ร่มโพธิ์ ลานไทร แอลดีไอสแควร์ ก้าวเข้าสู่ตอนที่ 9 กับ “นิศานาถ โยธาสมุทร ผู้เอื้อเชิงกระบวนการ กับงานสร้างพลเมืองอาสา” เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารของธนาคารกรุงไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของ “ชมรมกรุงไทยอาสา”
และรองผู้อำนวยการ “บางกอกฟอรั่ม” ผู้หญิงหัวใจแกร่ง ผู้จุดประกายให้เกิดการรวมตัวของพลเมืองผู้ตื่นรู้ ผู้ตั้งคำถามกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่
โดยสร้างให้เกิดเงื่อนไขไม่ว่าจากการจัดกิจกรรม หรือวงสนทนาในการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีจิตอาสามาพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น หรือสังคม หรือเป็นการสนทนาแบบมนุษย์สัมผัสมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสนทนาแบบใดก็ตาม เพราะเชื่อว่าเมื่อมนุษย์พูดคุยกับมนุษย์ด้วยแววตาและจิตใจที่จริงใจที่พร้อมที่จะเปิดใจพูดและรับฟังอย่างมีสติ เมื่อนั้น ปัญหาต่างๆ ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่หรือรู้สึกว่าเป็นปัญหาก็จะคลายตัวลง โดยเฉพาะการรวมตัวกันของกลุ่มคนตัวเล็กๆ ในการร่วมขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ (Public Policy Formulation ) ที่มาจากความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม และนโยบายสาธารณะดังกล่าวจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขอย่างสันติวิธีต่อไป
กิจกรรมอาสาสมัคร จุดเริ่มต้นของพลเมืองอาสา
นิศานาถ โยธาสมุทร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน บมจ.ธนาคารกรุงไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของ “ชมรมกรุงไทยอาสา” และ “บางกอกฟอรั่ม” ให้สัมภาษณ์กับ “แอลดีไอทีวี” ถึงประสบการณ์ในการทำงานว่า
วันนี้ในจุดที่เรายืนอยู่ คือเราทำงานอยู่ในเมือง ทำงานเครือข่ายสานสัมพันธ์กับคนที่ทำงาน และก็กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างๆ เชื่อมโยงถึงอาสาสมัครทั้งหลายที่เวลาเราทำงานนอกเหนือจากที่ประเทศชาติมีวิกฤติแล้วเราเข้าไปมีส่วนร่วมกันแล้ว เรามีเครืออาสาสมัครซึ่งก็ผูกพันกันมาตั้งแต่เกิดสึนามิมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนกลุ่มนี้จะมาเจอกันก่อน แล้วก็ตรงไปที่ๆ มีภารกิจที่เราต้องไปปฏิบัติการร่วมกัน งานตรงนี้ก็เป็นพื้นฐานสำหรับคนที่มาร่วมด้วยจิตใจให้กับส่วนรวม ซึ่งประเด็นก่อนที่เราจะก้าวไปมีส่วนร่วมกับคนที่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ที่สามารถสังเคราะห์ เหตุและผลต่างๆ ได้ มันจะต้องผ่านกระบวนการทางจิตใจที่เขาเปิดประตูตัวเขาออกมาสู่การมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ นอกเหนือจากภารกิจหน้าที่การงาน คือต้องมองว่าเราและตัวเองอยู่ตรงไหน และก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตรงจุดนี้คิดกับตัวเองมานานว่าเราจะไปทำงานอะไรที่เหมาะ เราจะไปเป็นอะไรไปอยู่ตรงไหน
