เพราะท่านเป็นผู้นำยินดีเสียสละ หากขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างยุติหมด แต่หากขอโทษไปยังเกิดเหตุการณ์อยู่ก็ไม่มีประโยชน์จะไปบังคับทำไม

ลั่นพวกไม่เห็นแก่ชาติต้องหมดไป

“ต้องกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังออกมาทั้งหมด เพื่อหยุดพวกนี้ให้ได้ ขณะนี้รู้ตัวหมดแล้ว เพราะมันโยนเงินไปก้อนหนึ่ง พวกที่ไม่มีอุดมการณ์ทั้งหลายก็ไปทำ เหมือนมือปืนที่รับเงินไปแล้วก็ต้องทำ ไม่มีความคิดว่าจะเป็นพี่น้อง หรือประเทศของเขาหรือเปล่า มันไม่สนใจเพราะอยากได้เงินอย่างเดียว พวกนี้จะต้องหมดไปจากแผ่นดิน พวกเราจะต้องประณามเพราะพวกนี้ไม่คิดถึงประเทศชาติ เจ้าหน้าที่ทำก็ด่าอย่างเดียวยุติธรรมมั้ย ส่วนพวกนี้ก็ลอยหน้าลอยตาอยู่”พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว

ผบ.สส.กล่าวด้วยว่า “ส่วนแนวความคิดตั้งรัฐปัตตานีเป็นความคิดที่ล้าสมัยที่สุด เป็นไปไม่ได้ เพราะมุสลิมที่อยู่ในเมืองไทยมีความสุขที่สุดในโลก มุสลิมส่วนใหญ่ดีมากๆ เหลือเพียงเศษๆไม่กี่คนที่หวังผลประโยชน์ของตัวเองไม่นึกถึงอุดมการณ์ อ้างเฉยๆ นอกลู่นอกทาง นอกแถว มีผลประโยชน์ส่วนตัว จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ อย่าไปสนับสนุนโจร จะต้องสนับสนุนคนดีหรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน”

สั่งเช็คชื่อขจก.ฝังตัวที่หาดใหญ่

เวลา 10.50 น.ที่บน.6 นายโภคิน พลกุล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวแกนนำขจก.ฝังตัวอยู่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ประมาณ 7-10 คนว่า ได้ให้ส่วนหน้าซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบก่อนและฝ่ายปกครองมีข่าวก็ให้ดูแลตรวจสอบและประสานกับส่วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายปกครองและส่วนหน้ามีอะไรก็ประสานด้วยข้อมูลด้วยการข่าวกันตลอด ซึ่งขจก.เหล่านี้คงไม่หวังที่จะทำลายด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสำรวจแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการหารือกับ 22 นักวิชาการ นายโภคินกล่าวว่า ทัศนคติที่ออกมาน่าจะทำให้อะไรดีขึ้น ส่วนหน้าก็เผชิญปัญหาอย่างที่นายกฯเรียกว่าบารมีชน จะเป็นส.ส. ส.ว. ข้าราชการระดับจังหวัด อำเภอ ก็ช่วยกัน ซึ่งประชาชนต้องการอะไรมองอะไรก็ช่วยกันทุกฝ่าย ประชาชนหรือนักวิชาการ ครู อาจารย์ ส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ ส่วนหนึ่งอยู่ในกทม. หรืออยู่ที่อื่น ก็มองปัญหาจากองค์รวม พื้นที่มองอย่างไรเราช่วยเสริม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีเพราะไม่เช่นนั้นการแก้ไขปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ บางที่ไม่ได้คุยกันยิ่งมองคนละมุมอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกลายเป็นความขัดแย้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์สับสน แต่เมื่อทุกฝ่ายช่วยกันคิดหาทางออกรวมกันก็เป็นนิมิตที่ดีมากๆ

ส.ว.จวก122อจ.ที่ไม่กล้าเสนอหน้า

ที่รัฐสภา นายวิทยา มะเสนา ส.ว.มหาสารคาม ให้สัมภาษณ์ตำหนินักวิชาการ 144 คนที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีว่า ในฐานะที่เป็นส.ว.มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยขอชื่นชมอาจารย์และนักวิชาการ 22 คน ที่ไปร่วมประชุมเพื่อเสนอแนะรัฐบาล ถือเป็นนักวิชาการที่เสียสละ กล้าคิด กล้าพูดและกล้าเผชิญกับความจริง ขณะเดียวกันขอตำหนินักวิชาการที่ลงชื่ออีก 122 คนที่ไม่กล้าเสนอหน้าไปแนะนำรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ตามที่เคยเรียกร้อง สะท้อนให้เห็นว่านักวิชาการทั้ง 122 คนเป็นพวกล่องหนไม่มีตัวตน ไม่กล้าเผชิญกับความจริง เป็นพวกที่ทำลายเครดิตของนักวิชาการดีๆให้เสียหาย

“ในสังคมมหาวิทยาลัยจะมีนักวิชาการอยู่หลายประเภท เช่น พวกที่ชอบคิดชอบทำ พวกที่ชอบคิดและชอบพูดอย่างเดียว พูดที่ไม่ชอบพูดแต่ชอบทำ กับพวกที่ชอบพูดแต่ไม่ค่อยชอบทำอะไร ซึ่งนักวิชาการกลุ่มหลังจะตำหนิและด่าคนอื่นอย่างเดียว และเวลาเลือกตั้งไม่ว่าระดับไหนจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจกับนักวิชาการที่ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ซึ่งมีนักวิชาการบางคนลงชื่อโดยไม่ได้อ่านว่ามีเนื้อหาอย่างไร เพราะนักวิชาการที่สนใจแก้ปัญหาบ้านเมืองจริงๆมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ชอบด่าคนอื่น ถือว่าตัวเองเก่งเลอเลิศเป็นพวกนักวิชาเกินไม่ใช่นักวิชาการ ดังนั้นไม่ควรไปเสียเวลากับคนพวกนี้ รัฐบาลควรเอาเวลาไปแก้ปัญหาให้เกษตรกรคนยากจนทั่วประเทศจะดีกว่า” ส.ว.มหาสารคามกล่าว

