๑๕ วาระการปฏิรูปต้องผนึกกำลัง

 

     วันเวลาตามโรดแม็พการทำงานของสภาปฏิรูปเคลื่อนไปไม่มีหยุด สมาชิก ๒๕๐ คนต่างเร่งทำงานเพื่อตอบสนองความคาดหวังของสังคมภายนอกอย่างไม่ย่อท้อ โดยเฉพาะกลุ่ม ๒๐ คนที่ขันอาสาเข้าไปทำงานในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งดูเหมือนว่าจะหนักกว่าเพื่อน แต่งานก็มีความก้าวหน้าไปมากดังที่มีรายงานข่าวทางสื่อมวลชนออกมาให้ได้ติดตามกันเกือบทุกวัน จึงเป็นที่มั่นใจได้ในระดับที่แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนรอคอยจะเสร็จทันตามกำหนดเวลา

     สำหรับการปฏิรูปประเทศในด้านอื่นๆ ที่มีคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำ สปช.(กมธ.) อีก ๑๘ คณะแบ่งกันดูแลนั้น บัดนี้ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการของ สปช.เมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ ม.ค.ได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันชัดเจนแล้วว่า ทุกมาตรการการปฏิรูปจะต้องมุ่งคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นศูนย์กลาง  โดยจะต้องนำไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมืองและความสันติสุขยั่งยืนของสังคม ทั้งนี้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทรัพยากรและคนไทยคือปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

     ภายหลังการสัมมนา คณะกรรมการที่รับผิดชอบได้สรุปภาพรวมภารกิจการปฏิรูปว่าประกอบด้วยสิ่งที่เรียก “วาระการปฏิรูป”จำนวน ๓๔ วาระ มี๗๙ ประเด็นย่อย และ “วาระการพัฒนาสำคัญ” อีก ๗ วาระ มี ๒๐ ประเด็นย่อย

      สภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดให้สมาชิกได้อภิปรายและลงมติรับรองไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดว่าจะบริหารจัดการกระบวนการทำงานอย่างไรนั้น สปช.คงจะได้หารือในการจัดลำดับความสำคัญและตกลงในวิธีการขั้นตอนทำงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาต่อไป

     ในโอกาสนี้ ผมในฐานะสมาชิกสปช.คนหนึ่งที่สนใจปัญหาเป็นพิเศษในด้านสังคมและการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน ขอทดลองเลือกหยิบเอาวาระการปฏิรูปและวาระการพัฒนาที่สำคัญออกมาจากตะกร้าของสภาปฏิรูป เพียงจำนวน ๑๕ เรื่อง เท่าที่คิดว่าสปช.ควรจะต้องรวมพลังกันทำงานให้สำเร็จ  โดยอาจจัดรูปแบบการทำงานทางวิชาการเชิงลึกเป็นคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ที่ทำงานแบบข้ามกรรมาธิการและมีความคล่องตัวคล่องตัวกว่า และสามารถเชิญผู้รู้จริงรู้ลึกในเรื่องนั้นๆ เข้ามาเสริมทีมได้  ทั้งนี้ก็เพื่อทำการออกแบบการปฏิรูปในเชิงความคิดรวบยอดในแต่ละเรื่องให้เสร็จภายใน ๑ เดือน  จากนั้นออกแบบเชิงกระบวนการและองค์กรภายในเดือนที่ ๓   และออกแบบการปฏิรูปในเชิงกฎหมาย รวมทั้งทำแผนดำเนินการเปลี่ยนผ่านให้เสร็จภายในเดือนที่ ๖  ดังนี้

๑.วาระปฏิรูปการป้องกันทุจริต   –  ออกแบบให้ครอบคลุมประเด็นการเอาผิดกับผู้ทุจริตอย่างเฉียบขาดจริงจัง ลดกฎระเบียบของราชการที่หยุมหยิมแต่ไร้น้ำยา ลดการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน สร้างระบบบริหารราชการที่เปิดเผย (open government)

๒.วาระปฏิรูประบบงบประมาณ  –  ครอบคลุมในประเด็นการจัดงบประมาณแบบฐานพื้นที่ (area based)  ระบบตรวจสอบและประเมินผลความคุ้มค่า (result based) รวมทั้งการกำหนดขอบเขตอำนาจและความสัมพันธ์ที่ชัดเจนและเหมาะสมระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นและประชาชน