เมื่อมาลองพิจารณาเราก็ค้นพบว่า พื้นที่ๆ เรายืนมันมีทรัพยากรที่เยอะมาก (ซิตี้แบงค์กรุงไทย) และเราก็สามารถมีเครือข่าย มีเพื่อนๆ น้องๆ ที่มีจิตใจ จริงๆ แล้วต้องบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตใจที่อยากจะทำงาน เพียงแต่ว่าเขากับเราได้มาเจอกัน และเกิดแรงบันดาลใจที่จะเดินไปร่วมกัน อันนี้ถือเป็นขั้นพื้นฐาน เรื่องงานอาสาสมัคร มองประหนึ่งว่าเป็นเรื่องอีเว้น เป็นเรื่องการทำกิจกรรม เช่นอาสาสมัครไปช่วยปลูกป่า จึงมีคำถามว่าการทำงานตรงนี้เราทำไปเพื่ออะไร คุณต้องการอะไร เช่นไปปลูกต้นไม้ ไปเก็บขยะ อันนั้นเป็นสิ่งที่เรามองเห็น แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คนเราเมื่อเปิดประตูโลกของเราไปสู่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม real society ซึ่งคนๆ นั้นแต่ละคนอาจยังไม่เจอในสิ่งที่เจอ โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองที่อยู่ในกรุงเทพกลางใจเมือง กว่าเราจะได้รับข้อมูลยืนยันที่แท้จริงนี้เราก็ได้เริ่มทดลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย แล้วเราก็มีการประเมิน โดยให้น้องๆ คืองานอาสาสมัครที่ไปเชื่อมเครือข่ายเพื่อนฝูง ก็มีตั้งแต่เครือข่าย สึนามิที่ยังเกาะกลุ่มเจอกันตลอดเวลา และก็จะมีพวก คือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนเวลาที่ใครมาจากต่างประเทศเราก็จะมาเจอกันก่อน แล้วเราก็จะไปทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วเราก็จะมีน้องๆ ที่อยู่ในที่ทำงานที่อยู่ในซิตี้แบงค์กรุงไทย แล้วก็จะมีเพื่อนที่อยู่ข้างนอก ที่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้เป็นอาสาสมัครยังไม่มีประสบการณ์มาช่วยมาร่วมกัน เพราะฉะนั้นชมรมที่พี่ทำก็จะประกอบไปด้วยคนในออฟฟิศประมาณพันกว่าคน และก็จะมีเพื่อนๆ ครอบครัว คือเอามาหมดใครก็ได้ คือเชิญจากงานข้างนอกมาเป็นงานข้างใน องค์กรที่เราทำอยู่เราก็ใช้ประสบการณ์จากบทเรียนที่เราทำกับงานเพื่อนๆ ข้างนอกมาถอดความคิดอะไรบางอย่างที่เราไปทำว่าจริงๆ แล้วที่เราไปทำและก็ประเมินทุกครั้ง การที่เราไปทำกิจกรรม เราก็พยายามมีความรู้ชุดต่างๆ ของวิทยากรในแต่ละเรื่องเข้าไปให้ความรู้กับคนที่ทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นมันก็เป็นความรู้เชิงกายภาพต่อสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆ ตัว
สิ่งที่เราเห็นก็คือ แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเปลี่ยนตัวเองได้ในระดับหนึ่งแบบไม่น่าเชื่อ ซึ่งเราไม่อาจมองข้าม อย่างเรามาอ่านสิ่งที่ทุกคนเขียน เวลาเรามาทำกิจกรรมมีอยู่คนหนึ่งเขียนบอกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบและมีประสบการณ์มาก่อนในชีวิต กิจกรรมในตอนนั้นคือเราไปปลูกปะการัง แต่เราไม่เคยคิดว่าปะการังสร้างคนให้มาทำงานที่เกี่ยวกับสังคม เป็นเรื่องที่จุดประกายให้คนมาจุดความคิดให้ได้มารู้จักกัน ช่วงเวลานั้นใครจะคิดว่าคนที่อายุจะสี่สิบเป็นเจ้าของธุรกิจมาทำงานเป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็ทันสมัย จะบอกว่าผมไม่มีประสบการณ์และมันทำให้ผมมีความคิดชีวิตผมเปลี่ยนไป ซึ่งเราถือว่าสิ่งที่เขาเขียนมาจากใจมันกระทบใจเราก็เลยเห็นว่า งานที่เรามองว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ ถ้าเราได้เก็บเกี่ยวบางอย่างจากเพื่อนๆ เรา