พุทธ-คริสต์-อิสลามทำบุญอุทิศใต้

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยจัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ประชาชนคนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ โดยได้มีการเชิญผู้นำศาสนาทั้งพุทธ คริสต์และอิสลาม เข้าร่วมกล่าวคำไว้อาลัย จากนั้นได้มีการเสวนาต่อในหัวข้อ ” เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา : มุ่งเยียวยาสังคมไทย โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กทม. นายศรีสมพล จิตร์ภิรมย์ศรี ตัวแทนกลุ่มนักวิชาการเพื่อนศานติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นางเสาวณีย์ จิตหมวด นักวิชาการด้านผู้หญิงกับสันติภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าทุกคนควรได้เข้าร่วมคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรโดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลหรือใครเป็นผู้เริ่ม เพราะหากยังปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปก็ยิ่งทำให้เกิดวิกฤตมากขึ้นทุกที ตนอยากจะเสนอรวม 3 ข้อ 1. ให้องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิทั้งหลายรวมตัวกันอย่างเป็นระบบลงพื้นที่เพื่อทำการเยียวยา สงเคราะห์แก่ผู้หญิง เด็กกำพร้าที่เวลานี้มีมากว่า 1 พันคนที่ไร้ที่พึ่งได้รับการดูแลโดยด่วน เพราะทุกคนอยู่ในภาวะของความหดหู่ คับแค้นใจ สิ่งนี้สะสมและเปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด

“ขณะนี้รัฐบาลมีคาราวานแก้จนออกไปแก้ปัญหาความยากจนให้ประชาชน เราก็ควรมีคาราวานของความเมตตาลงไปฝังตัวอยู่ที่นั่น พบปะเยี่ยมเยือนประชาชน เพื่อทำให้ที่นั่นสว่างขึ้นทั้งทางจิตใจและกายภาพ ให้เขารู้ว่ามันยังมีอำนาจแห่งน้ำใจอยู่มากมาย ไม่ใช่มีแต่ความขมขื่นอยู่ที่นั่น เวลานี้คนที่เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงในภาคใต้มีมากกว่า 540 คน แต่รัฐบาลพูดเพียงว่ามีคนเสียชีวิตไปกว่า 200 คนเท่านั้น ถามว่าส่วนที่เหลือไม่ใช่คนไทยหรืออย่างไร การจะพูดอะไรควรระมัดระวัง ตอนที่ผมลงพื้นที่ได้เจอเด็กอายุ 16 เรียนไม่จบป. 6 เพราะพ่อเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่กรือเซะ แม่ก็เสียสติ ต้องเลี้ยงน้อง 4 คน ผมถามว่าโกรธไหมที่พ่อต้องตาย เขาบอกว่าไม่โกรธ แต่เขาบอกกลับมาว่า พ่อผมไม่ได้ติดยา ดังนั้นเรื่องนี้มันขมขื่นที่ผู้นำประเทศบอกว่าคนพวกนี้ติดยา ดังนั้นผมอยากบอกว่า ไม่มีความสามัคคีใดตั้งอยู่บนความอยุติธรรม จึงอย่าเรียกร้องให้คนสามัคคีขณะที่อยุติธรรมยังอยู่เต็มไปหมด” ส.ว.กทม. กล่าว

แนะรัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก

2. ขอให้คณะกรรมการสิทธิฯตั้งคณะกรรมการพิเศษ 2 คณะคือ คณะกรรมการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ 78 คนในเหตุการณ์ที่อ.ตากใบว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร เพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายลง และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการสลายการชุมนุมว่าเป็นการล้อมจับหรือเป็นล้อมยิงกันแน่ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการให้เป็นในพื้นที่ เนื่องจากเห็นว่าผลการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนายพิเชต สุนทรพิพิธ ที่จะออกมา มีแนวโน้มว่าจะไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะอย่าลืมว่าคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งมาโดยรัฐบาล และนายกฯก็อยู่ข้างเดียวกับปัญหา ดังนั้นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ถ้าออกมาแล้วไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก็เหมือนกับระเบิดเวลา

3. ให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้น รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ก็อยากมีชีวิตที่ปกติ ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปอยู่ที่โดยไม่มีอาวุธก็น่าจะได้อะไรบางอย่างมากขึ้น และควรนำข้อเสนอของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกฯที่เคยเสนอไว้มาปฏิบัติเชื่อว่า จะสามารถลดเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว

ควรให้การศึกษารู้แจ้ง-รู้จริง

ด้านนางเสาวณีย์ กล่าวว่า การจะแก้ไขปัญหาได้รัฐบาลต้องตั้งโจทย์ในการตอบคำถามให้ถูกต้อง ถ้าตั้งผิดแนวทางการแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิด ซ้ำร้ายยิ่งเป็นการสร้างรอยร้าวให้เพิ่มขึ้นอีก ตัวอย่างถ้ารัฐเข้าใจว่า เขาเป็นแขก อาศัยแผ่นดินอยู่ ยากจน มีลูกมาก แล้วแก้ปัญหาแบบเอาเงินไปทุ่ม เป็นการแก้ไขปัญหาแบบผิดๆ แต่ขณะนี้ยอมรับว่ามีทหารบางส่วนที่พยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางสันติ โดยได้มีทำโครงการพัฒนาแล้วให้นักวิชาการด้านมุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาว่าโครงดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเราต้องการให้มีการดำเนินการในแนวทางนี้ให้มาก

” ปัญหาที่เกิดเวลานี้การเยียวยาถือเป็นสิ่งสำคัญแต่เราไม่ต้องการให้มีการมุ่งเน้นเยียวยาเฉพาะปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่จำเป็นต้องเยียวยาคนทั้งชาติที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ให้มีความเข้าใจ และเข้าถึง ส่วนในเรื่องของอคติ จำเป็นต้องให้การศึกษาให้รู้แจ้ง รู้จริงและสามารถนำไปปฏิบัติได้ ขณะที่สื่อก็ถือเป็นกลไกหลักที่สำคัญแต่ปัญหาคือสื่อได้เข้าถึงและเข้าใจเพียงใด รวมทั้งมีอิสระในการที่เสนอความจริงที่ไม่ได้เป็นความเท็จแค่ไหน”

ส.ส.-ส.ว.ยินดีที่อจ.เข้าพบรัฐบาล

ที่รัฐสภา น.พ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปิดโอกาสให้นักวิชาการ 22 คนเข้าหารือเรื่องปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาภาคใต้อย่างยั่งยืนร่วมกัน แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ จึงน่าจะได้ความร่วมมือกับจากทุกฝ่ายดีขึ้น ทั้งนี้ตนขอเชิญชวน ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ที่เคยมีความเห็นแตกต่างกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาคใต้ มาร่วมมือกันในคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ตนเชื่อว่าฝ่ายค้านก็รักชาติ และไม่น่าจะนำความขัดแย้งทางการเมืองมาข้องเกี่ยว อย่างไรก็ตามปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นปัจจัยทางการเมืองทุกส่วน จึงควรร่วมมือกันและละผลประโยชน์ส่วนตัวไว้ชั่วคราว ไม่มีเวลามาทะเลาะกันอีกแล้ว ถ้ามัวทะเลาะกันอยู่อาจจะไม่มีประเทศให้ทะเลาะกัน

นายทองใบ ทองเปาด์ ส.ว.มหาสารคาม กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่นายกฯยอมให้นักวิชาการเข้าพบเพื่อรับฟังความเห็น เพราะนักวิชาการไม่สังกัดพรรคการเมือง และยังเห็นด้วยจะมีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติขึ้นมา หากตั้งได้สำเร็จจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ภาครัฐเองควรเร่งปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่าปล่อยให้ล่าช้า เพราะหน่วยงานนี้น่าไปช่วยลดเรื่องเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ส่วนกรณีที่นายกฯยังไม่ขอโทษญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่นักวิชาการเสนอโดยอ้างว่ามีภารกิจอย่างอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำก่อนนั้น หากมีงานอย่างอื่นที่สำคัญก็ทำไปก่อน การขอโทษรอไว้ทีหลังก็ได้ นอกจากนั้นยังเห็นด้วยที่จะให้ตำรวจมาดูแลการชุมนุมแทนทหาร เพราะหากทหารเข้ามาดูแลจะทำให้เหตุการณ์บานปลายรุนแรงมากขึ้น

เลขา.ปปง.ชี้แจงส่งนิติกร8ไปอยู่ใต้

พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชี้แจงคำสั่งส่งตัวพ.ต.ท.บุญมี จิระเรืองวัฒนา นิติกร 8 สำนักตรวจสอบและคดี ไปประจำกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ว่า คำสั่งมอบหมายให้พ.ต.ท.บุญมี ไปสนับสนุนการปฏิบัติงานของกอ.สสส.จชต. ไม่เกี่ยวข้องกับการยื่นเรื่องร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมตั้งกรรมการวินิจฉัยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลของปปง. แต่ปปง.จำเป็นต้องส่งข้าราชการไปอยู่ประจำในกอ.สสส.จชต. เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ปปง.ลงไปประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสามารถประสานความร่วมมือกับกอ.สสส.จชต.ได้อย่างใกล้ชิด

พล.ต.ต.พีรพันธุ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาล จึงเรียกประชุมผู้บริหารปปง.เพื่อขอความสมัครใจในการลงไปปฏิบัติภารกิจในภาคใต้ แต่ผู้ที่สมัครใจ กลับมีแต่เจ้าหน้าที่ระดับบริหาร เช่น ผอ.กองกลางมีหน้าที่ต้องเบิกจ่ายเงินเดือนและงบประมาณ ไม่สามารถไปอยู่ประจำได้ พนักงานสอบสวนอีก 4-5 คนก็มีสำนวนค้างการพิจารณา พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิสสะมาน รองเลขาธิการ ปปง. จึงเสนอชื่อ พ.ต.ท.บุญมีเพราะเป็นคนเดียวที่ไม่มีสำนวนค้างการพิจารณา อีกทั้งพ.ต.ท.บุญมียังผ่านการฝึกยุทธวิธีการป้องกันตัวมาแล้วน่าจะใช้ประสบการณ์ช่วยแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนได้เป็นอย่างดี

