โดย นายแพทย์ พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา
มีโอกาสได้กลับไปดูภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลก เรื่อง Dunkirk, Churchill และ Darkest Hour รู้สึกมีความประทับใจต่อบุคลิกและบทบาทของวินสตัน เชอร์ชิลเป็นอย่างมาก จนต้องบันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำ
เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษครั้งแรกในสถานการณ์วิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนายกรัฐมนตรีเนวิล แชมเบอร์ลิน หมดสภาพที่จะนำพาประเทศไปได้ ถูกสภาสามัญชนบีบบังคับให้ลาออกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1940 และพระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงเชิญเชอร์ชิลให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะจากสภาสามัญชน
เชอร์ชิลเป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์มหาสงคราม ในช่วงจังหวะที่กองทัพนาซี 3 ล้านคน พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ รถถังและเครื่องบินรบ ซึ่งทหารเยอรมันมีความแข็งแกร่ง ก้าวร้าวที่สุด และกำลังรุกคืบเข้ายึดประเทศต่างๆไว้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ จึงอยู่ในภาวะกดดันเป็นที่สุด
เขาตั้งแชมเบอร์ลินและฮาลิแฟกซ์ สองคู่ปรับคนสำคัญ ให้เข้ามาอยู่ร่วมในคณะรัฐบาลสงครามของเขาด้วย ด้านหนึ่งเป็นการเก็บศัตรูเอาไว้ข้างตัวไม่ให้แว้งกัด แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการเพิ่มภาระต่อการทำงานในฐานะผู้นำประเทศของเขา
แชมเบอร์ลินเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งถูกโค่น ส่วนฮาลิแฟกซ์ก็เป็นคู่แข่งที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังเป็นพระสหายใกล้ชิดของคิงจอร์จที่ 6 อีกด้วย แต่พรรคการเมืองใหญ่ทั้งสามในสภาเวลานั้นกลับต้องการตัววินสตันมากกว่า
ทั้งแชมเบอร์ลินและฮาลิแฟกซ์ มีความต้องการที่จะเจรจาสันติภาพ เพราะมองไม่เห็นทางที่จะต่อสู้กับกองทัพนาซี โดยพยายามอาศัยมุสโสลินี ผู้เผด็จการแห่งอิตาลีเป็นตัวช่วย แต่วินสตัน เชอร์ชิลมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนต่อฮิตเลอร์ว่าเป็นจอมเผด็จการที่บ้าอำนาจและโหดร้าย จึงต้องต่อสู้ทางแนวคิดและแนวทางภายในคณะรัฐมนตรีการสงครามกันอย่างหนักหน่วง
กษัตริย์จอร์จที่ 6 เอง ตอนแรกๆก็ไม่ไว้วางใจในเชอร์ชิลนัก ทรงถือหางฮาลิแฟกซ์แต่ทว่าสภาสามัญไม่สนับสนุน ในช่วงเดือนแรกของการเข้าเป็นผู้นำประเทศพร้อมกับแรงกดดันสารพัด เชอร์ชิลได้กล่าวปราศัยทางวิทยุและในรัฐสภาหลายครั้ง ทรงรับฟังการถ่ายทอดอยู่ด้วย
ทำให้ในที่สุด ทรงตัดสินใจแอบเข้ามาพบเชอร์ชิลถึงที่บ้านในกลางดึกในจังหวะที่เชอร์ชิลเริ่มอ่อนล้า ทรงตรัสว่าพระองค์สนับสนุนเชอร์ชิล เพราะเชอร์ชิลเป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้ฮิตเลอร์รู้กลัวได้บ้าง และทรงแนะนำให้เชอร์ชิลออกไปรับฟังเสียงจากประชาชน เมื่อเชอร์ชิลแฝงตัวออกไปพบปะประชาชน ก็ได้รับแรงใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาเกียรติภูมิกลับคืนมา
ตอนปลายของยุทธการที่ฝรั่งเศส ขณะที่กองทัพฝรั่งเศสและอังกฤษในภาคพื้นทวีปต่างพ่ายแพ้ต่อเยอรมัน หมู่เกาะอังกฤษตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้คนต่างหวาดผวาต่อการรุกรานโดยนาซีเยอรมนี แต่ทันใดนั้นก็เกิด “ปาฏิหาริย์แห่งดันเคิร์ก” ขึ้น กองเรือพาณิชย์เอกชนอาสาสมัครที่เกิดจากยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้ของเชอร์ชิล ได้ช่วยชีวิตทหารไว้กว่าสามแสนนาย
ต่อมาในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1940 สัปดาห์ที่ 4 ของการเข้าทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาสามัญชน ซึ่งสุนทรพจน์ชิ้นนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “We Shall Fight on the Beaches”
บางส่วนของสุนทรพจน์ดังกล่าว ได้รับการยอมรับว่าเป็นวลีที่ดีที่สุดแห่งยุค และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนทั้งเกาะอังกฤษและกองเรือทั่วทั้งจักรวรรดิอังกฤษ ต่างมีจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียวในการต่อสู้กับกองทัพนาซีเยอรมัน
“…วันนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ขอสภาให้กำหนดบ่ายวันนี้เป็นวาระพิเศษเพื่อกล่าวแถลง ผมมีความลำบากใจเป็นอย่างมากที่จะต้องประกาศหายนะทางการทหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรา
…รากเหง้า แก่น และมันสมองของกองทัพบริเตน…ดูเหมือนกำลังจะพังทลายลงในสนามรบ
…ปาฏิหาริย์การปลดปล่อย ซึ่งสำเร็จได้จากความกล้าหาญ จากความบากบั่น กลายเป็นที่ประจักษ์แก่เราทุกคน และราชนาวี ด้วยความช่วยเหลือของชาวเรือพาณิชย์นับไม่ถ้วน ได้ใช้เรือทุกชนิดเกือบพันลำ นำพาทหารกว่า 335,000 นาย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษ ให้รอดพ้นจากปากมัจจุราชและความอัปยศ
…มีคนบอกว่า เฮอร์ฮิตเลอร์มีแผนรุกรานหมู่เกาะอังกฤษ ข้อนี้ก็เคยคิดกันมาก่อนหลายครั้ง…เราจะขอพิสูจน์ตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของเรา และเราจะผ่านพ้นภัยทรราชนี้
…แม้ว่าพื้นที่มากมายในยุโรปและรัฐเก่าแก่ ขึ้นชื่อได้พ่ายแพ้หรืออาจตกอยู่ใต้เงื้อมมือของเกสตาโพและระบอบนาซีที่น่ารังเกียจก็ตาม เราจะอ่อนล้าหรือล้มเหลวไม่ได้
เราจักก้าวเดินไปถึงจุดจบ เราจักสู้ในฝรั่งเศส เราจักสู้ในท้องทะเลและมหาสมุทร เราจักสู้ด้วยความเชื่อมั่นและพลังที่เติบใหญ่ในท้องนภา เราจักปกป้องเกาะของเราไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร
เราจักสู้บนชายหาด เราจักสู้บนลานบิน เราจักสู้บนท้องทุ่งและท้องถนน เราจักสู้ในหุบเขา เราจักไม่มีวันยอมแพ้…”
— วินสตัน เชอร์ชิล, 4 มิถุนายน ค.ศ. 1940, ณ รัฐสภาเวสต์มินสเตอร์.