คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลปฏิรูป
พลเดช ปิ่นประทีป / 24 พฤษภาคม 2557
1. ภาระที่หนักอึ้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
การยึดอำนาจเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองเป็นการตัดสินใจที่มีต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงมาก เช่นเดียวกับการผ่าตัดหัวใจหรือผ่าตัดสมอง เพราะในเมื่อมีข้อบ่งชี้ (indications) ไม่ทำก็ไม่ได้ หรือ เมื่อตัดสินใจลงมือทำไปแล้วจะด้วยเหตุจำเป็นใดก็ตาม ก็ต้องดูแลให้ได้ผลออกมาดีที่สุด คือคุ้มค่าการลงทุนที่สุด ไม่เสียของอย่างที่ผ่านๆมา และคนทั่วไปสามารถรู้สึกได้ว่า ได้รับของขวัญตอบแทนเป็นในสิ่งที่ยามปกติไม่มีทางได้ และเป็นสิ่งที่สมกับความคาดหวังของประชาชนพลเมืองเสียจริงๆ
2. ความถูกต้อง ความเชี่ยวชาญและความเฉียบขาด
ปัญหาบ้านเมืองที่หมักหมมมาจนถึงขั้นเข้าห้องผ่าตัดด่วนในวันนี้ ต้องการทีมวิชาชีพและมืออาชีพที่ถึงพร้อม ทั้งคุณธรรมความถูกต้องดีงาม ทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะและการตัดสินใจที่เฉียบขาดแม่นยำเข้ามาประกอบเครื่องกัน จะมีเพียงด้านใดด้านหนึ่งนั้นไม่เพียงพอ กล่าวคือจะใช้แต่บุคคลผู้ทรงคุณธรรม มีภาพลักษณ์ดีงามมาทั้งชีวิตเท่านั้นก็ไม่ได้ จะเอาแต่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ไม่เข้าใจความเป็นจริงของสังคมก็ไม่ได้ หรือจะใช้อำนาจเด็ดขาดไปบังคับลูกเดียวก็จะมีแต่พังกับพัง
การแก้ปัญหาและนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติในครั้งนี้ จึงต้องอาศัยทั้งพลังภาคประชาชน พลังนักวิชาชีพและพลังของกองทัพผนึกเข้าด้วยกัน ภายใต้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3. ปัญหาเร่งด่วนจากมุมมองของกลุ่มเพื่อนแพทย์
ปัญหาเร่งด่วนที่ คสช.และรัฐบาลปฏิรูปจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะกลับสู่การเมืองปกติ มีอย่างน้อย 8 เรื่องได้แก่ 1) ความเดือดร้อนของชาวนาจากนโยบายจำนำข้าว 2) ความไม่สงบจากกลุ่มอันธพาลการเมืองและความมั่นคงภายใน 3) การปฏิรูปตำรวจและระบบยุติธรรมขั้นต้น 4) การปฏิรูปการเมืองและระบบเลือกตั้ง 5)การสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน จัดการทุจริตคอร์รัปชั่น 6)การปฏิรูปการปกครองและกระจายอำนาจ 7)การสร้างหลักประกันให้กับระบบคุณธรรมความสามารถในระบบราชการ 8)การฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่างประเทศ
4. แก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวนา ดูแลคนยากจน
ควรใช้อำนาจเด็ดขาดของ คสช.สั่งการให้ใช้งบประมาณหรือเงินกู้ยืมในระบบธนาคารของรัฐ ไปช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาเสียก่อน แต่ควรตระหนักเสมอว่าในปัญหาชาวนาที่เดือดร้อนอยู่ในขณะนี้นั้นยังมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นแฝงอยู่ ดังจะเห็นปัญหาใบประทวนปลอมและปัญหาข้อมูลที่บิดเบี้ยวที่ขวางอยู่ข้างหน้า จำเป็นต้องอาศัยพลังทางคุณธรรมและความเชี่ยวชาญเข้ามาเสริม หากทำหยาบๆ ลวกๆ แบบระบบราชการปกติจะไปสร้างปัญหาใหม่ที่ฝังลึกยิ่งกว่าเดิม
นอกจากปัญหาเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวนาดังกล่าวแล้ว รัฐบาลปฏิรูปควรต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปสังคมทั้งระบบเพื่อดูแลกลุ่มประชากรเป้าหมายคนยากคนจน (ชาวนา กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน) คนด้อยโอกาส (คนไร้บ้าน คนไร้รัฐ ผู้ติดเชื้อ ผู้ติดยา ผู้ต้องขังต้องโทษ) และกลุ่มเปราะบางทางสังคม (เด็ก เยาวชน สตี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์) ทั้งนี้เพื่อแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เข้มแข็งพร้อมกันไป