ที่กระทรวงยุติธรรม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ตนได้สอบถามเหตุผลในการโยกย้ายครั้งนี้แล้ว ทราบว่า ปปง.มีความจำเป็นต้องส่งข้าราชการของปปง.ที่เคยเป็นตำรวจและมีระดับซีสูง เพื่อเพื่อไปประสานงานความร่วมมือกับกอ.สสส.จชต.ได้อย่างใกล้ชิด และทางปปง.ก็เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ปปง.แต่ไม่มีใครอาสาสมัคร ปปง.จึงเห็นว่า พ.ต.ท.บุญมี น่าจะมีความเหมาะสม เพราะเคยเป็นตำรวจและมีประสบการณ์ในการพิจารณาสำนวน และข้าราชการระดับสูงหลายคนของปปง.ติดการพิจารณาสำนวนหลายคดี แต่พ.ต.ท.บุญมีไม่มีภารกิจในส่วนนี้จึงให้ปฏิบัติหน้าที่แทน อย่างไรก็ตามตนได้สั่งกำชับให้ปปง.พิจารณาคำสั่งลักษณะนี้ใหม่ ควรมีการหมุนเวียนสลับกันไปปฏิบัติหน้าที่ โดยหมุนเวียนเป็นรอบๆ รอบละ 1 เดือน จะไปบังคับตายตัวว่าคนนี้ต้องอยู่ตลอดไปคงไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความสมัครใจ

“อารีย์”แนะอยากเรียกพวกเขาว่า”ไอ้แขก”

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สภาการศึกษา นายอารีย์ วงศ์อารยะ รมช.ศึกษาฯ เป็นประธานเปิดประชุมสัมมนาเรื่องนโยบายด้านการศึกษากับการสร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวว่า ปัญหาจังหวัดภาคใต้ไม่มีเทคนิคอะไรมาก และไม่น่าจะมีปัญหาถ้าใช้วิธีทำงานกับประชาชนใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยเข้าใจลึกซึ้งวัฒนธรรมประเพณีของศาสนาอิสลาม แล้วนำแนววิถีชีวิตในหลักศาสนาที่กำหนดไว้ทุกเรื่อง ทั้งความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองเข้าไปกำกับ ถ้ายังไม่เข้าใจก็จะลำบากและประชาชนรับไม่ได้ สมัยที่ตนไปรับราชการในพื้นที่ภาคใต้ประมาณ 3 ปี ได้ใช้หลัก 3 คาถาคือ 1.เสมอภาค โดยปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนตามกฎหมายเท่าเทียมกัน อย่าไปเรียกพวกเขาว่า “ไอ้แขก” 2.สุจริต ต้องไม่คอร์รัปชั่น ตนได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าทำอะไรก็ได้แต่อย่าไปเรียกร้องอะไรจากประชาชน และ3.สามัคคี ข้าราชการที่ลงไปทำงานทั้งหมดจะแบ่งแยกไม่ได้

นายอารีย์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่มารับตำแหน่งรมต. ได้เข้าไปพูดคุยกับโต๊ะครูในสถาบันศึกษาปอเนาะทั้งเป็นทางการและส่วนตัว จนขณะนี้มีความสมัครใจที่จะช่วยกันเขียนหลักสูตรการเรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะแล้ว ซึ่งมีความหวังว่าหลักสูตรที่ออกมาจะเป็นปอเนาะตามที่ทุกคนอยากเห็น

“ความเข้าใจหลายรัฐบาลเดิมๆ เชื่อว่าเราสามารถจะค่อยๆ ไปเปลี่ยนเขา ส่งคนไปแต่งงานกับเขา เหล่านี้เป็นความเข้าใจผิด ศาสนาอิสลามทำอย่างไรก็ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราไม่มีชาติหน้า เรามีชาติต่อไปข้างหน้าที่จะไปเจอ ดังนั้นคนนับถือศาสนาอิสลามมีชาติปัจจุบันที่ต้องทำดี กับอนาคตไปรับสิ่งที่ทำในปัจจุบัน ถ้าเราเข้าใจวิถีชีวิตของเขาแนวปฏิบัติกับเขาก็เป็นไปตามนี้ ถ้าไม่เข้าใจก็ลำบาก” รมช.ศึกษาฯ กล่าว

ให้กศน.เข้าไปสอนภาษาไทย

ต่อมานายอารีย์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่กระทรวงศึกษาฯว่า ขณะนี้เสนอรมว.ศึกษาฯตั้งคณะกรรมการ 3 ชุดเพื่อพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะคือ คณะกรรมการโครงสร้างทางกายภายภาพ หลักสูตร การปรับปรุงคุณภาพของบุคลากรและครู คาดว่าใน 1-2 วันนี้รมว.จะลงนาม แต่โต๊ะครูของสถาบันศึกษาปอเนาะได้ดำเนินการล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้ได้เสนอรมว.ศึกษาฯว่าควรแก้กฎหมายให้การศึกษานอกโรงเรียนเข้าไปสอนภาษาไทยให้กับประชาชนที่อยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับในสถาบันศึกษาปอเนาะได้ เพราะตอนนี้คนที่ต้องการจะเรียนภาษาไทยมีอยู่ แต่เจ้าหน้าที่กลัวว่าถ้าไปสอนจะขัดกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ ที่ไม่ให้สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.)เข้าไปสอนผู้ที่มีอายุ 5-15 ปี