๓.ปฏิรูปกิจการตำรวจ  –  ครอบคลุมประเด็นโครงสร้างกิจการตำรวจ และการกระจายอำนาจการบริหารจัดการกิจการตำรวจ

๔.ปฏิรูปโครงสร้างภาษี  –  ครอบคลุมประเด็นระบบภาษีที่เป็นธรรม ภาษีระดับชาติ ภาษีระดับท้องถิ่น ความซ้ำซ้อนและช่องโหว่ของระบบภาษี

๕.ปฏิรูปที่ดินและการจัดการที่ดิน  –  ครอบคลุมประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร  ระบบกรรมสิทธิ์และการถือครอง  ที่ดิน สปก. และธนาคารที่ดิน

๖.ปฏิรูประบบการเรียนรู้  –  ครอบคลุมประเด็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและหลักศาสนา การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพและสมรรถนะทางร่างกาย  การคิดวิเคราะห์ การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง

๗.ปฏิรูประบบวิจัยเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศ  –  ครอบคลุมประเด็นส่งเสริมการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาระบบข้อมูลประเทศ (Big Data) และการต่อยอดการวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

๘.ปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ  –  ครอบคลุมประเด็นการบริหารจัดการ๓กองทุนสุขภาพ การร่วมจ่ายบริการสุขภาพระหว่างรัฐกับผู้ใช้บริการตามเศรษฐฐานะ

๙.ปฏิรูประบบการเตรียมรับมือวิกฤติการณ์”กรุงเทพฯจม”  –  ครอบคลุมประเด็นระบบการป้องกันและระบบการปรับตัว

๑๐.ปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมเพื่อเป็นทุนทางสังคมของประเทศ  –  ครอบคลุมประเด็นการธำรงรักษา สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เปิดพื้นที่สำหรับศิลปวัฒนธรรม การใช้หลักศาสนาเป็นหลักในการดำรงชีวิต การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์

๑๑.พัฒนาระบบแรงงานข้ามชาติ  –  ครอบคลุมประเด็นการจัดระบบว่าด้วยเรื่องแรงงานข้ามชาติ การดูแล การจัดสวัสดิการและ การเสียภาษี

๑๒.พัฒนาระบบศูนย์ร่วมแห่งความเป็นเลิศ  – ครอบคลุมประเด็น center of excellence ในด้านเกษตรและอาหาร ด้านท่องเที่ยว ด้านสุขภาพ ด้านยานยนต์ และด้านชาติการค้า

๑๓.พัฒนาหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ๆ  –  ครอบคลุมประเด็นการวิจัยและนวัตกรรม การบ่มเพาะผู้ประกอบการและการริเริ่มลงทุนใหม่ๆ

๑๔.พัฒนาระบบโลจิสติคส์  –  ครอบคลุมประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยุคใหม่ พัฒนาไทยเป็น Logistic Hub  การพัฒนาเป็นประตูการค้าสู่อาเซียนและจีนภาคตะวันตก

๑๕.พัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่  –  ครอบคลุมประเด็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่และเมืองราชการ

๑๕ วาระสำคัญนี้มิใช่ทั้งหมดของการทำงานในช่วงที่เหลืออยู่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะยังมีประเด็นการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเกี่ยวพันข้าม กมธ.แบบที่หยิบยกมา  ซึ่งกรรมาธิการแต่ละชุดกำลังดำเนินการออกแบบวางแผนในรายละเอียดกันอยู่

     อย่างไรก็ตาม เมื่อล่วงไปถึงเดือนเมษายน ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญคงจะกลายเป็นจุดสนใจที่สุดของสังคม และสมาชิก สปช.ทุกคนก็ต้องมีภารกิจในการร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเช่นกัน จึงนับเป็นเรื่องที่ท้าทายการทำงานของ สปช.ทั้งสภาเป็นอย่างยิ่งครับ.

Be the first to comment on "๑๕ วาระการปฏิรูปต้องผนึกกำลัง"

Leave a comment

Your email address will not be published.