5. จัดการความไม่สงบจากกลุ่มอันธพาลการเมือง
การข่าวและการจัดการของกองทัพ ต่อกลุ่มอันธพาลทางการเมืองและกลุ่มติดอาวุธของระบอบทักษิณในเที่ยวนี้ ถือได้ว่ามีความแยบคายและละเอียดแม่นยำมากกว่าเดิม จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงก่อนและระหว่างการยึดอำนาจได้เป็นอย่างดี มีความสูญเสียน้อย
แต่การรับมือกับงานใต้ดินและความรู้สึกแตกแยกทางสังคม โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นทางภาคเหนือและอีสานนับเป็นภารกิจที่ใหญ่มาก วิธีแก้ไขความแตกแยกทางสังคมอันเป็นผลพวงของระบอบทักษิณและการเสพติดนโยบายประชานิยมในวันนี้ไม่เหมือนกับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในอดีต จะใช้หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาของทหารตำรวจแบบเดิม โดยเคลื่อนที่ตระเวณเข้าไปทำงานในพื้นที่เป้าหมายคงไม่สำเร็จ เพราะประชาชนวันนี้เขารับรู้ข้อมูลข่าวสารจนท่วมทะลัก และเลือกที่จะรับสื่อเสียด้วย เสื้อคลุมของทหารและราชการเองก็อาจเป็นด่านอุปสรรค
การฟื้นฟูความเชื่อถือไว้วางใจระหว่างชุมชนกับชุมชน และชุมชนท้องถิ่นกับราชการ จำเป็นต้องอาศัยงานพัฒนาแนวใหม่ เป็นแนวทางที่ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยมีนักพัฒนาอิสระภาคประชาสังคมเป็นพี่เลี้ยง ชาวบ้านจะค่อยๆ หันกลับมาช่วยกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนร่วมกัน กระบวนการจะช่วยสานความสัมพันธ์ เรียนรู้และปรับตัวเข้ามาหาสิ่งที่ถูกต้องดีงามอย่างเป็นธรรมชาติ
แบบนี้เป็นวิธีการที่ธนาคารโลกประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศอินโดนีเซีย บางคนเรียกว่าแนวทางประชาสังคม ดังนั้นหากจัดให้มีโครงการขนาดใหญ่ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมายตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง สักสามถึงห้าปี ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
6.การปฏิรูปตำรวจและระบบยุติธรรมขั้นต้น
ทุกวันนี้กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นทั่วประเทศมีปัญหามาก เนื่องจากไปสร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนซ้ำเติมให้กับประชาชนรากหญ้า คนยากจน คนด้อยโอกาสและคนที่ไร้อำนาจต่อรอง ดังคำกล่าวที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น” ระบบยุติธรรมขั้นต้นที่ว่านี้หมายถึง ระบบตำรวจ พนักงานสอบสวน อัยการและงานอำนวยความยุติธรรมในระดับจังหวัด ในด้านองค์ความรู้ในการปฏิรูปได้มีผู้ศึกษาค้นคว้าไว้มากพอแล้ว แต่การลงมือปฏิรูปจริงยังจำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และกล้าตัดสินใจเข้ามาประกอบเครื่องกัน
ในช่วงวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา ปัญหาระบบตำรวจและดีเอสไอได้สร้างความเจ็บแค้นให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถูกใช้เป็นเครื่องมือของทรราชมากลั่นแกล้งและทำร้ายประชาชน ระบบตำรวจที่จัดโครงสร้างองค์กรเป็นแบบกองทัพนับเป็นสิ่งที่ผิดหลักอารยะสากล ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจให้เป็นหน่วยย่อยของภูมิภาคหรือท้องถิ่นขนาดใหญ่ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรต้องทำให้สำเร็จในช่วงนี้
7. การปฏิรูปการเมืองและระบบเลือกตั้ง
การจัดระเบียบพรรคการเมืองและปรับกติกาการเลือกตั้งใหม่ เพื่อป้องกันเผด็จการเสียงข้างมากและสร้างหลักประกันให้กับการตรวจสอบถ่วงดุล ถือเป็นงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยคนกลางก่อนที่จะกลับเข้าสู่ระบบการเมืองปกติ การแก้ไขระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ก.ก.ต.หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญ จึงมีความจำเป็นที่ คสช.และรัฐบาลปฏิรูปควรทำงานร่วมกับ ก.ก.ต.อย่างเข้มข้น