“ขณะนี้ทราบว่าปอเนาะเขาอยากจะให้การศึกษานอกโรงเรียนเข้าสอนเด็ก บางแห่งเขาขอมาแต่เราไม่มีให้ เพราะมีข้อกฎหมายปัญหาเด็กอายุตั้งแต่ 5-15 ปีเขาสอนไม่ได้ ผมบอกไปแล้วว่าแม้จะขัดหลักกฎหมายที่ให้เรียนภาษาไทย ก็ให้ทำเพราะเป็นของดี คนเขาต้องการจะเรียนภาษาไทยกลับไปบอกว่าขัดกับกฎหมายอย่างนี้ไม่ใช่วิธีปฏิบัติ จะเอากฎหมายมาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้ ต้องเอาหลักปฏิบัติมาเป็นหลักเกณฑ์ว่าเมื่อคนเขาอยากจะเรียนรู้ภาษาไทยต้องให้เขาเรียน ผมได้พูดในการประชุม 3 จังหวัดไปแล้วว่าต้องให้เรียน เราอยากให้พี่น้องที่นั่นเขาได้เข้าใจภาษาไทยกลับไม่ให้เรียนไม่ถูกหรอก ผู้ที่ไปทำงานแสดงว่าไม่เข้าใจนโยบาย คนประเภทนี้น่ากลัว” รมช.ศึกษาฯกล่าว

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าพรรคมหาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่นายกฯ ยังไม่รับปากขอโทษในเหตุการณ์สลายการชุมนุมประชาชนที่ตากใบว่า หากนายกฯยอมขอโทษสถานการณ์จะดีขึ้นมาก แต่ความจริงมันช้าไปแล้ว เพราะควรจะขอโทษตั้งแต่ที่รู้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ตายแค่ 6-7 ศพ การตายของผู้ชุมนุมเกิดขึ้นตอนเคลื่อนย้ายที่ทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้นำต้องรับผิดชอบ และต้องออกมาขอโทษ ถ้าเป็นนายกฯในประเทศที่มีจิตสำนึกสูงต้องลาออกไปแล้ว ซึ่งคนไทยต้องกลับมาคิดว่า นายกฯเป็นตำแหน่งสูงสุดที่มีเกียรติยศ การจะสง่างามต้องคำนึงถึงคำว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไม่ใช่พูดเอาตัวรอดไปวันๆจะขอโทษเมื่อไหร่ก็ยังบอกไม่แน่ว่าจะเป็นวันไหน ทำอย่างนี้ไม่ใช่รัฐบุรุษ

ยิงฐานอส.บาเจาะ-ดวลปืนสนั่น

เวลา 09.00 น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.ปัญญา เทียนศาสตร์ รองผบช.ภ.9 พร้อมด้วยพ.ต.ท.วนา อวภาค รองผกก.สภ.อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังคนร้ายไม่ทราบกลุ่มจำนวน 2 คนแต่งกายชุดพราง ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ฉวยโอกาสขณะไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่อ.บาเจาะ กราดอาวุธปืนสงครามยิงฐานบก.ร้อย อส.บาเจาะ ซึ่งอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอบาเจาะ ในระหว่างการหลบหนีผ่านบริเวณจุดตรวจหน้าสภ.อ.บาเจาะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตั้งจุดตรวจ คนร้ายได้กราดอาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่อีกจำนวน 1 ชุด เจ้าหน้าที่จึงตอบโต้ด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้า เนื่องจากเป็นย่านชุมชน ทำให้คนร้ายอาศัยความมืดหนีไปทางเส้นทางบ้านทอนหายไปในที่สุด โดยเส้นทางที่คนร้ายใช้เป็นเส้นทางหลบหนีดังกล่าว มีสายเชื่อมโยงแยกหลายสายที่เข้าสู่จังหวัดนราธิวาส และจ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ในรอบบริเวณฐานบก.ร้อยอส. พบฝาไม้อัดบ้านพักอส.หลังที่ 1 ซึ่งถูกสร้างด้วยไม้สำหรับเรือนนอนคนเดียว มีร่องรอยคมกระสุนเอ็ม 16 เจาะทะลุฝาจำนวน 2 รู ส่วนหัวกระสุนทะลุฝังในโครงหลังคาบ้านพัก อส.หลังที่ 2 จำนวน 1 หัว ห่างจากจุดแรกประมาณ 20 เมตร จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ

จากการสอบปากคำ อส.จักรรินทร์ โต๊ะแม อายุ 25 ปี ประจำบก.ร้อยอส.บาเจาะทราบว่า เรือนพักที่ 1 ที่ถูกคนร้ายกราดยิงเป็นที่พักผ่อนของตน โดยในช่วงเกิดเหตุขณะที่ตนกำลังปฏิบัติหน้าที่เวรยามประจำบังเกอร์ด้านหลังของฐานบก.ร้อย เห็นชายฉกรรจ์แต่งกายชุดพรางจำนวน 2 คนใช้รถจยย.เป็นพาหนะมาจอดที่บริเวณด้านหลังฐาน พร้อมใช้รังปลวกขนาดใหญ่เป็นที่กำบัง ห่างจากฐานประมาณ 100 เมตร คนร้ายเปิดฉากยิงรัวเข้าใส่ฐานจำนวน 2 ชุด ตนจึงยิงตอบโต้คนร้าย 1 นัด เนื่องจากกระสุนปืนติดขัดลำกล้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจสอบที่บริเวณรังปลวกแต่ไม่พบหลักฐานอะไรในที่เกิดเหตุ ส่วนสาเหตุยังอยู่ระหว่างสอบสวนของเจ้าหน้าที่

