สารคดี: ปางแดง…สิทธิมนุษยชนที่แหว่งวิ่น เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง(1)

ตะวันลับดอยหลวงเชียงดาวไปนานแล้ว
ครั้นหันอีกฟากฝั่งหนึ่งทางตะวันออก, จะมองเห็น
เหตุการณ์ปางแดงนั้นยังคงมืดดำไม่เปลี่ยนแปลง
…..

ปางแดง…เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง: ชื่อเรื่องเดิม

 

ภู เชียงดาว

อานุภาพ นุ่นสง: ภาพประกอบ

: เรื่อง

 

ตะวันลับดอยหลวงเชียงดาวไปนานแล้ว

ครั้นหันอีกฟากฝั่งหนึ่งทางตะวันออก, จะมองเห็น

เหตุการณ์ปางแดงนั้นยังคงมืดดำไม่เปลี่ยนแปลง

          จ้องมองดูสีหน้าแววตาของพวกเขาดูสิ, เหมือนกับว่า

          ชีวิตหลายชีวิตนั้นถูกต้องคำสาปมาจากชาติปางก่อน

          วิถีจึงเผชิญโศกาอาดูรมิรู้จักสุดสิ้น

          ปีกอิสรภาพถูกตัดขาดวิ่นเกินกว่าถลาบินต่อไปได้

          ชะตากรรมในทุกข์ขุกเข็ญเข้าคุกคามให้ร้าวรวดปวดแปลบ

          นั่นมองเห็นไหม, บาดแผลของการข่มเหงและคราบน้ำตา

         

          หรือเทวดาฟ้าดินกำหนดคาดโทษลงทัณฑ์ไว้ให้ตกนรกบนดิน

          ชีวิตจึงถูกโบยกระหน่ำด้วยแส้อธรรมอย่างหน่วงหนักและซ้ำซาก

          บาดแผลทั้งกายใจแตกสลายบอบช้ำยากเกินเยียวยา

          ทุกค่ำคืนยินแต่เสียงครวญอยู่ในความมืด

          เหมือนเสียงสัตว์ป่าบาดเจ็บไร้เรี่ยวแรงลุกย่างต่อ

          ใครกันเล่า!? จะเป็นผู้ปลดปล่อยโซ่ตรวนแห่งทุกข์

          และพาพวกเขาออกจากกรงขังของความหวาดกลัว

          ให้ชีวิตนั้นได้พบกับทางสว่างและสันติสุข

        เช้ามืดวันนั้น, วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 หลังฝนซา ฟ้าหมาดฝน เสียงไก่บ้านกำลังขันรับกันเป็นทอด ๆ ขณะหลายชีวิตกำลังพักผ่อนนอนหลับอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ บางคนกำลังตื่นขึ้นมาก่อไฟ หุงข้าว เตรียมตัวออกไปรับจ้าง ควันไฟเริ่มโชยแทรกผ่านหลังคาหญ้าคาดูอ้อยอิ่ง

         

ท่ามกลางความสงบเงียบและเยียบเย็น เสียงรถยนต์ได้กระหึ่มดังมาแต่ไกล ผ่านตัวชุมชนปางแดงนอกไปเพียงชั่วครู่… ก่อนนิ่งและเงียบงัน

         

กระทั่งหลายคนได้ยินเสียงหมาเห่าดังขรม และเริ่มยินเสียงฝีเท้าย่ำหนัก ๆ ไปมาบนลานดินที่ชื้นแฉะรอบ ๆ หมู่บ้าน

         


กระท่อมไม้ไผ่หลังนั้น ปุ๊ก ลุงที หนุ่มปะหล่องวัยยี่สิบกว่า กำลังเพิ่งตื่นขึ้นมาก่อไฟหุงข้าวแทนเมียที่ท้องแก่ ครั้นเมื่อยินเสียงผิดปกติเช่นนั้น จึงลอบมองผ่านช่องฟากฝาไม้ไผ่ เห็นภาพชายฉกรรจ์เป็นจำนวนมาก ในมือถือปืนยาวกำลังเดินเข้าปิดล้อมบ้านแต่ละหลังอย่างเข้มงวด

           

ทุกคนขอให้อยู่ในความสงบ ไม่ต้องกลัว เรามาจับคนต่างด้าว ขอให้ทุกคนเอาหลักฐานเอกสารมาแสดง เอาบัตรประจำตัวและทะเบียนบ้านออกมาถือไว้ด้วย!!” เสียงเจ้าหน้าที่ประกาศผ่านโทรโข่งดังก้องไปทั่ว…

         

เฮามีบัตรที่ทางการออกให้แล้ว บ่ได้เป็นคนต่างด้าว คงบ่เป็นหยังมั้ง… เขาบอกกับตัวเอง…ก่อนกลับเข้าไปนอนกับลูกเมียเหมือนทุกเช้า

         

แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านของเขา พร้อมตะโกนด้วยน้ำเสียงอันกราดกร้าว สร้างความงุนงงตกใจอย่างยิ่ง!