ประเด็นที่มีการพูดกันมากและควรได้รับการนำไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงอย่างจริงจัง อาทิ ระบบทุนอุดหนุนพรรคการเมืองที่สามารถป้องกันมิให้พรรคการเมืองเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร ระบบประชาธิปไตยพื้นฐานในพรรคการเมือง การไม่บังคับสส.ต้องสังกัดพรรค กติกาการหาเสียงที่พอเหมาะพอสม และระบบไพมารีโหวตสำหรับผู้สมัคร
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นการปฏิรูปใหญ่ระบบการเมืองไทยซึ่งเป็นข้อเสนอจากสำนักคิดสำคัญๆ ที่ยังมีความแตกต่างกันอยู่ และจะต้องหาข้อยุติก่อนที่จะบรรจุลงไว้ในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญนั้น ก็ควรที่จะจัดให้มีกลไกเฉพาะ เช่นสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ให้ขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ผ่านการลงประชามติทั่วประเทศรับรองด้วย อาทิ ประเด็นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง การมี สส.ประเภทตัวแทนกลุ่มอาชีพ การมีสภาเดียวหรือสองสภา
8. การสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน จัดการทุจริตคอร์รัปชั่น
ปัญหาทุจริตที่ใหญ่โตมโหฬารและการโกงแบบซึ่งหน้า ได้นำมาซึ่งความล่มสลายของรัฐบาลทรราชอย่างที่เห็น ต้องยอมรับว่าปัจจัยหลักที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามปกติของอำนาจรัฐฝ่ายตุลาการ หรือองค์กรอิสระตรวจสอบ (ป.ป.ช.) แต่เป็นเพราะพลังประชาชนที่อดรนทนไม่ไหวที่ต่างพากันลุกออกมาต่อต้านขับไล่กันอย่างยืดเยื้อยาวนาน บทบาทของหน่วยงานเป็นเพียงส่วนตัดสินในช่วงสุดท้ายเท่านั้น ดังนั้นในระยะยาวจึงควรส่งเสริมสนับสนุนพลังประชาชนผู้ตื่นรู้เหล่านี้ ให้ทำหน้าที่เฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐ
ปัญหาที่ใหญ่มากอีกประการหนึ่งของการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่น คือการดำเนินคดีที่ล่าช้า จนบ่อยครั้งได้ปล่อยให้หมดอายุความไปเลย นอกจากนั้นยังมีจำนวนคดีที่สะสมพอกพูนขึ้นทุกปีเป็นดินพอกหางหมู แบบที่นึกไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไรในระบบการทำงานของ ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.ที่ดำรงอยู่ปัจจุบัน เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นนโยบายสำคัญที่คสช.และรัฐบาลปฏิรูปจะต้องร่วมกับ ป.ป.ช.ในการจัดการโดยเร่งด่วน
ในด้านข้อเสนอทางนโยบายในรายละเอียดต่างๆ นั้น ได้มีสถาบันและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้นำเสนอไว้แล้ว ควรที่จะได้รับการนำมาพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง อาทิ การใช้มาตรการทางภาษีอากรตรวจสอบย้อนหลัง การแก้กฎหมายให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ การออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการป้องกันทุจริต การเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ การเพิ่มโทษให้รุนแรงทั้งปรับทั้งจำ
นอกจากนั้นพึงตระหนักว่า การประกาศยึดทรัพย์และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้เห็นเป็นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งทางแพ่ง อาญา ทางบริหารและทางการเมืองการปกครอง จะนำมาซึ่งความหวังและกำลังใจแก่สังคมโดยส่วนรวม
9. การปฏิรูปการปกครองและกระจายอำนาจ
