ประสบการณ์ประชาสังคม (33) มูลนิธิชุมชน : แนวคิดองค์กรทุนของท้องถิ่น (2548)

เพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนาทุนที่เข้มแข็งมั่นคงควบคู่ไปด้วย จึงมีแนวคิดที่พยายามสร้างความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ

เช่น ภาครัฐ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม สถาบันและตัวชุมชนท้องถิ่นเอง ในการสร้างแหล่งทุนของท้องถิ่นซึ่งทุกฝ่ายเป็นองค์ประกอบ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมโครงการที่แก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นของตน แนวคิด มูลนิธิชุมชน จึงเกิดขึ้น


มูลนิธิชุมชน (Community Foundation) ที่ว่านี้ ไม่ใช่มูลนิธิที่มีชื่อว่า “ชุมชน” แต่เป็นแนวคิดและรูปแบบในการจัดการระบบกองทุนสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มูลนิธิในรูปแบบนี้ก่อกำเนิดครั้งแรกเมื่อ 90 ปีมาแล้วที่เมืองคลิฟแลนด์ มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2457 และต่อมาได้ขยาตัวไปทั่วสหรัฐอเมริกา ยุโรป อาฟริกา และเอเชีย

 

องค์กร WINGS ซึ่งเป็นสถาบันระหว่างประเทศที่สนับสนุนการพัฒนามูลนิธิชุมชน สำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยม เคยรายงานว่าทั่วโลกมีมูลนิธิชุมชนเช่นนี้จดทะเบียนแล้ว 1,120 แห่ง (พ.ศ.2547) เกือบร้อยละ 80 อยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ขณะนี้กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นในที่อื่นๆ อย่างรวดเร็ว

          มูลนิธิชุมชน เป็นองค์กรทุนของท้องถิ่น ที่เน้นการระดมทุนและการกระจายทุนสนับสนุนการแก้ปัญหาและการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในท้องถิ่น มูลนิธิชุมชนมีขอบเขตพื้นที่ทำงานที่เฉพาะเจาะจง มิใช่เปิดกว้างทำทั่วไปหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความร่วมมือกับพื้นที่อื่น มูลนิธิชุมชนมีหลักการความร่วมมือร่วมใจของ 3 ฝ่ายในพื้นที่ คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ทุกคนมีส่วนร่วม ชุมชนเป็นเจ้าของ มีการรณรงค์ส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นบริจาคเพื่อทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม มีกระบวนการสะสมทุนให้เกิดกองทุนที่ยั่งยืน (Endowment Fund) และส่งเสริมการรวมตัวทำงานเพื่อท้องถิ่นในรูปแบบอาสาสมัครอย่างหลากหลาย

          มูลนิธิชุมชน จะไม่ดำเนินงานพัฒนาด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนบริจาคเพื่อสนับสนุนองค์กรสาธารณะประโยชน์และกลุ่มอาสาสมัคร พูดง่ายๆคือ ทำหน้าที่แสวงหาผู้ให้ หาทุนบริจาค และหาคนมาช่วยกันทำกิจกรรมโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนของตนนั่นเอง

          ในประเทศไทย ผมเริ่มได้ยินเรื่องมูลนิธิชุมชนนี้พร้อมๆกับแนวคิดการส่งเสริมการให้(Philanthropy) ราวปี 2545 จากกลุ่ม ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, จุรี วิจิตรวาทการ มีเจ้าหน้าที่อาวุโสของ LDI ท่านหนึ่ง คุณเบ็ญจมาศ ศิริภัทร ไปทำวิจัยเรื่องนี้ในขณะเป็น Senior Fellow in Philanthropy ที่มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ และพอกลับมา Synergos ก็ให้ทุนศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งมูลนิธิชุมชนที่ลำปาง

          ปี 2547 LDIร่วมกับ มูลนิธิมิตรภาพสู่ท้องถิ่น และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ทำโครงการศึกษาทดลองจัดตั้งมูลนิธิชุมชนขึ้นในพื้นที่ 4 จังหวัด ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน สสส. ปัจจุบันมี 2 แห่ง ที่ก่อตั้งสำเร็จและยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้คือที่ ลำปาง และ อุดรธานี ครับ

          รูปแบบมูลนิธิชุมชนที่เกิดขึ้นในหลายทวีป หลายประเทศ ต่างมีความหลากหลายกันไปตามบริบทและภาวะแวดล้อมของแต่ละพื้นถิ่น แต่สิ่งที่เหมือนกันคือแนวคิดการสร้างความร่วมมือกันของฝ่ายต่างๆในท้องถิ่น เพื่อสร้างทุนท้องถิ่นที่ยั่งยืน และนำไปใช้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามความต้องการของประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง

 

            1. ขนาดท้องถิ่นที่พอเหมาะ

 

          เนื่องจากมูลนิธิชุมชนเป็นองค์กรทุนของท้องถิ่นที่ก่อตั้งโดยท้องถิ่น บริหารโดยท้องถิ่น  เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะรอคอยคนข้างนอกมาช่วยเหลือ ฐานการบริจาคในท้องถิ่นหนึ่งๆ จึงต้องมีความกว้างขวางเพียงพอ มูลนิธิชุมชนในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ก่อตั้งโดยภาคธุรกิจในเมืองที่มีพลเมืองเกินกว่า 1 ล้านคน เพราะฐานการบริจาคกว้างขวางและเติบโตรวดเร็ว กฎหมายก็เอื้ออำนวยให้คนบริจาคเพื่อการลดภาษีสุดโหด และได้ผลในการสร้างภาพพจน์ของภาคธุรกิจไปด้วยในตัว

          สำหรับเมืองไทย พื้นที่ภูมิศาสตร์ขนาด 1 จังหวัดหรือเมืองใหญ่ๆ 1 เมือง หรือกลุ่มเมือง-กลุ่มจังหวัดที่มีภูมิวัฒนธรรมคล้ายกันหรือเงื่อนไขการพัฒนาพิเศษเหมือนกัน  คงน่าจะเป็นฐานที่เหมาะสมสำหรับมูลนิธิชุมชน 1 องค์กร 

ภายในชุมชนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้จะมีองค์กระกอบของภาคธุรกิจและภาครัฐที่หลากหลายและจำนวนมากพอที่จะรองรับระบบองค์กรทุนท้องถิ่นแบบนี้ได้ ผมนึกถึง เชียงใหม่ กรุงเทพฯ มาบตาพุด ชายแดนภาคใต้ ล้านนา ทะเลสาบสงขลา หรือจังหวัดหนี่งๆ ฯลฯ

 

            2. ความรู้และความเข้าใจของสังคม

 

          คนโดยทั่วไป รวมทั้งนักคิดนักวิชาการและนักพัฒนาเอกชน เมื่อได้ยินคำว่า มูลนิธิชุมชนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปว่าเป็นองค์กรสาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ประเภท มูลนิธิ และมีภารกิจอะไรๆ ที่เกี่ยวกับ ชุมชน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ

          เพราะไปใช้คำศัพท์เทคนิคที่แปลมาจาก Community Foundation แบบตรงตัว ทำให้เกิดจินตนาการไปผิดทาง (misleading)

          แต่ถ้าพิจารณาลักษณะพิเศษเฉพาะตัวขององค์กรประเภทนี้ มันคือ องค์กรทุนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน ตัวองค์กรจะใช้ชื่อเป็นมูลนิธิหรือไม่ก็ได้ การเรียกชื่อให้สื่อได้ตรงกับความหมายและบุคลิกจะช่วยในการสร้างความเข้าใจและขยายแนวคิดได้มากขึ้น

          ในเชิงแนวคิดที่ว่าด้วย Community Foundation ผมอยากเรียกว่า แนวคิด กองทุนเพื่อท้องถิ่นหรือ กองทุนชุมชนท้องถิ่น มากกว่า

          ส่วนในการตั้งชื่อ อาจตั้งให้สอดคล้องและสื่อสารกับสาธารณะได้ง่าย ดั่งเช่นชื่อสมมติเหล่านี้ : มูลนิกองทุนชุมชนชายแดนใต้, มูลนิธิกองทุนฟื้นฟูชุมชนมาบตาพุด, มูลนิธิกองทุนพัฒนาล้านนา, มูลนิธิกองทุนเพื่อทะเลสาบสงขลา ฯลฯ

 
 

 

            3. จุดเริ่มในการก่อตั้งกองทุนเพื่อท้องถิ่น

 

          กองทุนเพื่อท้องถิ่น หรือมูลนิธิชุมชนในต่างประเทศ มักเกิดขึ้นจากการประสบปัญหาวิกฤตด้านใดด้านหนึ่งขึ้นในท้องถิ่น
          ที่แคนาดา มูลนิธิชุมชนแห่งหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนงานที่ตกงาน เพราะโรงงานปลาแช่แข็งปิดตัวลง ชุมชนและภาคธุรกิจอยู่ไม่ได้ จึงระดมทุนกันเพื่อตั้งมูลนิธิชุมชน และจัดการอบรมอาชีพ พร้อมทั้งให้ทุนกู้ยืมเพื่อคนงานจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ต่อมาประชาชนและธุรกิจบริเวณแถบชายฝุ่งตะวันออกของแคนาดาจึงฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

          ที่สาธารณรัฐเช็ค ซึ่งเคยเป็นประเทศสังคมนิยม ต่อมาเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ประกอบกับต้องการฟื้นฟูสภาพหลังสงคราม ที่นคร BanskaBystica จึงมีโครงการใหญ่ชื่อ “เมืองน่าอยู่” สนับสนุนให้มีการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้ปลอดจากขยะควันพิษน้ำเสีย ความสำเร็จของโครงการมูลนิธิชุมชนแห่งนี้คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ได้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เช่น การสำรวจ การทำโพล การเปิดเวทีสาธารณะทุกเดือนเป็นประจำ แล้วนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาวางแผนพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

          สำหรับเมืองไทย ผมเล็งเห็นชุมชนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ที่มีปัญหาวิกฤตและมีเงื่อนไขในการขับเคลื่อนกองทุนเพื่อท้องถิ่นหรือมูลนิธิชุมชนอยู่หลายพื้นที่ อย่างเช่น จังหวัดระยองหรือเมืองอุตสาหกรรมมาบตาพุด, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, กรุงเทพฯ ฯลฯ 

แต่ทั้งนี้ยังขาดปัจจัยด้านผู้นำบารมี ที่มีความเข้าใจและแรงบันดาลใจมากพอ ที่จะลงมือรวบรวมแชมเปี้ยนในด้านธุรกิจ ด้านการระดมทุนบริจาค ด้านพัฒนา ด้านชุมชน-ประชาสังคม และด้านภาครัฐให้เข้ามาลงทุนลงแรงร่วมกันได้

 

            4. บทบาทของผู้บริหารกองทุนกับนักพัฒนา

 

          งานกองทุนเพื่อท้องถิ่น ควรแยกบทบาทระหว่างผู้บริหารกองทุนกับนักพัฒนาให้ชัดเจน กองทุน  ควรทำบทบาทการระดมทุนและการกระจายทุนเท่านั้น ไม่ควรเป็นผู้ที่ทำงานพัฒนาเสียเองหรือแม้ทำบางส่วน เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดภาพพจน์อันเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนสาธารณจะกังขาว่าเป็นการระดมทุนเพื่อตนเอง
          บทบาทงานพัฒนาควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่กลุ่ม องค์กร เครือข่ายทางสังคมที่หลากหลายในท้องถิ่นและชุมชนจะเข้ามาเสนอโครงการ กองทุนมีหน้าที่พิจารณาให้การสนับสนุนอย่างมียุทธศาสตร์โปร่งใส และเป็นธรรม
          ในเมืองไทย เรายังไม่เคยเห็นกองทุนที่ทำหน้าที่หาเงินให้คนอื่นทำแบบที่ว่านี้ มีแต่หาทุนเพื่อทำงานตามวัตถุประสงค์ขององค์กรของตนเท่านั้น ผู้คนที่บริจาคก็มักไม่ได้เกิดจากความศรัทธาในวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่ศรัทธาต่อบุคคลผู้เป็นประธาน หรือองค์ประธานในกรณีที่เป็นมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์หรือศาสนา

          เดี๋ยวนี้เศรษฐีไทยและบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ นิยมตั้งมูลนิธิของบริษัทหรือวงศ์ตระกูลขึ้นมาเพื่อทำงาน พีอาร์,ซีเอสอาร์และเป็นช่องทางลดหย่อนภาษี แบบนี้ก็ไม่เข้าข่ายเป็นกองทุนเพื่อท้องถิ่นหรือมูลนิธิชุมชนแต่อย่างใด กระแสความนิยมแบบนี้มีส่วนตัดโอกาสการบริจาคเงินเพื่อท้องถิ่นและชุมชนไปมาก

          ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนความขาดแคลนสำนึกท้องถิ่นซึ่งหมายถึงความสำนึกรักและร่วมเป็นเจ้าของท้องถิ่น  ในกลุ่มธุรกิจและนักลงทุนในเมืองไทย  เมื่อเขาตั้งโรงงานหรือซูเปอร์สโตร์ค้าขายในท้องถิ่นแต่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น เขาเป็นคนภายนอกที่ไปลงทุน การที่เขาช่วยเหลือชาวบ้านชาวบ้านอยู่บ้างก็เพื่อเป็นการคืนกำไรหรือสร้างบุญคุณต่อกันเท่านั้น
          แบบนี้มีมาก และเป็นดาบสองคมครับ
 

 

Be the first to comment on "ประสบการณ์ประชาสังคม (33) มูลนิธิชุมชน : แนวคิดองค์กรทุนของท้องถิ่น (2548)"

Leave a comment

Your email address will not be published.