         

ใครอยู่ในบ้านลงมาข้างล่างทั้งหมดเดี๋ยวนี้!!

 

สูบ่ต้องลงไป…เดี๋ยวเฮาลงไปดูเอง… เสียงเธอกระซิบแผ่วเบาข้างริมหูของเขา

 

หญิงปะหล่องกำลังท้องแก่ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากที่นอน ย่างไปบนพื้นฟากเบา ๆ ก่อนแง้มประตูบ้านช้าๆ ค่อย ๆ โผล่ศีรษะออกมาลอบมองลงไปยังข้างล่างอย่างหวั่นหวาด

         

นางกวาดสายตาไปรอบ ๆ มองเห็นเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือ

         

ผัวนางอยู่ไหน… เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินขึ้นบันไดตะโกนถาม อีกคนหนึ่งถือปืนยืนคุมเชิงอยู่ข้างล่าง

         

บ่ฮู้…ไปห้องน้ำมั้ง… เธอส่ายหน้า บอกกับเจ้าหน้าที่เบา ๆ

         

ในขณะที่เขายังคงนิ่งอยู่บนที่นอน อยู่กับลูกน้อยกำลังหลับใหลไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พลางครุ่นพะวงไปต่าง ๆ นานา

         

แย่…ไม่ตรงเป้า เอาผู้หญิงเลยมั้ย! เสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้นมา ทำให้หัวใจเขาเหมือนจะหยุดเต้น

         

งั้นนางลงมาข้างล่างเดี๋ยวนี้!! เสียงตวาดทำให้นางรู้สึกตกใจ

         

ห้วงยามนั้น, เขาอยากตะโกนบอกนางให้ระวังตัว แต่ก็ไม่ทันการณ์ ในใจหนึ่งหากตะโกนออกไปก็เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะรู้ตัวซ่อนอยู่ในห้อง จึงได้เพียงแต่นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น สักพักกลุ่มเจ้าหน้าที่ก็เดินวนไปเวียนมารอบ ๆหมู่บ้าน พร้อมตะโกนเรียกพวกผู้หญิงให้ไปรวมกันที่กลางลานหมู่บ้าน

         

การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ได้มีการแยกย้ายกระจายกำลังออกเป็น 3 ชุดใหญ่ ๆ คือมีการแยกกระจายกำลังกันไปตามแต่ละหย่อมบ้าน ชุดแรกกระจายปิดล้อมหย่อมบ้านปางแดงบริเวณหน้าถ้ำ ชุดที่สองเข้าปิดล้อมหย่อมบ้านปางแดงกลาง และชุดสุดท้ายเข้าปิดล้อมบ้านปางแดงนอก

         

ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องหนี… เสียงของเจ้าหน้าที่ยังคงประกาศก้องไปทั่ว ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่ตกอยู่ในเหตุการณ์นั้นตื่นตระหนกตกใจ จนเกิดโกลาหลวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เอาป้ายที่เขียนหมายเลขให้เจ้าของบ้านถือไว้แนบอก ก่อนจะทำการถ่ายรูปตรงหน้ากระท่อมไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่ได้บอกกล่าวถึงที่มาที่ไป


ขอให้อยู่ในความสงบ…เดี๋ยวเราจะพาไปอบรมที่อำเภอ…

         

จะพาไปรับแจกผ้าห่ม เสร็จแล้วจะพากลับมาส่งที่บ้านเหมือนเดิม…

         

ครั้นเมื่อชาวบ้านยื่นบัตรประจำตัว ไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูไปมา แต่ท้ายสุดกลับไม่ยอมคืนให้

         

ไปคุยกันที่อำเภอก่อน แล้วถึงจะคืนให้… เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกชาวบ้าน

 

เหตุการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ใครบ้างที่เจอเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง..
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามยื้อยุดฉุดชาวบ้านทั้งหญิงทั้งชายให้ขึ้นรถยนต์ที่จอดนิ่งเปิดอ้ารอรับอยู่ ในจำนวนรถยนต์ที่จอดอยู่กว่าห้าสิบคันนั้น มีรถยนต์ของสถานีตำรวจที่มีกรงเหล็กสำหรับบรรทุกผู้ต้องหาไว้เตรียมพร้อม

         

จับพวกเราทำไม…พวกเราทำผิดอะไร…        เสียงครวญถามด้วยความไม่เข้าใจ

         

ทว่ากลับไร้คำตอบ…มีแต่ถูกต้อนขึ้นรถอย่างเข้มงวด     

 

บางคนขัดขืนไม่ยอมขึ้นรถ จึงถูกเจ้าหน้าที่เข้ากระชากลากขึ้นอย่างไม่ปราณีปราศรัย บ้างถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลัง ชายคนหนึ่งถูกด้ามปืนกระแทกเข้าที่ศีรษะ บางคนวิ่งหนีเข้าไปในไร่ข้าวโพดแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไล่กวดจับต้อนขึ้นรถจนได้ บางคนวิ่งหลบหนีไปทางด้านหลังของหมู่บ้าน กระโดดลงไปในลำห้วยขณะน้ำป่ากำลังเชี่ยวกราก เร็วและแรง จนกระแสน้ำกระชากพัดร่างไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง

 

กระนั้น, เจ้าหน้าที่ก็ยังคงกวาดต้อนชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง…

 

เราไม่ได้ทำผิดทำไมต้องจับเราไป…”

สงสารพวกเราเถอะขอร้อง อย่าเอาตัวผมไปเลย”

เสียงของความหวาดกลัวของชาวบ้านทั้งเด็ก คนเฒ่าคนแก่ ชายขาด้วน หญิงท้องแก่ดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน บ้างร้องไห้ บ้างยกมือไหว้วิงวอนร้องขอ…ทว่าไม่เป็นผล…เจ้าหน้าที่ยังคงกราดเกรี้ยว กวาดต้อนและใช้ความรุนแรง!!

 

ในที่สุด 48 ชีวิต ทั้งชนเผ่าลาหู่ ลีซู ปะหล่อง และคนพื้นราบ ก็ถูกจับไปสุมรวมกันในที่ว่าการอำเภอหลังเก่าพร้อมกับความสับสนไม่เข้าใจ ในโมงยามอันแปลกเปลี่ยนเช่นนี้


พวกเราทำผิดอะไร พวกเราทำผิดอะไร…” เสียงครวญของความทุกข์ยังย้ำอยู่ซ้ำ ๆ ดังไปทั่ว


ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของญาติพี่น้องชนเผ่าปะหล่อง ลาหู่ ลีซู และคนพื้นเมืองที่ติดตามกลุ่มญาติที่ถูกจับกุม พวกเขามาออกันเต็มลานสนามหญ้าหน้าอำเภอ ด้วยความเป็นห่วงในชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

นานหลายนาน…ที่ชาวบ้านผู้ถูกจับกุม ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้าไปจับพิมพ์ลายมือลงในเอกสารที่วางไว้ โดยที่ทุกคนมิได้รับรู้ว่าพิมพ์ลายมือไปเพื่ออะไร!?
         

ใช่, เพียงไม่กี่โมงยามชาวบ้านทั้ง 48 คน เป็นชาย 34 คน หญิง 14 คน กลับกลายเป็นผู้ต้องหาข้อหาบุกรุกป่า ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่กันมานานนับนาน

 

และเป็นเรื่องน่าแปลก- – พวกเขาถูกตั้งข้อหาบุกรุกป่า ทั้ง ๆ ที่กำลังหลับนอนอยู่ในบ้านของตัวเอง

         

พวกเรานอนกันอยู่ดีๆ ต้องโดนข้อหาบุกรุกทำลายป่า พวกผมเป็นแพะรับบาปจริงๆ ขนาดผู้หญิงท้องอ่อนท้องแก่ คนเฒ่า เด็ก คนขาด้วน ยังถูกจับเลย พวกเราอยู่แต่ในบ้าน จะบุกรุกทำลายป่าได้อย่างไร พวกคุณนั่นแหละบุกรุกพวกเรา…ชายบ้านคนหนึ่งบ่นพ้อในชะตากรรมที่เกิดขึ้น

 