ปัญหาอำนาจรัฐรวมศูนย์นับเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งและความด้อยประสิทธิภาพในการจัดการปัญหายุคโลกาภิวัฒน์ของส่วนราชการต่างๆ ของประเทศ แม้มีความพยายามในการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่องแต่มักถูกแรงต้านและการดื้อแพ่งจากส่วนราชการที่ห่วงอำนาจและทรัพยากรเอาไว้กับตัวมาโดยตลอด การกระจายอำนาจจึงเป็นเพียงรูปแบบและวาทกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากเดิมที่เคยกำหนดให้งบประมาณแผ่นดินต้องจัดสรรให้ท้องถิ่นร้อยละ 35 ก็ไม่สามารถทำได้ จนต้องกลับไปแก้กฎหมายเป็นตามเดิม
ในช่วงการทำงาน 3 ปีของคณะกรรมการปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูป ได้เกิดกระแสความต้องการในการจัดการตนเองของประชาชนไปทั่วประเทศ ทั้งการจัดการตนเองในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัด รวมทั้งมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่มากเพียงพอแล้ว อาทิ การออกพรบ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง การจัดงบประมาณแก้ความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ การปรับบทบาทส่วนภูมิภาค การควบรวมองค์กรท้องถิ่นขนาดเล็ก และการมีกลไกสภาประชาชนปฏิรูปจังหวัด จึงควรที่รัฐบาลปฏิรูปจะได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
10. การสร้างหลักประกันให้กับระบบคุณธรรมความสามารถในระบบราชการ
ปัญหาการเมืองที่ครอบงำและแทรกแซงระบบราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระอย่างเลวร้ายในช่วงที่ผ่านมา มีการใช้อำนาจและทุจริตคอร์รัปชันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำลายระบบคุณธรรมความสามารถได้ทำให้ส่วนราชการอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการตกต่ำอย่างถึงที่สุด การจ่ายเงินเพื่อแลกตำแหน่งเป็นไปอย่างเปิดเผย เมื่อได้ตำแหน่งแล้วก็ยังต้องรับใช้ผู้มีอำนาจทุจริตโกงกินอย่างซื่อสัตย์ ประชาชนสิ้นศรัทธาจนต้องหันมาพึ่งตนเองในการจัดการเรื่องต่างๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจถึงกาลที่ล่มสลาย
จุดสำคัญอยู่ที่ระบบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย แม้ว่าสำนักงาน ก.พ.จะพยายามสร้างกลไกและระบบคุณธรรมความสามารถเอาไว้เป็นหลักการและแนวทาง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีใครใช้และไม่มีบทบังคับลงโทษที่ศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด ในเรื่องนี้ควรที่รัฐบาลปฏิรูปจะได้สร้างระบบและกลไกที่เหมาะสมขึ้นมารองรับและบังคับใช้อย่างจริงจัง ดังตัวอย่างของข้าราชการกลาโหมและข้าราชการอัยการ
11.การฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่างประเทศ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาวะที่เป็นรัฐบาลรักษาการและไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลายาวนาน ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณประจำปีได้ ทำให้การใช้จ่ายเงินภาครัฐอยู่ในภาวะชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม คสช.และรัฐบาลปฏิรูปจะต้องช่วยคลี่คลายปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
นอกจากนั้นการต่อสู้ทางแนวคิดความเชื่อระหว่างประชาชนสองกลุ่มใหญ่ ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการระบอบประชาธิปไตยเชิงคุณภาพคุณธรรม ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ กับอีกฝ่ายที่ยึดถือรูปแบบของการเลือกตั้งเป็นใหญ่ตามแบบประชาธิปไตยตะวันตก ทำให้รัฐบาลต่างประเทศและสื่อมวลชนตะวันตกมีความสับสนและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ปัญหาการเมืองไทย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปฏิรูปจะต้องทำงานในเชิงรุก
Be the first to comment on "คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลปฏิรูป"