MENU

สนุกกับชีวิต มิตรสหาย 196 โดย หมอทวี ตอนที่ 2. “นักรบจอมปลวก”

เมื่อตอนที่ผมขึ้นไปถึงภูเขียวครั้งแรก สิ่งที่รับทราบเกี่ยวกับเขตงานใหม่นี้ก็คือ เขตงานบุกเบิกใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์

ที่นี่ไม่เคยมีกองกำลังของสหายมาก่อน แต่มีมวลชนชาวนาจำนวนไม่น้อยที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและมีความผูกพันธ์กับผู้นำนักศึกษาที่มาเคลื่อนไหวก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

พรรคได้ส่งจัดตั้งมาคนหนึ่งซึ่งเป็นสหายอาวุโส มาประกอบเข้ากับสหายนักศึกษาระดับแกนนำจำนวนหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรนำของเขตงาน

ส่วนสหายที่ร่วมบุกเบิกมีทั้งนักศึกษาจากกรุงเทพฯ มีจากธรรมศาสตร์ รามคำแหง เกษตรศาสตร์และมหิดล ที่เหลือก็เป็นปัญญาชนและชาวนาจากแก้งคร้อ ชุมแพ ขอนแก่น ชัยภูมิ คอนสาร และหนองบัวแดง

สหายวาและสหายวรรณไปอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้วก่อนผมขึ้นภูเขียว ในใจผมนึกชื่นชมในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของสองสามีภรรยาคู่นี้มาก ที่ตัดสินใจเข้าป่าร่วมต่อสู้บนหนทางปฏิวัติ เมื่อได้รู้จักพูดคุยด้วยไม่ทันนานก็ยิ่งสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว พวกเราเรียกแกว่า “ผู้เฒ่าวา” กับ “ป้าวรรณ”

สหายวาเป็นคนอารมณ์ดี ไว้หนวดเฟิ้ม ยิ้มฟันขาว พูดไปกระดิกหนวดไป ทราบว่าเป็นครูมาก่อน พูดจาน่าฟัง สนุกสนาน มีอารมณ์ขันและสื่อสารด้วยคำพูดที่เข้าใจง่ายๆแบบชาวบ้าน เรียกว่าเป็นต้นแบบของคนทำงานมวลชนเลยทีเดียว

สำเนียงพูดอีสานของผู้เฒ่าวามีลักษณะเฉพาะตัวอย่างบอกไม่ถูก เสียงสูงเสียงต่ำฟังแล้วเพลิดเพลินเหมือนศิลปินกำลังขับขาน ทำให้ทุกครั้งที่แกยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายเพื่อโน้มน้าวจูงใจ จึงมีความ “ทรงพลัง” อยู่ในตัว

ช่วงก่อนเสียงปืนแตกที่ภูเขียว ปี 2520 พวกเราที่เพิ่งขึ้นไปยังไม่ได้มีอะไรทำที่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนใหญ่จะทำการผลิตและศึกษาแนวคิดแนวทางการทำงานปฏิวัติของพรรค ฝึกทหารกันบ้างตามโปรแกรมที่สหายหน่วยนำจัดให้ ส่วนอาวุธประจำกายนั้นยังขาดแคลนมาก

มีดพกปลายแหลม น่าจะเป็นอาวุธและเครื่องมือยังชีพพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี เราได้รับแจกมีดปลายแหลมขนาดเขื่องๆจากฝ่ายพลาธิการ พร้อมกับปลอกมีดที่ทำด้วยหวาย เหนียว ทนทาน แข็งแรง สามารถห้อยเข็มขัดเหน็บเอวได้อย่างทะมัดทะแมง

ส่วนปืนนั้น ในช่วงแรกมีเฉพาะสำหรับคนสำคัญๆในหน่วยสู้รบเท่านั้น พวกเราส่วนใหญ่ยังไม่ถือกัน ซึ่งรวมทั้งผมและสหายวาด้วย

เมื่อองค์กรนำได้ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วและตัดสินใจว่าจะทำการแตกเสียงปืน โดยเลือกการซุ่มโจมตีข้าศึกที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นการเปิดฉาก

