มะเร็งใต้

ถาม  อาจารย์อยู่ข้างไหนในวุฒิสภา ในปัญหาสามจังหวัดภาคใต้
ตอบ ผมอยู่ข้างคนไข้ครับ
ถาม  เอ…ข้างคนไข้นี่มันเป็นยังไงครับ ผมเห็นมีแต่สายเหยี่ยวกับสายพิราบ

 

โดย แก้วสรร อติโพธิ

ถาม อาจารย์อยู่ข้างไหนในวุฒิสภา ในปัญหาสามจังหวัดภาคใต้

ตอบ ผมอยู่ข้างคนไข้ครับ

ถาม เอ…ข้างคนไข้นี่มันเป็นยังไงครับ ผมเห็นมีแต่สายเหยี่ยวกับสายพิราบ

ตอบ คือผมเทียบสถานการณ์ภาคใต้เหมือนบ้านเมืองเราเป็นมะเร็งครับ ตัวเนื้อร้ายที่แปลงตัวตนจนร้ายกาจแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ นั้นแท้ที่จริงคือเซลล์ในตัวของเราเองที่มันวิปริตไป แนวทางเยียวยาก็มีอยู่สองแนวทางด้วยกัน คือรักษาที่ตัวอาการเนื้อร้าย กับการฟื้นฟูบำบัดร่างกาย

ถาม รักษาตัวอาการนั้นทำอย่างไรบ้างครับ

ตอบ คือมุ่งโจมตีที่ตัวเนื้อร้าย มีทั้งผ่าตัด ฉายแสง และให้เคมีบำบัด วิธีนี้ต้องมีผลข้างเคียง มีลูกหลงต่อเซลล์ดีๆ ทำลายระบบในร่างกายควบคู่กันไปหมด หมอที่รักษาต้องแม่นยำ มีประสบการณ์ และถ้าคนไข้อ่อนแอมากๆ เม็ดเลือดต่ำก็ต้องรู้จักยั้งไม้ยั้งมือ ไม่อัดจนซวดเซทรุดลงไปจนหมดสภาพ

ถาม มีทางอื่นอีกไหมครับ

ตอบ มีครับ…คือเป็นแนวทางที่มองมะเร็งไปอีกมิติว่า เป็นอาการที่เกิดจากการเสียสมดุลของร่างกาย ต้องบำบัดที่ร่างกาย ไม่ใช่ตัวมะเร็งอันเป็นเพียงอาการเท่านั้น ถ้าบำบัดจนฟื้นฟูได้แล้วร่างกายก็จะมีตำรวจคือเม็ดเลือดขาวมาจัดการเซลล์ที่บ้าคลั่งได้เอง แนวทางสายนี้จึงเน้นที่การฟื้นฟูความเข้มแข็งของร่างกายด้วยประการต่างๆ

ถาม ประการใดบ้างครับ

ตอบ เริ่มที่งดอาหารโปรตีน, นั่งสมาธิทำจิตให้เข้มแข็ง, ออกกำลังกาย, ระบายพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ และฟื้นระบบบำบัดด้วยยาสมุนไพรนานาชนิดหรือพืชผักบางตัว แนวทางนี้ก็แพร่หลายอยู่มากในหลายประเทศครับ บ้านเราก็มีไม่น้อย

ถาม แล้วมันเกี่ยวกับเหตุการณ์ภาคใต้ตรงไหน ครับ

ตอบ มันเทียบกันได้ในทรรศนะของผมว่า พี่น้องไทยมุสลิมนั้นเขามีชีวิตหมู่ที่เข้มแข็งกระชับแน่น ถูกรังแกกดขี่เมื่อใดจะกระจายความเกลียดชัง ช่วยกันเกลียดช่วยกันชังได้รวดเร็วมาก ยิ่งเกลียดก็ยิ่งรวมกันได้แน่น ตัวศาสนามุสลิมเองก็มีอนาคตของการกลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าที่แรงจริงๆ มีศีลที่เคร่ง ทำให้หมดตัวตนเสียสละปัจจุบันเพื่ออนาคตได้ง่ายกว่าคนอื่น ชีวิตหมู่และการอุทิศตนเป็นมวลชนปฏิวัติจึงพร้อมจะเกิดขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวย

ถาม อาจารย์เห็นเงื่อนไขอะไรบ้าง

ตอบ ผมเห็นการรุกรานทางเศรษฐกิจที่ไปทำลายล้างถิ่นฐานวัฒนธรรมของเขา เห็นการสูญเสียที่ดิน สูญเสียแหล่งประมงชายฝั่ง สูญเสียสวนลองกองรอบเขาบูโดให้อุทยานของรัฐ เห็นการสูญสิ้นรากเหง้าชุมชนอย่างเฉียบพลันให้โครงการท่อก๊าซสงขลา ผมเห็นการรุกรานทางวัฒนธรรมและการศึกษา เห็นการอุ้มฆ่าด้วยอิทธิพลและคนมีสีโดยเฉพาะในช่วงสงครามปราบยาเสพติด เห็นการไปเข้าข้างปีศาจยิวด้วยการส่งกำลังไปอิรัก เห็นการจับผู้นำที่เขาเคารพรักเช่นคุณหมอแว และการหายตัวไปของทนายสมชาย ทั้งหมดนี้ถือเป็นเงื่อนไขที่สุกงอมทั้งสิ้น

ถาม สุกงอมแล้วร่วงเอาง่ายๆ เลยหรือครับ

ตอบ มันต้องได้ผู้นำและยุทธศาสตร์ที่เป็นจริงมาประสานด้วยครับ มันถึงจะเกิดมวลชนปฏิวัติขึ้นมาได้ ลำพังเงื่อนไขที่สุกงอมนั้นไม่เพียงพอหรอกครับ

ถาม ใครคือผู้นำและอะไรคือยุทธศาสตร์ของเขา

ตอบ จากที่ผมศึกษาปัญหานี้มาในทางสังคมจิตวิทยาการเมืองและเขียนไว้ในหนังสือกำเนิดมวลชนปฏิวัติ” ที่ Eric Hoffer เขาบอกไว้ในหนังสือ “The true believer” ของเขาว่า ผู้นำมวลชนต้องเป็นคนที่เกลียดปัจจุบันอย่างหนักหนาสาหัส ผิดหวังในชีวิตปัจจุบันอย่างรุนแรง แบบฮิตเลอร์เลยทีเดียวครับ เช่นเป็นครูสอนศาสนาที่จบปริญญาตรี ปริญญาโทจากต่างประเทศแล้วต้องมาสอนนักเรียนด้วยเงินเดือนสามพันบาทอยู่ไปวันๆ อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ต้องทนเห็นการรุกรานของพวกนอกศาสนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เฝ้าเกลียดชังชีวิตปัจจุบันจับจิตจับใจ ในส่วนสมองก็ฉลาดเฉลียวเกินคน วางแผนคิดอ่านการใดก็คิดได้ทะลุปรุโปร่ง จิตใจเหี้ยมหาญ กล้าหาญ กล้านำ พูดแทงใจดำ วาดสวรรค์ วาดปีศาจให้บรรดาผู้ตามเต้นเร่าๆ ได้ คนอย่างนี้นี่แหละครับที่จะเป็นผู้นำมวลชนปฏิวัติได้

ถาม ยุทธศาสตร์ของเขาคืออะไรครับ

ตอบ ชีวิตระยะแรกของมวลชนปฏิวัติก็คือการทำลายล้างชีวิตปกติของผู้คน ฆ่าได้ทุกคนไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา มุ่งเป้าหมายคัดสรรมวลชนจากหนุ่มสาวที่ไร้อนาคตด้วยพิษการพัฒนาอันแปลกแยกแม้แต่อาชญากรคนด้อยต่ำก็แปรเป็นมวลชนที่เต้นเร่าในภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ได้ ยิ่งอำนาจรัฐเกรี้ยวกราดฆ่าคนเป็นผักปลาตอบโต้เขาเท่าใด เขาก็ยิ่งจะยินดีมีผู้คนให้กวาดต้อนจัดตั้งได้มากเท่านั้น ถ้าถึงขั้นยกกำลังกวาดหมู่บ้านเมื่อใดก็ไปโลดเลย

การทำให้เราบ้าหน้ามืดตามัวจนกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับนี่เองคือเป้าหมายหลักของเขาครับ คนพวกนี้คือคนไทยหรือเซลล์ในร่างกายของเราเอง ที่เพี้ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งและแตกตัวออกไป ยิ่งเราบุ่มบ่ามผ่าตัดผิดพลาดก็ยิ่งกระจายตัวได้มากขึ้น ไปยึดอวัยวะอื่นให้เสียหายตามไปอีก นี่คือความจริงของโรคมะเร็งที่ไม่มีเชื้อโรคให้เราเห็นเป็นตัวๆ เช่นตัวแบคทีเรียหรือตัวไวรัสแต่อย่างใด

ถาม ถ้าสถานการณ์ภาคใต้ในปัจจุบันเป็นมิติใหม่ ไม่ใช่ระดับเชื้อโรคคือระดับโจรกระจอก หรือโจรแบ่งแยกดินแดนเช่นในอดีต เพราะมีคุณภาพถึงขั้นเป็นมะเร็งหรือมวลชนปฏิวัติไปแล้วอย่างนี้ แล้วเราจะรักษากันอย่างไรดี

ตอบ ก็เป็นเช่นปัญหาการรักษามะเร็งนั่นแหละครับ ว่าจะใช้แนวทางจัดการที่ตัวเซลล์มะเร็ง หรือบำบัดร่างกายให้แข็งแรง หรือทั้งสองแนวทางประกอบกัน