กู้ระทึกซุกระเบิดใต้สะพาน

ต่อมาเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายประชา เตรัตน์ ผวจ.นราธิวาส เชิญนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย นายอับดุลเราะหมาน อดุลสมัด ประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส พระราชคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัด รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนเอกชนประมาณ 30 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อถกปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จ.นราธิวาส และนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งหลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า กลุ่มคนร้ายก่อเหตุร้ายพยายามเชื่อมโยงให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในทางศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ จึงเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาเป็นไปในลักษณะละเอียดอ่อนเพื่อป้องกันคนร้ายและมือที่ 3 ก่อเหตุให้ประชาชนทั้ง 2 ศาสนิกต้องบาดหมางอย่างเด็ดขาด

ขณะที่นายประชา เตรัฐ นักศาสนากำลังร่วมประชุมที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในเวลา 10.30 น. ร.ต.ต.วินัย เภาประดิษย์ ร้อยเวร สภ.อ.เมืองนราธิวาส รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิด บนเส้นทางถนนเพชรเกษม สายนราธิวาส-ปัตตานี ตั้งอยู่ที่ตอม่อใต้สะพานรอยต่อบ้านปลักปลา-เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส แยกศูนย์ราชการจังหวัด อ.เมือง จ.นราธิวาส จึงประสานไปยังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ(นปพ.) ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด แต่เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวติดภารกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.อ.เมืองนราธิวาส และทหารฉก.นย.กว่า 40 นาย จึงต้องนำแผงเหล็กกั้นมาตั้งไว้โดยรอบห่างจุดที่พบวัตถุต้องสงสัยประมาณ 200 เมตร เพื่อป้องกันอันตรายบุคคลและยานพาหนะที่สัญจรไปในมา

ต่อมาเวลา 13.00 น. ร.ต.อ.ไพทูรย์ บัตรสูงเนิน รองสารวัตรนปพ.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริเวณใต้สะพาน โดยก่อนตรวจสอบได้ประสานตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันกำลังเจ้าหน้าที่ทหารได้เคลียร์พื้นที่รอบบริเวณเพื่อป้องกันคนร้ายแอบซุกซ่อนระเบิดลูกที่ 2 เพื่อลวงดักสังหารเจ้าหน้าที่ในรอบบริเวณ แต่ไม่พบวัตถุระเบิดบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงลงไปเก็บกู้ที่ใต้สะพานบริเวณตอม่อ โดยนำเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ตรวจค้นหาวัตถุระเบิดซึ่งอยู่ในกล่องพัสดุไปรษณีย์สีน้ำตาล ห่อด้วยพลาสติกสีขาวแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใช้เวลา 5 นาทีจึงเก็บกู้ได้ ตรวจสอบในกล่องดังกล่าวพบเป็นอิฐมอญจำนวน 1 ก้อน ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายตั้งใจมาตั้งไว้ใต้สะพาน เพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่และสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนในช่วงวันฮารีรายอของชาวมุสลิม

สวนสัตว์นำสิ่งของมอบร.ร.ปอเนาะ

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลา นายบัญญัติ อินทร์สุวรรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลาเปิดเผยว่า ทางสวนสัตว์สงขลาได้เป็นตัวแทนสวนสัตว์ของรัฐที่สังกัดองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีสวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว และสวนสัตว์นครราชสีมา นำสิ่งของไปมอบให้กับนักเรียนปอเนาะในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

“กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายๆโครงการที่นายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ได้สนับสนุนให้มีขึ้นมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสวนสัตว์กับพี่น้องชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน ตามนโยบายของรัฐต่อไป”นายบัญญัติกล่าว

นายบัญญัติ อินทร์สุวรรณ์ กล่าวอีกว่าโครงการนี้เป็นการรวมน้ำใจ จากสวนสัตว์ในภูมิภาคต่างๆ ที่จัดสิ่งของ เครื่องใช้ อุปกรณ์ เครื่องเขียน แบบเรียน สมุด ดินสอ อาหารสำเร็จรูป และอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นของใหม่ทั้งหมด โดยสิ่งของเหล่านี้จะส่งมารวมกันที่สวนสัตว์สงขลา ซึ่งตนก็ได้มอบให้นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา และคณะ นำไปมอบให้กับนายนิเดร์ วาบา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อนำไปแจกจ่ายตามโรงเรียนปอเนาะต่างๆในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่

หาดใหญ่สั่งตรวจเข้มรถยนต์-จยย.

เวลา 10.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุพิชศิลป์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผกก.สภ.อ.หาดใหญ่ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจ สายสืบให้เพิ่มความเข้ม ให้ตรวจตราย่านชุมชน สถานีขนส่ง ห้างสรรพสินค้าทั้งหมด รวมทั้งให้ตั้งด่านตรวจรถยนต์ จักรยานยนต์ บุคคล ที่เดินทางมาจากพื้นที่รอบนอก และเข้ามาในตัวเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากช่วงเทศกาลฮารีรายอ มีวัยรุ่นเป็นจำนวนมากเดินทางมาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาเที่ยวในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และโรงแรมกับศูนย์การค้าให้รปภ.ของแต่ละที่ทำการตรวจเข้มรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะรถจยย.ให้ตรวจทุกคันที่เข้าไปจอดในบริเวณลานจอดรถของห้างฯและโรงแรม