สหายนำและผู้บัญชาการฝ่ายทหารได้กำหนดภูมิประเทศและวางแผนการรบอย่างละเอียด เพราะการรบครั้งแรกต้องการให้ได้ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จงดงาม จึงจะสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล ที่สำคัญคือเราไม่มีอาวุธที่ครบมือและเพียงพอกันเสียด้วย จึงต้องกระทำการอย่างรอบคอบ

สหายวา สหายน้อมและผม สหายทวี จัดเป็นพวกที่ไม่มีปืนประจำกาย ไม่ว่าปืนยาวหรือปืนสั้น ไม่มีลูกระเบิดแบบขว้าง ไม่มีปืนแก๊ปและอื่นใดทั้งนั้น นอกจากมีดปลายแหลม ผู้บัญชากำชับว่ามีหน้าที่ประกบอยู่ข้างหลังหน่วยซุ่มโจมตี รอเมื่อมีสัญญาณจึงเข้าไปช่วยตะลุมบอนและเผด็จศึก รวมทั้งหากมีสหายบาดเจ็บจะต้องช่วยดูแลขั้นต้นได้ด้วย

บริเวณที่เราถูกวางตำแหน่งไว้ อยู่ห่างจากเส้นทางรถยนต์ที่ข้าศึกจะขับขึ้นมา สักประมาณ5-10เมตรเท่านั้น พวกเราหาต้นไม้ใหญ่และจอมปลวกไว้เป็นที่กำบัง หมายตากันไว้เป็นที่สำรองกันคนละหลายๆจุดเผื่อขาดเผื่อเหลือ

นั่งซุ่มรอเวลาอยู่เป็นชั่วโมง ทันใดนั้นปรากฏมีเสียงรถยนต์กำลังเร่งเครื่องอื้ดๆๆเพื่อขึ้นสู่ภูใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกเราพากันหัวใจเต้นแรงและถี่ขึ้น เนื่องจากที่ผ่ามมาเป็นแต่ฝ่ายถูกล่า แต่คราวนี้กลับตรงกันข้าม คือ เป็นครั้งแรกที่อยู่ฝ่ายล่าบ้าง

เมื่อถึงจังหวะตามแผน เสียงปืนของฝ่ายเราดังขึ้นเป็นนัดแรก จากนั้นสหายที่ซุ่มรออยู่ทั้งหมดต่างระดมกำลังไฟยิงเข้าใส่ข้าศึกแบบไม่ยั้งมือ ส่วนพวกเรานักรบจอมปลวกที่อยู่ข้างๆต่างพากันถือมีดวิ่งเข้าวิ่งออกและวนเวียนไปมาอยู่รอบจอมปลวก จนกระทั่งการโจมตีสิ้นสุดลง

ผลลัพธ์ในครั้งนั้น มีเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตหลายคน ที่เหลือบาดเจ็บสาหัส บางคนตกใจสุดขีดวิ่งหนีลงภูด้วยอาการเป็นบ้าเสียสติกันไปเลย พวกเราเข้าเก็บกวาดอาวุธที่ข้าศึกทิ้งไว้ได้จำนวนหนึ่ง ประเภทคาร์บินและลูกซองยาว ซึ่งกลายเป็นอาวุธประจำกายของเหล่าสหายส่วนที่เหลือในเวลาต่อๆมา

ผู้เฒ่าวากับสหายทวี เราเป็นสหายร่วมรบ เรามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายๆกัน กล่าวคือ เราทำงานมวลชนเป็นหลัก เราเป็นฝ่ายบุ๋นไม่ใช่ฝ่ายบู๊ เราเป็นปัญญาชน แกเป็นครู ผมเป็นหมอ

ส่วนในวันที่แตกเสียงปืนครั้งแรกบนภูเขียวนั้น

เราเป็น”ทาร์ซาน”ที่ออกรบด้วยมีดเหน็บเป็นอาวุธประจำกาย!

และเราก็ยังเป็น”นักรบจอมปลวก”…อีกตำแหน่งหนึ่งด้วยครับท่าน!!

ตอนที่ 3 “ผู้เฒ่าเว้าม่วน”