ปัญหาการดำเนินงานวิทยุชุมชน

“ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 กำหนดให้ กสช.เป็นผู้อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นโดย….

 

 

โดย  webmaster  www.thaibja.org

 

       เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น   คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง  ปัญหาการดำเนินงานวิทยุชุมชน   มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน   โดยมีวิทยากร ร่วมงานได้แก่

1 .นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ การสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร
2.
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา

3.
นายกฤษณะพร เสริมพานิช ผู้อำนวยการ กองงาน กกช. กรมประชาสัมพันธ์

4.
นายกนก มณีวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ

ดำเนินรายการโดย นายสุภาพ คลี่ขจาย รองประธานคณะกรรมาธิการ การสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร


         เริ่มต้นเปิดการสัมมนาโดย นายเชน  เทือกสุบรรณ รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม กล่าวรายงานว่า  การจัดสัมมนาในครั้งนี้ เนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในด้านการแแสดงความคิดเห็น  อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและก่อให้เกิดความเข้าใจกัน ระหว่างบุคคลในภาครัฐและประชาชน

      
ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 กำหนดให้ กสช.เป็นผู้อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นโดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสช.สนับสนุน เพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนที่กำหนด ทั้งนี้ กสช. จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่พึงได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประเทศ และต้องไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจ แต่กระบวนการสรรหา กสช.ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่อาจกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน  ประกอบกับประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเกี่ยวกับการจัดสรรวิทยุชุมชนขึ้น โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2546 ได้มีมติให้กรมประชาสัมพันธ์รับร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราว จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนมาดำเนินการ โดยให้นำข้อสังเกตของสำนักนายกรัฐมนตรี และความเห็นของกรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและ กสช.  ในคราวประชุมคณะกรรมการ กกช. เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ได้เห็นชอบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการรับวิทยุชุมชนเข้าร่วมโครงการตามกรอบการดำเนินการตามที่กรมประชาสัมพันธ์เสนอ รวมทั้งสัญญาการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งผ่านการพิจารณาแก้ไขร่างสัญญาจากสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2547


ดังนั้น เพื่อให้ผู้ดำเนินการวิทยุชุมชนทั่วประเทศมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการอย่างถูกต้อง และสามารถปฏิบัติได้  คณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร จึงได้จัดให้มีการสัมมนาเรื่อง ปัญหาการดำเนินการวิทยุชุมชน ขึ้น

            เวทีสัมมนา ปัญหาการดำเนินการวิทยุชุมชนตัวแทนวิทยุชุมชน ยืนยัน ไม่ต้องการโฆษณา ขณะที่สว.เจิมศักดิ์ ตำหนิการทำงานกรมประชาสัมพันธ์ กำลังทำผิดกฎหมาย จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเกื้อหนุนให้วิทยุชุมชนเติบโต โดยไม่แสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ แนะให้ลดท่าทีจากการควบคุมเป็นส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ของภาคประชาชน ส่วนกรรมาธิการการสื่อสารฯ สภาผู้แทน เสนอยืดเวลารับจดทะเบียน

          ด้านนายกฤษณะพร  เสริมพานิช ผู้อำนวยการ กองงาน กกช. กรมประชาสัมพันธ์
ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นที่กรมประชาสัมพันธ์ ต้องเข้ามาจัดระเบียบวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในขณะนี้ เพื่อเตรียมความพร้อม  ก่อนที่กสช.จะเกิดและมาทำหน้าที่เป็นผู้สร้างกติกาในการกำกับดูแลต่อไป โดยยืนยันว่า มาตรการต่างๆ จะยุติเมื่อเกิด กสช. สำหรับเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นนั้น เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของภาคประชาชนทั้งสิ้น รวมทั้ง เงินค่าธรรมเนียม 1พันบาท ซึ่งใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่เพื่อเดินทางไปตรวจสอบเครื่องส่งในพื้นที่ และเงิน มัดจำ 5 พันบาท ก็เพื่อเป็นเงินประกันหากมีวิทยุชุมชนแห่งใดไม่ปฏิบัติตามกติกาก็จะถูกยึดเงินดังกล่าว

          ทั้งนี้ ได้กำหนดเส้นตายการปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะทำวิทยุชุมชน และมาจดทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์ภายในวันที่ 30 ธันวาคม2547 หลังจากนั้นก็จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ไม่ได้ทำสัญญากับกรมฯ

 
          ขณะที่ ดร.เจิมศักดิ์   ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา    กล่าวว่าสถานการณ์ วิทยุชุมชนตอนนี้กำลังยุ่งเหยิงมาก เพราะมีกลุ่มฉกฉวยโอกาสแอบอ้างชื่อวิทยุชุมชนเพื่อหาผลประโยชน์ทั้งกลุ่มการเมืองและกลุ่มทุน จึงเห็นด้วยกับการกำหนดแนวทางเพื่อจัดระเบียบ แต่ควรเป็นไปเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้มิใช่การพยายามเข้าไปครอบงำหรือควบคุม

