จิตอาสาประชารัฐ ร่วมสร้างสำนึกไทย 4.0

 

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560  คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการพัฒนากลไกสนับสนุนเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐระดับจังหวัด เสริมสร้างสังคมสุขภาวะ พ.ศ. 2560-2562 โดยอนุมัติงบกลางจำนวน 161 ล้านบาท มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน

สช. เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุนและบูรณาการเชื่อมโยงกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานรัฐอื่นๆทุกประเภท  จึงเล็งเห็นว่างานจิตอาสาในแนวทางการรวมพลังแบบประชา-รัฐ เช่นนี้  คือรูปธรรมที่ดีที่สุดประการหนึ่ง ในการเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่สังคม ๔.๐  เพราะสามารถสะท้อนคุณลักษณะของสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน สังคมที่เข้มแข็งและสังคมคุณธรรมไปพร้อมกัน

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมและประชารัฐทั่วประเทศได้ลุกขึ้นมาขานรับและร่วมขับเคลื่อนภารกิจโครงการนี้กันอย่างคึกคักมากทั้ง 76 จังหวัด   มีผู้นำเข้าร่วมเป็นคณะทำงานจิตอาสาประชารัฐจังหวัด รวม 2,305 คน (เป็นภาคประชาสังคมร้อยละ 43  ,ภาครัฐร้อยละ 27 ,ภาคธุรกิจร้อยละ 16  ,และภาควิชาการร้อยละ 14  )

พวกเขาได้ดำเนินการถักทอเชื่อมโยงแกนนำจิตอาสาประชารัฐ จนครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 878 อำเภอ มีจำนวนรวม 31,736 คน ( 417 คน/จังหวัด หรือ 36 คน/อำเภอ)

การปฏิบัติงานของเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐเป็นไปอย่างแข็งขันมาก แม้ว่าหลายพื้นที่จะประสบภัยพายุกระหน่ำและน้ำท่วมเฉียบพลัน  พวกเขาได้ลงมือสำรวจ ค้นหาและเข้าถึงผู้ยากลำบาก 8 ประเภทในชุมชนท้องถิ่นของตน  จนถึง 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบผู้ยากลำบากแล้ว 30,301 คน ( 399 คน/จังหวัด หรือ 35 คน/อำเภอ)

นอกจากนั้นยังได้พบพื้นที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติซ้ำซากจำนวน 197 อำเภอ ซึ่งกำลังให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและหาทางจัดการกับปัญหาในระยะยาวต่อไป

 

มีบทเรียนรู้และเรื่องราวที่น่าสนใจจำนวนมากที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานของเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ  บางส่วนสะท้อนข้อมูล ความรู้และความจริงอันเหลือเชื่อของแผ่นดินที่พวกเขากำลังจดบันทึกกันอยู่  หลายส่วนได้ช่วยกระตุ้นมโนธรรมสำนึกและจิตเมตตาอันแรงกล้าในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากลำบาก

ที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส  พบแม่เฒ่ารายหนึ่งช่วยตัวเองไม่ได้เพราะข้อแขนขาติดแข็งไปหมดเหมือนท่อนไม้  ท่านบอกว่าอายุ 134 ปี ซึ่งหมายความว่าชราภาพเอามากๆ  เราคงไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่าอายุเท่าไรกันแน่  เพราะที่ต้องการคือรถนั่งเข็นสำหรับญาติพาไปห้องน้ำ

ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ไปพบชายผู้โดดเดี่ยว อาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีปลายสวน  แคร่ไม้ไผ่คือที่พักผ่อน มีรูปแม่แขวนที่หัวนอน ไม่มีส้วม ใช้น้ำในสระ หุงข้าวด้วยเตาก้อนหินสามเส้า ประวัติเคยติดคุกมาก่อน สังคมรังเกียจ ที่ไร่ที่นาของพ่อแม่ถูกฮุบหมด  เป็นช่างไม้ช่างปูนแต่ไม่มีใครจ้าง แม้ผู้ใหญ่บ้านเองก็เพิ่งจะนึกออกว่ามีเขาผู้นี้เป็นลูกบ้าน เมื่ออาสาสมัครเข้าไปแจ้ง