เก็บเกี่ยวนี้คือการที่เราได้ตามว่าเขาเกิดอะไรขึ้นในตัวเขาในระยะเวลาสั้นๆ เรื่องเล็กๆ ที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ แล้วถ้าเราได้เชื่อมร้อยเจอกันแล้วก็ได้คุยกัน เราอาจยังต้องเสริมด้วยความรู้เติมลงไป แต่การที่เราได้มาเจอคนรุ่นใหม่ๆ ที่ได้เปิดประตูของตัวเขา อันนี้คิดว่ามันสำคัญและเป็นก้าวที่ให้มันมาเชื่อมร้อยกันและเป็นพลังในระยะยาวต่อไปได้ คือเหมือนมีธง อดีตเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่วันนี้ฉันได้เจอตัวฉันแล้ว คือถ้าคนในวงการธุรกิจเขาจะคิดอะไรเป็นเงินไปหมด คือรุ่นใหม่มันเป็นในแนวนั้นหมดแล้ว แต่ทำอย่างไรให้เขามีอะไรได้ให้เขาเข้ามาในชีวิต แต่พอเขาเปิดตรงนี้เข้ามา เขาก็จะขยายและเปิดตัวชีวิตเขาใหม่ วันนี้เขาก็เปลี่ยนไปจากอดีตหลายๆคนก็มาเป็นเครือข่ายที่ได้ผลักดันเรื่องงานอาสาสมัครให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ออกไปทำงานด้วยกันแล้วกลับมา อย่างบางคนเขาเป็นต่างชาติมาอยู่ในเมืองไทยเขาเกิดที่ญี่ปุ่นไปเรียนอเมริกา เขาก็ไปนอนโฮมสเตย์ คือตอนกลางคืนชาวบ้านก็จะคุยเรื่องราวการต่อสู้สมัยก่อนว่ามาอย่างไรถึงได้เกิดมีการอนุรักษ์อันนี้เกิดขึ้น เราก็เป็นห่วงว่าคนทำงานออฟฟิศในห้องแอร์นี้จะไปนอนโฮมสเตย์อย่างไรจะลำบากมั๊ยมันจะถูกบ่นกันมั๊ย ปรากกว่ากิจกรรมทั้งหมดที่เขาชอบคือโฮมสเตย์ และเขาบอกว่าตอนเย็นได้คุยกับชาวบ้าน ได้รู้เรื่องราวการต่อสู้ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คือเราเข้าใจว่าถ้าเราทำงานที่อยู่ในสังคมเราจะเข้าใจเรื่องการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ต่อแผ่นดิน ทรัพยากรซึ่งเราอยู่ตรงนี้มานาน แต่อีกฝั่งหนึ่งที่เขาไม่เคยอยู่อย่างนี้คือคนละโลกกันเลยซึ่งไม่เจออะไรแต่มาเจอกันได้ อันนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญ
สร้างเงื่อนไข ให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อสังคม
คือไม่ใช่แค่ไปทำกิจกรรมและจบนะ มันสามารถชื่อมโยงให้ทุกคนมาดูแลกันและกัน ใครเป็นอะไรทุกคนจะรับรู้ หลังจากที่เรามาทำกิจกรรมเรื่องต่างๆ แล้ว ทุกคนก็มีกลุ่มเล็กๆ ของตัวเองคือที่ประทับใจการเกิดของน้องๆ เพื่อนๆ มีอีกกลุ่มคือเขาไปทำของเขาเอง ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มที่เราเห็นก็คือกลุ่มประดาน้ำ อาจจะชอบดูความสวยงาม รักการท่องเที่ยวผจญภัย แต่พอเราพลิกว่าจริงๆ ความสามารถของคุณมันมีค่ามีความหมายมากกว่าการที่คุณไปดูปะการัง ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้วในวิถีชีวิตปกติ พอเขาได้ไปกับเรา เขากลับไปอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราไปปลูกได้ประมาณไม่มากเท่าไหร่ แต่ปรากฏว่าเขากลับมาอีกทีปลูกได้มากกว่าที่เราไปทำประมาณสิบเท่า และที่สำคัญงานทั้งหมดที่เราทำ คือเราก็ได้รับส่วนสนับสนุนงบเล็กๆ เกิดจากหน่วยงานที่พี่ทำ อีกส่วนหนึ่งก็คือชมรมหาเงินเองไม่ว่าจะขายโน้นขายนี่ และอีกส่วนหนึ่งอาสาสมัคร ส่วนที่ได้เยอะที่สุดคือส่วนที่อาสาสมัครออก จะไปไหนก็แล้วแต่ดูแลตัวเองหมดไม่ว่าจะกินอยู่หลับนอน เพราะฉะนั้นการงานที่เราทำ เราแบ่งงบออกเป็นสามส่วน เราเสียสละมากในการที่เราทำทางองค์กรจะบอกเราว่าทำไมเราไม่ทำกิจกรรมที่มันเป็น Core Image, Core Event พี่ก็จะบอกว่าวัตถุประสงค์จริงๆ พี่ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ทำไมเราดูเหมือนสะเปะสะปะทำหลายอย่างในสายตาคนภายนอก แต่เราจะบอกว่าวัตถุประสงค์คือต้องการให้คนที่มีความชอบแตกต่างกัน ได้มีโอกาสได้ไปเจอเรื่องที่เขาสามารถกะเทาะเปลือกตัวเราให้ออกไปเจอและก็ไปทำอย่างอื่นในเชิงลึก หรือว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อสังคม ซึ่งต้องถือว่ามันเป็นอีกเสต็ปหนึ่ง ในครั้งที่หนึ่งนี้เหมือนเส้นทางชีวิตเราถ้าใครชอบเดินป่า ใครชอบไปทะเล มันจะมีเส้นทางสไตล์ของเขา คนเมืองนะคะมันจะเป็นอย่างนั้น ทีนี้เส้นทางของแต่ละคนที่ชอบ ถ้าเขาได้ไปเจอเรื่องที่มันลึกและมีความหมายของแต่ละเรื่อง และเขาเกิด Inner Mind ต่อส่วนรวมเขาจะสามารถยกตัวเขาไปสู่เรื่องอื่นได้อีกเยอะแยะ แต่ไม่ใช่เอาเรื่องอื่นมาบังคับชีวิต ในขณะที่เราทำงาน น้องๆก็จะบอกว่า พี่ผมโดนถาม ว่าทำไมงานของสิ่งนี้ไม่เน้น อีเว้นท์ หรือคอร์อีเว้นท์ เรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน พี่ก็เลยคุยว่าเหมือนเราได้สนทนากันตลอดกับทีม ก็เลยบอกว่าเราต้องกระจาย เราต้องชัดเจนว่าชมรมเราไม่ได้เน้นต่อผล หรืออีเว้นท์ ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้มีอิมเพคต่อ อิเว้นท์ นั้นหรือประเด็นนั้น แต่เรามุ่งเรื่องคนที่จะมีแรงบันดาลใจออกจากกรอบของเราไปสู่เรื่องส่วนรวมการมีส่วนอย่างจริงใจและรัก ต้องบอกว่ารักต่อเรื่องที่เราจะเดินไปให้กับสังคม ซึ่งอันนี้ก็คือรากฐานที่เข้มแข็ง แต่ถ้าคุณไปเพื่ออะไรก็ได้ต่อ อีเว้นท์นี้ แต่ว่าคุณไม่ได้รักมันอย่างลึกซึ้งพอ คุณก็อาจจะไปได้ไม่นานหรือคุณอาจจะต้องเลี้ยวซ้ายไปที่อื่นๆ หรือเลี้ยวไปมา พี่จะบอกว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นฐานที่สำคัญ
ซึ่งตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะไม่ใช่แค่ทำเรื่องหนึ่งเรื่องใด เขาพร้อมที่จะไปสู่เรื่องใหญ่ เขาพร้อมที่จะมาคุยกันและพร้อมที่จะต่อไปอีก พี่มองว่าเรื่องที่พวกเราทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น ทีนี้ในมุมของพี่ก็คือทำอย่างไรให้มันขยายไปสู่การรับรู้ของคนอีกหนึ่งวง ก็เราได้ความรู้ตรงนั้นจากคนอื่นมาเยอะ และก็พอดีน้องอีกคนหนึ่งที่อยู่ในวง เขาก็จะมีกลุ่ม Computer Current ซึ่งพวกเราก็ค่อนข้างเชยเพราะว่าพี่เป็นรุ่นก่อน เขาก็มีสมาชิกอยู่ในเว็บประมาณสองพันคน มีการมาแซทมาคุยกัน ทีนี้เราได้รู้แล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นมันได้ถูกเกิดการ อินสไตล์ ดึงผู้คนเข้ามาเพื่อที่จะมาต่อสานกับเรื่องเหล่านี้ เลยเห็นว่าการเตรียมการสื่อสารสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ พี่ว่าช่องเหล่านี้สำคัญและตอนนี้เรียกได้ว่า สังคมออนไลน์ที่อิสระ อย่าง กูเกิ้ล,ยาฮู ที่เป็นเว็บใหญ่ๆ แต่มันเริ่มมีการเกาะกลุ่มบนเว็บในลักษณะอย่างนี้เยอะ ถ้าเราสามารถเข้าไปและมีการปฏิสัมพันธ์กันได้มันก็ดีทีเดียวก็มองดูว่าตรงนี้น่าสนใจ
Be the first to comment on "นิศานาถ โยธาสมุทร ผู้เอื้อเชิงกระบวนการ กับงานสร้างพลเมืองอาสา"