ถาม อาจารย์ว่าอย่างไรครับ

ตอบ ผมไม่ทิ้งทั้งสองแนวทาง เราต้องใช้มืออาชีพทั้งสองแนวทางมาช่วยกัน แนวทางปราบปรามนั้นต้องใช้กฎหมายเป็นฐานไม่ใช่อำนาจดิบ การข่าวต้องแม่นยำ มีแหล่งข่าวเป็นตัวๆ อยู่จริงๆ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนรายงาน เป็นมะเร็งตรงไหนก็ยังไม่รู้แต่ผ่าตัด ฉายแสง มั่วไปหมดทุกส่วนเช่นทุกวันนี้

ส่วนแนวทางการเมืองนั้นต้องนำหน้าแน่นอน ต้องเข้าใจความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชนพี่น้องมุสลิม เข้าใจแล้วต้องยอมรับ ยอมเคารพในสิทธิที่จะเป็นตัวของเขาอย่างนั้น จากนั้นจึงตามด้วยความหวังดีเกื้อกูลช่วยเหลือเช่นพี่น้องกัน

ความรัก” ที่รู้จักเข้าใจ ยอมรับ และหวังดีต่อกัน อย่างนี้นี่แหละครับ ที่เราต้องมีให้กันและต้องใช้ดับร้อนในแผ่นดินครั้งนี้ จะใช้กันอย่างไรก็ปรึกษาผู้คนในพื้นที่เขาดูสิครับ มีแนวทางให้ช่วยกันขบคิดมากมายนัก โครงการพับนกโปรยนกกันเต็มแผ่นฟ้านั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ถาม สรุปแล้วอาจารย์ไม่ใช่ทั้งสายเหยี่ยวหรือสายพิราบเลยใช่ไหมครับ หรือจะเป็นนกนางนวลกันแน่

ตอบ เรื่องภาคใต้ไม่ใช่เรื่องนก แต่เป็นเรื่องของคนป่วย หมอแต่ละแนวทางอาจเถียงกันได้แต่อย่าลืมคนไข้ เพราะผิดพลาดบกพร่องอย่างไรมันตกที่คนไข้คือบ้านเมืองของเราทั้งนั้น

ดังนั้นเมื่อคุณเห็น สว.อย่างอาจารย์เจิมศักดิ์ พี่ไกรศักดิ์ พี่ทองใบ พี่ประทิน หรือคุณหมอนิรันดร์ รวมทั้งผมด้วย ติติงการใช้กำลังโดยสุ่มเสี่ยงของฝ่ายรัฐอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อใด ก็ขออย่าได้เขม่นยึดติดที่ท่าทีในการนำเสนอ จนหลงคิดไปว่าหมอกลุ่มนี้มันเข้าข้างเซลล์มะเร็งเลยครับ

เราเสนอความเห็นชี้บ่งให้ช่วยกันเป็นห่วงความแข็งแรงของร่างกายด้วยต่างหาก เพราะยิ่งฉายแสงยิ่งอัดเคมีบำบัดเข้าไปเท่าใด คนไข้ก็ยิ่งจะอ่อนแอลงไปเท่านั้น เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว ตรงนี้คือแนวคิดแนวมองปัญหาของเราที่อาจต่างกับตำราอื่นๆ ได้เป็นธรรมดา

ถาม เขาบอกว่าพวกอาจารย์ในสภา ไม่ยอมตำหนิติเตือนพวกก่อการร้ายบ้างเลย

ตอบ หมอต้องวิจารณ์หมอด้วยกัน จะไปวิจารณ์ตัวมะเร็งทำไม สภาก็ต้องกำกับที่รัฐบาลจะไปกำกับตรวจสอบหรืออภิปรายผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจจริงๆ

คนไข้คือบ้านเมืองของเราอาการหนักลงเรื่อยๆ เห็นๆ อยู่อย่างนี้ แทนที่จะช่วยกันคิดอ่านว่าจะปรับแนวทางรักษากันอย่างไรดี จะเปลี่ยนยา เปลี่ยนแนวทาง หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนหมอ ก็ต้องคุยกันได้ เปิดใจเปิดสมองรับฟังกันได้ทั้งนั้นมิใช่หรือครับ บ้านเมืองก็เป็นของผมด้วย ไม่ใช่ของใครคนเดียวเสียเมื่อไหร่

จะมัวจ้องทะเลาะกันจนพวกมันมาลอบวางระเบิดกรุงเทพฯ แล้วบ้ากันทั้งประเทศเลยหรืออย่างไร

 

 

 

หนังสือพิมพ์มติชน

6 ธันวาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9767

Be the first to comment on "มะเร็งใต้"

Leave a comment

Your email address will not be published.