รายงานจากหน่วยข่าวกรองได้แจ้งเตือนให้ทราบว่า ขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดนได้มีการส่งแกนนำที่เป็นมือก่อวินาศกรรม เข้ามาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 7-10 คน เพื่อก่อความไม่สงบ และรวมถึงในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ย่านการค้า ย่านชุมชน และอ.เมืองสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์ราชการ โดยให้มีการตรวจสอบกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ และสพายกระเป๋าเป็นหลัก รวมทั้งให้ตรวจสอบรถยนต์ที่เข้าไปจอดในย่านชุมชน เพราะมีการแจ้งเตือนว่าจะมีการใช้คาร์บอมบ์ในการก่อวินาศกรรม อาลัย– หญิงชาวไทยมุสลิมเขียนไว้อาลัยเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ระหว่างร่วมงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต จัดโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.
หมอ”เล่าเหตุการณ์วันตาย78ศพ

เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาปัญหาความมั่นคงในจังหวัดภาคใต้ เพื่อหารือกรณีการสลายและจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงที่บริเวณสภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเชิญพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.ท.จีรศักดิ์ อินทะสอน รักษาราชการรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร นายจรัล ดิษฐาอภิชัย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และนายสมชาย หอมละออ ตัวแทนจากสภาทนายความร่วมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการหารือคณะกรรมาธิการได้ซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยร.ท.น.พ.จีรศักดิ์ นายแพทย์คนเดียวที่ดูแลผู้ชุมนุมที่ถูกลำเลียงมาจากสภ.อ.ตากใบชี้แจงว่า ช่วงแรกได้รับคำสั่งจากรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกปัตตานี ให้ไปตรวจปัสสาวะผู้ถูกจับกุม 400 คน จนเวลาประมาณ 18.00 น. มีรถบรรทุกสีเขียว คาดว่าเป็นรถทหาร ขนผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง มีคนเจ็บจำนวนมาก แต่สามารถเดินลงจากรถเองได้ ผู้เสียชีวิตในช่วงนั้นมีเพียง 1 คน รถบรรทุกมาถึงที่โรงพยาบาลจำนวนมากเวลา 2-3 ทุ่ม ส่วนใหญ่เดินโซซัดโซเซลงมา บางคนหลับเพิ่งตื่น บางคนปลุกแล้วไม่ตื่น ตรวจไม่พบชีพจร ไม่หายใจแล้ว ม่านตาไม่ขยาย พยายามใช้การทุบ ตบ เรียกให้ฟื้น แต่ไม่ตอบสนอง แผลที่พบส่วนใหญ่ทั้งคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นแผลฉีกขาด กล้ามเนื้ออักเสบ แผลถลอก แต่ไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่หรือโดนอาวุธที่ทำให้เสียชีวิตได้ และไม่เห็นคราบเลือดนองบนรถบรรทุก ส่วนการลำเลียงคนมาไม่ได้ทับซ้อนทั้งคันรถ ส่วนการตรวจสารเสพติดผู้เสียชีวิต 78 ศพพบ 2 รายที่มียาบ้า นับตั้งแต่เกิดเหตุมี 2 รายที่ค้างอยู่โรงพยาบาล โดยรายหนึ่งโดนกระสุนปืนที่ต้นขา แต่ขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลไปแล้วไม่ทราบว่าถูกควบคุมหรือไม่

“พรทิพย์”สงสัยทำไมตายมากขนาดนี้

พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ชี้แจงว่า ครั้งแรกได้ทราบว่ามีผู้เสียชีวิตในการสลายการชุมนุมมีเพียง 6 ศพ ในช่วงเย็นของวันที่ 25 ต.ค. แต่ขณะเดินทางไปยังค่ายอิงคยุทธฯของวันรุ่งขึ้นก็ได้รับทราบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 77 ศพ และเมื่อเข้าไปดูที่ห้องเก็บศพเพื่อชันสูตรได้ขอให้อัยการ และฝ่ายปกครองได้บันทึกข้อมูลโดยละเอียด สภาพศพส่วนใหญ่จะมีบาดแผลครูด ถลอกที่ตัวทั้งก่อนและหลังเสียชีวิตเพราะถูกทหารลาก ส่วนบาดแผลฉกรรจ์หรือแขนขาหักนั้นไม่มี มี 4-5 รายเลือดออกใต้ตาขาว ลิ้นจุกปาก เลือดออกตามตัว แต่ไม่มีรอยบีบรัดคอ ส่วนกรณีที่คอหักหมุนได้รอบตัวมีจำนวนมากที่ไม่สามารถผ่าพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากอะไร ยืนยันว่าจากการชันสูตรทั้ง 78 ศพไม่มีบาดแผลจากการถูกยิง แต่ขาดอากาศหายใจ ถูกทับอก น่องเกร็งเป็นลูก และบางส่วนมีอาการชัก ทั้งนี้ตนได้ดูทุกศพด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาด และไม่มีใครสั่งการ