และเมื่อยามที่ผมได้พูดคุยกับเธอ แสงหล้า จะดู่ หญิงสาวชาวลาหู่ ผู้มีดวงตาเศร้า ใบหน้าหมองเธอบอกเล่าถึงเหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน น้ำเสียงเธอนั้นสั่นพร่า   เหมือนกับว่ายังตกอยู่ในห้วงเหวของความหวั่นหวาดขลาดกลัวอยู่ไม่หาย

 

ตื่นเช้า แม่กำลังทำกับข้าว เจ้าหน้าที่ขึ้นมาบนบ้าน บอกไม่ต้องกลัว มาสำรวจคนต่างด้าว ไปอำเภอแป๊บเดียวก็ให้กลับแล้ว แล้วเขาก็ขอใบทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน…แสงหล้า จะดู่ หญิงสาวชาวลาหู่ บอกเล่าถึงตอนที่แม่ของเธอถูกจับ

         

ใช่…นอกจากแม่ของเธอถูกจับกุมแล้ว ยังมีพ่อและพี่เขยของเธอถูกจับกุมในครั้งนี้ด้วย

 

ในขณะที่อีกครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวโดนจับ กระท่อมหลังนั้นจึงเหลือเพียงแต่แม่เฒ่าตาบอด อยู่กับหลานตัวเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีใครจะรู้ชะตากรรมต่อไปว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร!?

 

ทำไมต้องมาจับพวกเราด้วยทั้งที่เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ทำไมไม่คิดถึงจิตใจของเราบ้าง หรือว่าพวกเขามองเราเหมือนไม่ใช่คน…” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าปนหยันในเรื่องราวอันเลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาสู่ครอบครัวของเธอ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้, สื่อมวลชนได้ประโคมข่าวไปทั่ว พร้อมกับภาพเหตุการณ์ที่ชาวบ้านถูกจับกุม ซึ่งเชื่อว่าใครหลายคนมองเห็นภาพเหล่านั้นแล้วคงจะมีอารมณ์ความรู้สึกไม่แตกต่างกัน…

 

ผมจดจ้องมองภาพของชายชรายืนน้ำตาคลอเกาะซี่กรงเหล็ก หญิงชรา หญิงท้องแก่ หญิงแม่ลูกอ่อน และชายขาด้วนพิการใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินลงจากรถคุมขังที่มีซี่กรงเหล็กกั้นล้อมรอบ ก่อนพยุงกายเดินตรงไปลานหน้าที่ว่าการอำเภอหลังเก่า ซึ่งได้กลายเป็นที่คุมขังชาวบ้านชั่วคราว

         

เป็นภาพที่กระทบความรู้สึกให้รันทดและหดหู่ยิ่งนัก…

ช่างเหมือนกับสัตว์ป่าบาดเจ็บจากการถูกพรานล่า สีหน้าแววตาหวาดหวั่นกับชะตากรรมที่โดนกระทำมาหมาด ๆ ก่อนจับมาคุมขังโดยมิรู้สาเหตุ ว่าจับมาเพื่อสิ่งใด!?…เพื่อความเกลียดชัง หรือเพราะมีอคติต่อชนกลุ่มน้อย

 

จึงทำให้หัวใจของผู้มีอำนาจ ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในชั่วขณะเข้าจับกุมนั้น…พลันหลงลืมภาวะของศักดิ์ศรี และคุณค่าของความเป็นคนไปเสียสิ้น เหมือนกับว่าพวกท่านได้มองคนเหล่านั้นเป็นเพียงสัตว์ป่า จนหลงลืมว่าพวกเขาก็คือคนเหมือน ๆ กัน

 

ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่อย่างนั้น อยู่กับความสับสน หม่นมัว และสิ้นหวัง!!

เป็นการตั้งคำถามในนามมนุษยธรรม!?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกมันเป็นครั้งที่สามแล้ว ที่พวกเขาเข้ามาจับกุมพวกเรา โดยที่เราไม่ได้ทำผิด

มันต้องมีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน…” เสียงใครคนหนึ่งพึมพำ ๆ ออกมา

 

 

หมายเหตุ : งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ ผืนดิน สันติภาพ และชาติพันธุ์ รวมงานเขียนสารคดีโศกนาฏกรรมชนเผ่าบนดอยสูง จัดพิมพ์โดย ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง(ศปส.),เดือนเมษายน 2549

 

ที่มา : ประชาไท

Be the first to comment on "สารคดี: ปางแดง…สิทธิมนุษยชนที่แหว่งวิ่น เหตุการณ์เลวร้ายที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง(1)"

Leave a comment

Your email address will not be published.