            ผมไม่สบายใจที่กรมประชาสัมพันธ์ กำหนดให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ 6 นาที เพราะขัดกับหลักการของกฎหมายและเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ในมาตรา26 ของพ...องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุชัดว่า ภาคประชาชน ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ การให้มีโฆษณา ใครจะตอบได้ว่า แค่ไหนจึงจะพอดีทุน ไม่ค้ากำไร 3 นาที หรือ 5 นาที ผมก็ทำให้มีกำไรได้ หากทำรายการดีๆแล้วขายโฆษณาแพง กรมประชาสัมพันธ์ จะมาบอกว่า ฉันรู้ดีว่าแค่ไหนกำไรหรือไม่ ไม่ได้ อย่างนี้ถือว่าทำผิดกฎหมาย จงใจ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ควรทำตามกฎหมาย หากมีการทำผิด กรรมาธิการ คงต้องดำเนินการตรวจสอบและเอาจริงแน่ เพราะประชาชนเลือกให้เรามาทำหน้าที่นี้

          ดร.เจิมศักดิ์ ยังแสดงความมั่นใจว่า วิทยุชุมชน สามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโฆษณาเพราะมีตัวอย่างมาแล้ว ทั้งจากเวทีเรียนรู้ของชาวบ้านในเมืองไทย ในกลุ่มแรกๆที่ก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 2543 และมีตัวอย่างจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่นออสเตรเลีย สหรัฐ เยอรมัน ซึ่งเป็นการทำงานโดยชาวบ้านกันเอง ปราศจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ

          ประเด็นต่อมาที่เป็นปัญหาและทำให้เกิดการกำหนดแนวทางที่ไม่เหมาะสม คือ ท่าทีของกรมประชาสัมพันธ์ต่อ การเรียนรู้ภาคประชาชนซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เห็นได้จากเงื่อนไขที่ระบุในการรับจดทะเบียน เช่น ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท เงินมัดจำ5,000 บาท ชาวบ้านที่อาสาสมัครมาทำวิทยุชุมชนจริงๆ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ต้องส่งผังรายการล่วงหน้า การสอบใบผู้ประกาศ เป็นต้น ทั้งหมดคือการควบคุม ไม่ใช่ส่งเสริม หรือเอื้ออำนวยให้การปฏิรูปสื่อเป็นจริง

            หากเปรียบกรมประชาสัมพันธ์เป็นครู ชาวบ้านคือนักเรียน วิธีสอนแบบนี้คือแบบครูเก่าๆ บังคับ สร้างกฎเกณฑ์ วิธีเรียนสมัยใหม่ เขาจะปล่อยให้เด็กไปทำงานแล้วกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ เสนอแนะแลกเปลี่ยนความเห็นกัน.ต่างหาก ทำอย่างนี้ เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์กำลังควบคุมพระ ควบคุมชาวบ้าน ไม่ใช่สอนให้เขาทำงานเป็น ส่วนการสอบใบผู้ประกาศ ทำไมรัฐต้องไปกำหนดระเบียบแบบนี้ ในเมื่อชาวบ้านเขาต้องการสื่อสารกันเอง หากใครจัดไม่ดี ก็ควรให้พวกเขาควบคุมกันเอง ไม่ใช่รัฐต้องเข้าไปจัดการ

          ด้านนาย กนก มณีวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ  ยืนยันว่า วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นจากการผ่านกระบวนการเรียนรู้และยึดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ไม่จำเป็นต้องมีโฆษณา เพราะรายได้ที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในสถานี จะมาจากการระดมทุนและเป็นความร่วมมือของคนในชุมชน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ก็ไม่สูงมาก และทุกคนมาทำงานด้วยใจอาสาสมัครเพื่อใช้สิทธิในการสื่อสารถึงกัน

            โดยหลักการแล้ว วิทยุชุมชน ต้องอยู่ในที่ ซึ่งชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย เพื่อจะได้ไปจัดรายการหรือออกอากาศได้สะดวก ไม่จำเป็นต้องติดแอร์ เปรียบเทียบง่ายๆ ของของเรา เราต้องให้คนอื่นเขามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยหรือ ถ้าที่บ้านมีโทรทัศน์สักเครื่อง สิ้นเดือนต้องให้คนอื่นเขามาจ่ายค่าไฟให้ หรือเราต้องเป็นคนจ่ายเอง วิทยุชุมชนก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นของชุมชน ชาวบ้านก็ต้องช่วยกัน ถ้าเขาดูแลค่าใช้จ่ายไม่ได้ ก็ควรปิดไป

Be the first to comment on "ปัญหาการดำเนินงานวิทยุชุมชน"

Leave a comment

Your email address will not be published.