ถึงเครือข่ายผู้นำองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายท้องถิ่น-ท้องที่วิถีใหม่ ทุกจังหวัด.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มี สส. 4 กลุ่ม เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 ตามกระบวนการทางนิติบัญญัติ รวม 13 ฉบับ เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ 10 หมวด 51 มาตรา โดยทุกกลุ่มต่างต้องการแก้ไขระบบเลือกตั้งและลดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ แต่ที่ต้องมีเรื่องอื่นๆประกอบเข้ามาก็เพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด.
ผมได้อภิปรายโดยชี้ว่า ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีเนื้องานสำคัญอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือ
- 1) ทำพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
- 2) ทำประชาชนให้เป็นพลเมือง.
อย่างแรก มุ่งเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นภายในพรรคการเมืองทุกพรรค ให้สมาชิกมีความสำคัญและมีบทบาท ไม่ใช่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายทุนพรรคหรือกลุ่มผู้บริหารพรรคเท่านั้น ในเรื่องนี้มี พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือ โดย ก.ก.ต. เป็นกลไกกำกับกติกา.
ส่วนอย่างหลัง มุ่งเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะ และความตื่นตัวกระตือรือร้นทางการเมืองของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งในเรื่องนี้ภาคประชาชน โดยสภาประชาสังคมไทย 77 จังหวัด ได้รวบรวม 14,600 รายชื่อ เสนอ(ร่าง)พ.ร.บ.เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มายังประธานรัฐสภาแล้ว ตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 รอก็แต่(ร่าง)พ.ร.บ.จากรัฐบาลเข้ามาประกบเท่านั้น.
แต่เมื่อได้นำหลักการของ(ร่าง)แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้ง 13 ฉบับ มาทาบกับภารกิจการปฏิรูปการเมืองตามแผนปฏิรูปประเทศ ผมค่อนข้างหนักใจ เพราะมันสวนทางกันโดยสิ้นเชิง.
จากข้อเสนอทั้งหมด พบว่ามีส่วนที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง 5 ฉบับ รวม 18 มาตรา ได้แก่ ฉบับที่ 2 6 7 8 และ 12 ส่วนที่เหลืออีก 8 ฉบับ เป็นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมือง ชาวบ้านไม่เกี่ยว ได้แก่ ฉบับที่ 1 3 4 5 9 10 11 และ 13.
ในกลุ่ม 8 ฉบับหลัง สามารถสรุปแนวทางที่ “สวนทางกับการเมืองวิถีใหม่” ได้ 4 ลักษณะ คือ
1) เอื้อพรรคใหญ่สนองนายทุนพรรค อันนี้เป็นการสวนทางกับแนวคิดการทำให้พรรคการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยจากภายในพรรค.
2) ยกเลิกระบบการเลือกตั้งขั้นต้นหรือ Primary vote นี่ก็เป็นการตัดบทบาทและอำนาจของมวลสมาชิกพรรค สาขาพรรค และ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด อันเป็นโครงสร้างฐานรากของพรรค โดยอำนาจจะถูกรวบไว้ที่ผู้บริหารพรรคและนายทุนพรรคเท่านั้น.
3) ลดปาร์ตี้ลิสต์กีดกันพรรคเล็ก อันนี้ถ้าศึกษาพัฒนาการของระบบปาร์ตี้ลิสต์ในเมืองไทย ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ 2540 2550 และ 2560 จะเข้าใจทิศทางและเป้าหมายได้ไม่ยาก
กล่าวคือเจตนารมณ์และเป้าหมายของการปฏิรูปการเมืองอยู่ที่การทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีศักยภาพในการทำงานนิติบัญญัติในระดับชาติ ส่วนการดูแลสาระทุกข์สุขดิบของประชาชนในพื้นที่เป็นบทบาทหน้าที่ของการเมืองท้องถิ่น.
ระบบ ส.ส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์จึงมีสัดส่วนที่เปลี่ยนไปตามพัฒนาการ กล่าวคือจาก 400/100(2540) มาเป็น 375/125(2550) และ 350/150 (2560) อย่างในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าจะให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ควรขยับไปสู่ 300/200 แต่มิใช่ถอยหลังไปที่ 400/100 อย่างที่เสนอกันมา.
ส่วนใครที่ต้องการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ต้องไปทำการเมืองในระดับท้องถิ่น ช่วยกันทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงและมีศักยภาพ.
4) เปิดทางนักการเมืองประพฤติมิชอบอันนี้เกี่ยวของกับ มาตรา 144 และ 185 เรื่องการจัดงบประมาณ การแทรกแซงข้าราชการฝ่ายประจำ และผลประโยชน์ทับซ้อน.
ผลการลงมติคงทราบกันทั่วไปแล้วว่า ส.ว. ตีตกทั้งหมด ให้ผ่านได้เพียงฉบับที่ 13 ของคุณจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ และคณะเท่านั้น ซึ่งยังต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะฉบับนี้จะเปลี่ยนสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ให้เป็น 400/100 และเรื่องบัตรเลือกตั้งยังพูดแบบคลุมเครือ ไม่รู้กี่ใบแน่.
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป
สมาชิกวุฒิสภา / 28 มิถุนายน 2564.