ที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก พบสองผัวเมียกับลูกอีกสองคน อพยพมาจากต่างถิ่น ปลูกกระท่อมไม้ไผ่อยู่ขอบหมู่บ้าน หารับจ้างกินเป็นรายวัน  ขอทะเบียนบ้านไม่ได้เพราะสภาพเรือนไม่แข็งแรง  ไม่มีน้ำไม่มีไฟฟ้า  พอนายอำเภอท่านทราบข้อมูลจากจิตอาสา ก็รีบรุดเข้าไปช่วยสร้างบ้านด้วยเงินกองทุนของอำเภอโดยทันที

ที่อำเภอตราพระยา จังหวัดสระแก้ว พบครอบครัวหนึ่งชีวิตรันทดมาก  แม่พิการช่วยตัวเองได้น้อยมาก อยู่กับลูกชายที่ไปทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯแล้วประสบอุบัติเหตุตกจากที่สูง จนพิการถูกส่งกลับมาอยู่ร่วมทุกข์กับแม่  แต่ทว่ายังไม่ทันที่อาสาสมัครจะให้การช่วยเหลือใดๆ ลูกชายได้ด่วนผูกคอตายไปเมื่อสองสามวันก่อน  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของแม่ที่เฝ้ามองลูกแบบหมดปัญญาแก้ไขสถานการณ์

เมื่อสุดสัปดาห์  ผมได้ไปพบเครือข่ายจิตอาสาที่สระแก้ว พวกเขาเข้าถึงตัวผู้ยากลำบากแล้วประมาณ 700 คน มีทั้งติดบ้านติดเตียง พิการซ้ำซ้อน  ไร้ที่อยู่อาศัย ผู้ติดเชื้อเอดส์  ผู้ไม่มีสัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน  และในจำนวนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วในระหว่างนี้รวม 6 ราย

ยังมีเยาวชนจิตอาสา (gen Z) อีกจำนวนหนึ่ง ที่ได้ติดตามไปช่วยพ่อแม่ลงพื้นที่สำรวจและเป็นคนช่วยจัดทำข้อมูลผู้ยากลำบากด้วยระบบดิจิทัล  พลังภาพรวมความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ที่เห็นคาตาคนแล้วคนเล่า ได้ทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ไปด้วยกันทั้งพ่อแม่และลูก นี่คือกระบวนการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนจิตสำนึกของพลเมืองที่กำลังเกิดขึ้นที่ฐานล่างทั่วประเทศครับ

ทุกวันนี้ รัฐบาลและหลายฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมของพลเมืองเพื่อรองรับนโยบายประเทศไทย 4.0  อันที่จริงแล้ว  จิตสำนึกการให้และการเป็นอาสาสมัคร เป็นจิตสำนึกของสังคมที่มากไปกว่าเรื่องเทคโนโลยี  จึงเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานประการหนึ่งที่จะพาประเทศไปสู่ 4.0 และไกลไปกว่านั้น

แต่พลเมืองที่รองรับประเทศไทย 4.0 ที่เราพูดถึง  เรายังต้องการค่านิยม ปทัสถานและลักษณะนิสัยอื่นๆอีกด้วย อาทิ จิตสำนึกการพึงพาตนเอง,  กล้าคิด-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยนแปลง, การรู้แยกความผิดชอบชั่วดี,  ความซื่อสัตย์-ซื่อตรง,  มีวินัย-เคารพกติกา,  ความพอดีพอเพียงหรือทางสายกลาง, ฯลฯ

 

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่สำคัญกว่าการระบุว่าควรทำเรื่องอะไร นั่นก็คือปัญหาว่าทำอย่างไร  เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการสั่งสอน  สั่งการ  ใช้กฎหมายบังคับ หรือแม้แต่การรณรงค์ติดป้ายชูคำขวัญไปในที่สาธารณะต่างๆจนดาษดื่น  หากต้องมีกุศโลบายและวิธีการกล่อมเกลาทางสังคมอย่างพอเหมาะพอสม มีศิลปะ และแยบคายแบบไม่รู้ตัว

จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่สำหรับคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย THAILAND 4.0 ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานครับ.

 

พลเดช  ปิ่นประทีป

เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

เขียนให้โพสต์ทูเดย์  /  พุธที่ 6 กันยายน 2560