“อยากจะชันสูตรอย่างละเอียดทุกศพ แต่มีข้อจำกัดเรื่องมุสลิม ไม่มีผู้ใหญ่ให้หารือ รวมทั้งผู้นำทางศาสนาจุฬาราชมนตรีบอกว่า ทำได้ ขณะที่ผู้นำศาสนาคนอื่นก็ยังเห็นขัดแย้งกัน แม้แต่จะถามว่าทำไมถึงกลาย เป็น 77 ศพ ทำไมถึงตายมากขนาดนี้ ไม่มีใครตอบคำถามได้ บางคนถามแล้วก็ไม่พูด ส่วนจะพิสูจน์ทางนิติเวชเพื่อทำให้สาเหตุการตายทั้ง 78 ศพกระจ่าง ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะยิ่งนานไปศพก็เน่าหมด”พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการได้ฉายวิดีโอเกี่ยวกับภาพสภาพศพของผู้เสียหายแต่ละรายโดยเฉพาะที่มีบาดแผลที่ใบหน้ามาให้กรรมาธิการฯชม รวมทั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยกรรมาธิการส่วนใหญ่ติดใจและถามย้ำพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ ว่าสภาพศพถูกซ้อมจนเสียชีวิตหรือไม่ ซึ่งพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ยังยืนยันว่าบาดแผลที่เห็นไม่สามารถชี้ได้ว่าเกิดการซ้อมหรือไม่เพราะบริเวณร่างกายไม่มีบาดแผล แต่หากได้ผ่าพิสูจน์จึงจะทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอะไร

สภาทนายความเตรียมยื่นฟ้อง

นายสมชาย หอมละออ สภาทนายความ กล่าวว่าทางสภาทนายความเตรียมพิจารณาฟ้องทั้งคดีทางแพ่งและอาญา โดยจะยื่นฟ้องในกรุงเทพฯเพื่อลดแรงกดดันของทนายความในพื้นที่ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ผู้ที่ไม่ได้ร่วมชุมนุมแต่ได้รับความเสียหาย 2.ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างเกิดเหตุ 3.ผู้เสียชีวิตระหว่างการขนย้าย อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายเพราะพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึกที่ห้ามไม่ให้มีการชุมนุม รวมทั้งประสานงานกับผู้นำศาสนาเพื่อป้องกันการถูกกดดันของผู้เสียหายหลังการฟ้องร้อง ทั้งนี้ยังได้พูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิตกรณีที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้เงินช่วยเหลือว่าต้องระวังอย่าสละสิทธิ์การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ขณะที่นายจรัลกล่าวว่า หลังจากที่กรรมการสิทธิฯได้ตั้งคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลกรณีดังกล่าวและตั้งศูนย์รับแจ้งคนหายปรากฏว่ามีโทรศัพท์แสดงตนเป็นทหารมาข่มขู่ว่าให้ระวังตัวหากลงพื้นที่จะโดนลูกหลง

ด้านนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ว.นครราชสีมากล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการฯจะต้องเสนอไปยังรัฐบาลให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่บัญชาการ รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนที่ร่วมสลายการชุมนุมในครั้งนี้ ทั้งนี้อยากให้กรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามีบทบาทมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วจึงมาเยียวยาและหาข้อมูลเท่านั้น

แฉมีเงินโอนจากต่างประเทศส่งมาช่วย

มีรายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนและข่าวลือโจรนินจา เมื่อปี 2545 จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านรุมกระทืบตำรวจตชด.ตาย 2 นาย เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์สลายม็อบตากใบ เป็นการปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการที่เหนือกว่าการแบ่งแยกดินแดนธรรมดา ซึ่งการปฏิบัติการที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545 ถือเป็นการทดสอบกำลังของกลุ่มนี้ เมื่อปฏิบัติการสำเร็จก็ฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ จนมาพลาดเมื่อเหตุการณ์ 28 เม.ย.47 ขบวนการนี้จึงต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ ส่วนเหตุการณ์ม็อบที่ตากใบ ก็ถือเป็นวิธีการก่อจลาจลที่พยายามทำให้เหมือนเมื่อครั้งโจรนินจา ดังนั้นหากไม่มีการสลายม็อบก็จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ถึงวันนี้รัฐบาลคงจะเชื่อแล้วว่าการปฏิบัติการต่างๆที่ผ่านมา คืออะไรกันแน่ มั่นใจว่าไม่ใช่ฝีมือโจรกระจอกหรือขบวนการค้าของเถื่อน และยาเสพติดอย่างแน่นอน อาจจะมีบ้างแต่ไม่มาก ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภาคใต้ พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อปฏิบัติการครั้งละมหาศาล เพียงแต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้ ดังนั้นถ้าสกัดกั้นเงินสนับสนุนจากต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง จะช่วยระงับการเติบโตของขบวนการนี้ได้

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ภายใน 6 เดือน คาดว่าคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นปัญหาที่แก้ยากมาก อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานหรือเร็วขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คือ 1.ความมีเอกภาพของหน่วยงานที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ ต้องทำงานให้มีทิศทางเดียวกันทุกกระทรวงทบวงกรม ไม่ใช่ทำคนละแนวทาง 2.ปลูกฝังสำนึกให้เยาวชนรู้สึกว่าเป็นคนไทย 3.กระทรวงการศึกษาต้องเข้าไปจัดการศึกษาในเด็กๆ ตั้งแต่อนุบาลให้เข้มแข็งกว่านี้ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักและจุดสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และ 4.การโปรยงบประมาณพัฒนาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความตั้งใจว่าทำกระบวนการเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า คนในชาติควรสามัคคีกันเพื่อแก้ปัญหา การออกมาทะเลาะกันในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นความสำเร็จของกลุ่มปฏิบัติการ และไม่เห็นด้วยที่มีส.ว.บางคนพยายามโยงเรื่องดังกล่าวให้สหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นจะทำให้กองกำลังสหประชาชาติเข้ามาควบคุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อว่าความรุนแรงจะทวีคูณกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


– ข่าวสด หน้า 1

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ปีที่ 14 ฉบับที่ 5101

Be the first to comment on "ตุ้ยค้านชนฝาห้ามทหารยุ่งม็อบ"

Leave a comment

Your email address will not be published.